ปัญหาและขีดจำกัดของการพัฒนา ทั้งระดับส่วนตัว ครอบครัว ชุมชน สังคมที่มีอยู่ และน่าจะแก้ไขได้โดยการจัดการความรู้ กลับยังอยู่คงเดิม ไปตามครรลองเดิมๆ แทบไม่มีใครคิดจะแก้ไข

ตั้งแต่ผมเริ่มรู้จักคำว่า “การจัดการความรู้” เมื่อเริ่มก่อตั้ง สคส. ผมก็เริ่มจัดระบบการจัดการความรู้ของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิมอีก “เล็กน้อย”

ที่ผมใช้คำว่า “เล็กน้อย” เพราะว่าผมไม่รู้สึกว่าได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก

นอกจากการคิดถึงคำว่า “จัดการความรู้” นี้ ใช้หลักการ วิธีการในการดำรงชีวิตและการทำงานมากขึ้นกว่าเดิมที่เคยเป็นมา โดยทำอย่างเป็น “ระบบ” มากขึ้นกว่าเดิม แต่ระบบคิดและการทำงาน “ส่วนใหญ่” ก็ยังคงเดิม

และ ณ วันนี้ ผมยังคิดว่า “การจัดการความรู้” ทำให้ระบบคิดและการดำรงชีวิตของผม “เป็นระบบ” (Systematic) มากขึ้น

ผมได้พัฒนาตัวเองอย่างเป็นระบบมากขึ้นในด้าน

·        การสอน

·        การวิจัย

·        การทำงานเพื่อสังคม

·        การพัฒนาชีวิตและครอบครัว

·        การทำความเข้าใจตัวเอง และผู้อื่น

·        การเข้าใจโลก เข้าใจธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมทุกระดับ

แต่ผมกลับมางง และไม่เข้าใจว่า เมื่อเราอยู่ในยุคการจัดการความรู้กันทั้งโลกแล้ว ทำไมเรายังไม่ค่อยใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าที่เป็นอยู่ (รวมทั้งตัวผมเอง ก็ยังใช้น้อยมาก)

ที่ทำให้พบว่า ปัญหาและขีดจำกัดของการพัฒนา ทั้งระดับส่วนตัว ครอบครัว ชุมชน สังคมที่มีอยู่ และน่าจะแก้ไขได้โดยการจัดการความรู้ กลับยังอยู่คงเดิม ไปตามครรลองเดิมๆ แทบไม่มีใครคิดจะแก้ไข

ตัวอย่างง่ายๆ แบบหญ้าปากคอก ที่เห็นๆ ในวงวิชาการที่ผมทำงานอยู่ ก็ยังเน้นการผลิตกระดาษเปื้อนหมึกแข่งกัน ตั้งแต่ระดับองค์กร ระดับประเทศ จนถึงระดับโลก โดยไม่ค่อยให้ความสนใจว่า ใครได้ ใครเสียอะไรมากมาย ขอเพียงทำตาม “หน้าที่” ตามความรู้สึกของตนเองและสังคมรอบข้างก็พอแล้ว ผลกระทบจะเกิดกับใครในเรื่องอะไร ดีร้ายอย่างไรนั้น ค่อยไปว่าทีหลัง หรือไม่ก็ปัดภาระแบบ “ธุระไม่ใช่” ไปเสียเลย

พอผมไปลองใช้และพัฒนาความรู้ในการทำนาแบบพึ่งตนเอง ก็พบว่า หาชาวนาตัวจริงแทบไม่เห็น มีแต่คนปลูกข้าวขายไปเรื่อยๆ แบบรอขายที่ให้นายทุนเพื่อล้างหนี้ที่สะสมมาในระบบการ “พัฒนา”

แม้แต่ตัวอย่างที่ง่ายกว่านั้นในการเข้ามาศึกษาในระบบ “ตลาดพระเครื่อง” ก็พบว่าคนจำนวนมากสะสม “วัตถุ” แบบหลับหูหลับตา ใครว่าอะไรก็เชื่อและวิ่งตามไปหมด โดยไม่ค่อยคิดว่าความจริงคืออะไร ใครว่าพระเครื่ององค์ไหนราคาเท่าไหร่ก็เชื่อตามนั้น โดยแทบไม่เคยสืบเสาะว่าความจริง หรือราคาจริงๆ ในชีวิตจริงเป็นเท่าไหร่ ทำให้หลงไปจ่ายเงินเป็นพัน หมื่น แสน หรือล้านบาท กับพระเครื่องที่สามารถหาได้ในหลักร้อย และหลักสิบบาท (ถ้ามีการจัดการความรู้)

