เช้าวันเสาร์ กลางเดือนสิงหาคม 2512 อัญญะสอน ผมและพ่อสี (ลูกคนโตแกชื่อสี ชาวบ้านเขาเรียกพ่อสี ส่วนชื่อจริงว่าอย่างไร ผมไม่ทราบเลย) เดินตามกันออกจากบ้านคำบาก ทุกคนมีปืนแก๊ปเป็นเครื่องมือล่าสัตว์ประจำตัว และมีหมาของพ่อสีไปด้วยสามตัว
“ไอ้เหรียญกลับบ้านบ้างรึเปล่าครู” อัญญะสอนที่เดินนำถามผม
“ไม่ครับ เกือบสองเดือนแล้ว ทั้งชินและบิน นอนที่ห้างนาตลอด หนุ่มคนอื่นๆ ก็หายหมด” ผมตอบ
“พวกเราก็อย่างนี้แหละ ตอนนี้ข้าวกำลังตั้งท้อง ต้องคอยเฝ้า หากเผลอปล่อยให้ควายมันเข้าไปในนา ก็จะเสียหาย” พ่อสีที่เดินหลังสุดพูดขึ้น
“เราจะเดินอีกไกลไหมครับ” ผมเปลี่ยนเรื่อง
“ตะวันตรงหัวก็ถึง” อัญญะสอนบอก
ผมแหงนหน้ามองตะวันที่กำลังทำมุมหกสิบองศา แล้วขยับผ้าขาวม้าที่มัดเอวให้กระชับ ขยับปืนจากบ่าขวาเป็นแบกด้วยบ่าซ้าย แล้วก้มหน้าก้มตาเดินตามอัญญะสอนไปเงียบๆ
เส้นทางที่อัญญะสอนพาเราไป ผ่านป่าโปร่ง บางครั้งมีทุ่งหญ้าไม่กว้างมากนัก เลาะเลียบตามเชิงเขาพอตะวันใกล้จะตรงหัว อัญญะสอนก็พาออกนอกเส้นทาง เดินมุ่งไปยังแนวป่าเชิงเขา
“เดี๋ยวก็ถึงลำธาร กระท้างมันชอบเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่อยู่เหนือน้ำ” อัญญะสอนบอก ขณะที่เท้ายังคงเดินไม่หยุด ผมและพ่อสีเดินตาม ส่วนหมาสามตัวนั้นวิ่งล้ำหน้าไปแล้ว
“กระท้าง” คือกิ้งก่ายักษ์ มันใหญ่กว่ากิ้งก่าธรรมดามาก ตัวโตเต็มที่ขนาดกำไม่รอบคอ สีของมันก็เหมือนกิ้งก่า ดูน่าขยะแขยง แต่รสชาดอร่อยมาก
ไม่นานเราสามคนก็มาถึงลำธารแคบๆ ส่วนที่กว้างที่สุดประมาณสามวา ส่วนที่แคบเพียงกระโดดข้ามได้ อัญญะสอนเดินลุยน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม ส่วนผมและพ่อสีเราเดินเลียบลำธารขึ้นไป
“ครู....ปืนเรียบร้อยดีไหม” พ่อสีถามด้วยความเป็นห่วง
“ครับ ผมยัดใหม่เมื่อคืนก่อนนอน ใส่ลูกขนาดเม็ดถั่วเขียวห้าเม็ด ถ้าโดนจังๆ กวางก็ล้มครับ” ผมตอบ พ่อสีพยักหน้า แล้วเราก็เดินไปเงียบๆ ผมเดินก่อน กวาดสายตาไปข้างหน้าและบนกิ่งไม้ที่อยู่เหนือลำธาร
เราเดินไปเพียงไม่กี่นาที ทันใดนั้นเสียงหนึ่งที่ดังแผดขึ้น และเสียงปืนคำรามตามมาติดๆ
“แกร๊กกกก” “ปัง”
“หมี... หมีนะ... หมี... มันอยู่ฝั่งโน้น” เสียงอัญญะสอนตะโกน แข่งกับเสียงหมาเห่ากรรโชก
ผมละล้าละลัง มองไปที่พ่อสีเห็นกำลังปีนต้นไม้ขนาดลำตัวขึ้นไปจนเกือบห้าเมตรแล้ว
“ขึ้นต้นไม้ครู เร็ว” พ่อสีตะโกนบอก ผมมองหาต้นไม้ใกล้ๆ ไม่มีที่พอจะปีนได้เลย ต้นที่พ่อสีปีนขึ้นไปนั้น ก็ห่างไกลเกินไป เสียงหมาสามตัวเห่ากรรโชกอยู่ห่างผมเพียงไม่เกินสิบเมตร ผมวิ่งไปปีนต้นไม้ไม่ทันแน่
เอาวะ ผมตัดสินใจ กระชับปืนแก๊ป ตาจ้องไปที่พุ่มไม้ที่ไหวเอนลู่ข้างหน้า หมีควายตัวใหญ่วิ่งพ้นพุ่มไม้ออกมา อยู่ห่างผมไปทางซ้ายมือเพียงสิบก้าวเท่านั้น ผมขึ้นนกแล้วยกปืนขึ้นประทับไหล่ เป้าหมายที่รักแร้ แล้วเหนี่ยวไก
