ชั่วโมงแรกประธานนักเรียน ได้ประกาศหาจ้อยและเบิ้มให้ไปเข้าห้องเรียนวิทยาศาสตร์  แต่ฉันจำไม่ผิดว่าได้พบกับจ้อยและเบิ้มตั้งแต่ก่อนโรงเรียนขึ้น  เพราะสังเกตที่หน้าเสาธง  นึกดีใจว่าวันนี้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มาโรงเรียนครบทุกคน ไม่มีคนป่วยหรือขาดเรียน 

      ชั่วโมงที่สองผ่านไปฉันเห็นจ้อยและเบิ้มเดินผ่านห้องเรียนของฉันและหยุดทักทายกันตามธรรมเนียม  เหมือนเด็กน่ารักทั่วไป  ดูทั้งคู่มีท่าทางร่าเริงเหมือนเคย ถามว่าจะไปเรียนภาษาไทย 

      หมดชั่วโมงที่ ๓ เบิ้มและจ้อยเดินมาด้วยกัน  เบิ้มหยุดยิ้มแฝงด้วยความซ่อนเร้นนิด ๆ  ฉันพูดเย้าหยอกเบิ้มนิดหน่อย  แต่สังเกตว่าจ้อยรั้งรอ เหมือนอยากจะพูดอะไร  ฉันจึงจับแขนจ้อยไว้ จ้อย..ครูอยากอยากจะถามอะไรบางอย่าง เออ..ไม่ดีมั้ง  จ้อยตอบว่า คุณครูจะถามอะไรก็ถามได้ครับ  ผมตอบได้ทุกคำถาม 

     บังเอิญคุณครูโบตั๋นเดินมาพอดี  ฉันจึงเลี่ยงไม่ถามจ้อยแต่หันไปพูดกับคุณครูโบตั๋นว่า เรามาช่วยกันเป็นกำลังใจให้จ้อยกันเถอะคุณครู จ้อยกำลังต้องการกำลังใจ  แล้วจ้อยจึงบอกกับพวกเราแบบยิ้มอย่างมั่นใจและดวงตาเป็นประกายของนักสู้ว่า คุณครูครับการปรับปรุงตัว ต้องเป็นไปอย่างทีละน้อย ๆ อะไรที่ไม่ดีให้โอกาสผมได้ไหมครับ ขอคุณครูเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ 

     จ้อยเป็นเด็กที่ถูกเหมาโหลว่าเป็นเด็กมีปัญหามาตั้งแต่ฉันมาอยู่โรงเรียนนี้ใหม่ ๆ เพราะจ้อยสร้างวรรณกรรมไว้เยอะ  ตกต้นไม้  ตกบ้าน  ดื่มสุราตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ เพราะคนในครอบครัวดื่ม  ชอบกลั่นแกล้งเพื่อน  เมื่อเติบโตขึ้นหนีโรงเรียน  สูบบุหรี่  เล่นการพนัน ค่อนข้างเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว

      ฉันสมัครใจที่จะช่วยแก้ปัญหาให้จ้อยตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔   วันแล้ววันเล่า  ทุกคนก็บอกว่าเป็นไปได้ยาก  ในเมื่อครอบครัวไม่ช่วยเหลือหรือให้ความร่วมมือเลย  ครูทุกคนในโรงเรียนล้อเล่นเสมอว่าจ้อยเป็นลูกชายคนโปรดของฉัน

      ปัจจุบันจ้อยไม่มีนิสัยก้าวร้าว  เป็นเด็กร่าเริง  ยิ้มแย้มแจ่มใส  มีสัมมาคารวะและเปิดเผย  เลิกดื่มสุรามานานแล้ว  สูบบุหรี่เลิกได้เป็นระยะ  และคิดว่าจะเลิกได้ในที่สุด  นิสัยที่ยังแก้ไม่หายขาดคือการขาดเรียน  เพราะครอบครัวให้ไปช่วยงาน 

   ด้วยที่จ้อยเป็นเด็กตัวเล็กและถูกฉันโอบกอดมาเสมอ ๆ จนกระทั่งอยู่ระดับชั้นมัธยมการกอดจึงเบาบางไป  วันหนึ่งที่จ้อยทำนา  มือไม้เนื้อตัวเลอะเทอะจ้อยเดินเข้ามาหยอกล้อฉันว่า คุณครูกล้ากอดผมไหมครับเหมือนกับเป็นการทิ้งโจทย์ไว้กับฉัน

     วันนี้ฉันจึงโอบกอดจ้อยและลูบหัวให้กำลังใจ จ้อยหันมาไหว้ขอบคุณและจับมือให้สัญญาต่อหน้าคุณครูโบตั่น และโผเข้าไปกอดคุณครูโบตั๋นด้วยอีก ๑ กอด  ก่อนหน้าที่ฉันจะลงมือบันทึกเป็นชั่วโมงภาษาอังกฤษ  จ้อยทำงานช้าออกจากห้องเกือบเป็นกลุ่มสุดท้าย  และจ้อยก็บอกว่าคุณครูครับวันนี้ผมมีความสุขมาก ๆ ครับ มันบอกไม่ถูกครับ  มันเหมือนมีแรงใจสักอย่างครับครู วันนี้เพื่อนชวนผมไปแข่งรถตอนเย็น ผมปฏิเสธไปแล้วครับ ...บันทึกนี้เพื่อเธอ...จ้อยครูขอให้จ้อยเป็นเด็กดีและเข้มแข็ง  ครูมั่นใจว่าจ้อยทำได้

      วัฒนธรรมการกอดของฉันและเด็ก ๆ  เด็กเล็ก ๆ ระดับประถมเราก็กอดได้เหมือนลูกคนหนึ่ง  เมื่อโตขึ้นเขาก็เปลี่ยนไปเอง  นาน ๆ ครั้งก็จะกอดนิด ๆ แบบระมัดระวัง  นอกจากกิจกรรมวันแม่พวกเขาจะปล่อยสุด ๆ ทุกครั้งไป  สำหรับเด็กหญิงยิ่งโตยิ่งกอดแถมหอมแก้มด้วย   ทุกวันทุกเช้าที่พบกัน

     สำหรับฉันและจ้อย  เรากอดกันมาตั้งแต่จ้อยอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔  แม้ว่าปัจจุบันจ้อยจะอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ แล้วก็ตาม  จ้อยเป็นเด็กตัวเล็กสูงไม่เกิน ๑๔๕ ซม. แต่ดูไม่มีแววว่าจะแคระแกรน  อาจจะโตช้า  การกอดระหว่างฉันและจ้อยถือเป็นเรื่องปกติ 

         ที่สำคัญเรื่องราวความเป็นมาของการเรียนรู้เกี่ยวกับจ้อย...ยังไม่อาจเปิดเผยเป็นเรื่องเป็นราวได้  รอให้จ้อยเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เพราะมีผู้ลงความเห็นว่าจ้อยไม่มีวันเรียนจบได้