หรือที่ร้ายกว่านั้นในวงการศึกษาที่มีการขอตำแหน่งของครูเพื่อขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง ก็ทำ “ผลงาน” ส่งขอแบบ “จ้างเขาทำบ้าง ลอกของคนอื่นบ้าง” ส่งๆกันไปเพื่อขอตำแหน่ง ทางกรรมการจำนวนหนึ่งก็ตรวจๆ ส่งๆ ให้ผ่านกันไปโดยมองในเชิง “ช่วยเหลือกัน”ที่อาจไม่คิดเลยว่าการทำเช่นนั้น ใครได้ ใครเสียอะไร สังคมโดยรวมได้อะไร เด็กของชาติ ลูกหลานของไทยจะได้ประโยชน์อะไร และประเทศไทยจะพัฒนาการศึกษาต่อไปอย่างไร

ทั้งทั้งที่เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ถ้าเรา “จัดการความรู้” ในระบบการทำงานดังกล่าวข้างต้น

ผมจึงใช้ความคิดค่อนข้างมาก ว่าทำไมเราจึงทำและอยู่กันแบบนี้

ขีดจำกัดต่างๆคืออะไร

ที่คิดออกมาดังๆ ก็พอจะได้ ดังนี้

·        เวลา ในการดำรงชีวิต การทำงาน

o   ที่ทุกคนก็ทำเต็มที่ แบบตัวเป็นเกลียว จึงไม่มีเวลาคิดในการแก้ไขพัฒนาตัวเอง

·        เป้าหมายและความสนใจในการพัฒนาชีวิตของตัวเอง ครอบครัว การงาน ชุมชน และสังคม

o   ที่มักเน้นตัวเองเป็นหลัก มองแค่หน้าบ้านตัวเอง ทำแบบ “เสร็จๆ” ใครจะเสียหายอย่างไร หรือแม้ตัวเองจะเสียหายในอนาคตอย่างไร ค่อยว่ากันทีหลัง

·        ความรู้ ความเข้าใจ การเข้าถึงความรู้ และความสามารถในการใช้ความรู้ มีอยู่อย่างจำกัด

o   ที่อาจมาจากเวลาที่เหลือ ความคิดที่เหลือ และพื้นที่สมองที่เหลือ

·        ทรัพยากร โอกาสของคนเหล่านั้น

o   ที่บางคนบอกว่าเข้าไม่ถึง

o   ที่ไม่ทราบว่าจริงแค่ไหน

·       เวรกรรม

o   เพราะพอคิดอะไรไม่ออกก็โยนประเด็นต่างๆลงมาในประเด็นนี้

ผมคิดได้แค่นี้ครับ

ที่ยังไม่ใช่ทางแก้ไขหรือทางออกแต่อย่างใดทั้งสิ้น

แต่ผมคิดว่าถ้าไม่มีทางแก้ไข ก็ก็ทราบจะบ่นไปให้ได้อะไร

ผมจึงบ่นมาเพื่อหาแนวร่วมมาเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขร่วมกันครับ

ผมและเราทุกคนทำแบบคนเดียวคงแก้อะไรไม่ได้มาก

แต่ถ้าทำแบบเป็นกลุ่ม องค์กร น่าจะมีพลัง และมีทางออกที่ชัดเจนมากกว่านี้

ถ้าเป็นอย่างปัจจุบัน ยิ่งแก้ยิ่งตัน

เรามีทางแก้ที่ชัดเจน และน่าจะได้ผลบ้างไหมครับ

ผมว่าแค่ “ทำตัวเอง” ให้ดีที่สุดยังไม่น่าจะพอครับ

อยากฟังแนวทางที่ดีกว่านี้ครับ

ผมจะได้นำมาวิพากษ์ และนำไปปรับใช้ในการทำงานจริงกับสถาบันและชุมชนต่างๆ ที่กำลัง “จัดการความรู้” เพื่อการพึ่งตนเองอยู่ครับ