“ปัง” ปืนแก๊ปผมทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ หมีควายล้มฮวบ แต่ทันใดมันก็ลุกขึ้น คราวนี้หันหน้ามาทางผม ผมใจหายวาบ จะทำอย่างไรดี มีเพียงปืนแก๊ปที่ยิงออกไปแล้ว ไม่มีทางเลยที่จะบรรจุได้ทัน ผมจ้องปืนแก๊ปไปที่หมีควาย หากมันเข้ามาผมมีทางเดียวคือ ใช้ปืนแก๊ปยันมันไว้
หมีควายยืนสี่ขามองมาที่ผม ขณะที่ผมยังคงประทับปืนที่ไหล่จ้องไปที่มัน หมาสามตัวที่เมื่อก่อนเห่ากรรโชกอยู่ด้านข้างผม พากันกระโจนเข้าหาหมีควายพร้อมกับกรรโชก
อึดใจเดียว ที่ตึงเครียดแทบลมจับ หมีควายก็หันหลังกลับวิ่งเลาะลำธารขึ้นเหนือ หมาสามตัววิ่งเห่าตามไม่ลดละ ผมลดปืนลงรีบแก้ผ้าขาวม้าที่มัดเอวออก เอาดินปืนและกระสุนออกมาบรรจุ โดยพยายามบังคับมือไม่ให้สั่น แต่กว่าจะบรรจุดินปืนได้ก็หกไปมากโข
ผมบรรจุเสร็จพ่อสีก็ลงจากต้นไม้มา และอัญญะสอนก็ข้ามลำธารมาสมทบ
“เป็นไงครู โดนมันไหม” อัญญะสอนถาม แต่ผมพูดไม่ออก ยังตื่นเต้นไม่หาย
“อือ... โดน เข้ารักแร้อย่างจัง แต่ไม่อยู่” พ่อสีเป็นคนตอบ แล้วถามต่อ “จะเอายังไง”
“ตาม” อัญญะสอนพูดสั้นๆ แล้วหันมาถามผม “ไปด้วยไหมครู”
“ไป” ผมหายตื่นเต้นแล้ว และไม่กลัว อย่างน้อยเรามีหมาคอยให้สัญญาณว่าหมีตัวนั้นอยู่ที่ไหน
พวกเราเดินตามกันเงียบๆ ตามเสียงหมาที่เห่าอยู่ข้างหน้า แต่เราเดินไม่ถึงร้อยเมตร เสียงหมาเห่าที่ได้ยินชัดเจนก็เงียบ ขณะที่ผมกำลังสงสัย พ่อสีก็ผิวปากขึ้น เสียงยาวสั้นเป็นจังหวะสามครั้ง
ยังไม่ทันสิ้นเสียงผิวปาก หมาสามตัวก็ปรากฏตัวขึ้น พ่อสียิ้ม ลดปืนที่อยู่ในท่าเตรียมยิงลง อัญญะสอนก็เช่นเดียวกัน ผมก็พลอยลดปืนลงด้วย
“ทำไมครับ” ผมถาม
“อ้อ... หากหมีมันไม่ไปจนไกล มันก็คงตายแถวนี้แหละ” พ่อสีแก้ปัญหาของผม
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ หมีควายตัวใหญ่นอนแช่น้ำตายอยู่ริมตลิ่ง กระสุนปืนของอัญญะสอนเข้าที่ปากของมันลูกหนึ่งถูกฟันของมันจนหัก อีกลูกทะลุแก้ม ส่วนลูกปืนของผมเข้าที่รักแร้ซ้าย ทั้งห้าเม็ด มันตายเพราะห้าเม็ดนี้เอง
ใจหายวาบ นึกว่าพระเอกเราเสร็จหมีควาย
สั่นสู้อีกต่างหาก ยังไม่พอ เสร็จเพราะ 5 เม็ดนี่เอง
ตั้งใจจะให้มันตื่นเต้นใช่ไหมคะ ตื่นเต้นตรงที่มันห้นหน้าเหมือนจะวิ่งมาใส่ หลังจากที่ถูกยิงแล้วลุกขึ้นอีกครั้ง ถ้ามันคิด มันก็คงว่า ตายดาบหน้าดีกว่า วิ่งลูกหนีเดียว
อ่านตามไป นึกว่าตนเองก็ไปล่าสัตว์ด้วย ลุ้น ลุ้น วิ่งหนีหมี ตุ้มๆ ต่อมๆ
น้องลีลาบอกสงสารหมีเนาะ พี่สุก็ เป็นกรรมดันเกิดมาเป็นหมีควาย
หมีควาย แม้ไม่เคยเห็น แต่ก็รู้ว่ามันคงตัวใหญ่ กว่าคน ทะมึนทึน
ถ้าคนสู้ตัวต่อตัวกับหมี ไม่มีอาวุธ ใครจะแพ้ชนะหละนี่
คิดถึง เขียนไปเรื่อยๆนะคะ แก้เซ็งได้คะ
แล้วก็ตัวหนังสือน่าอ่านมาก สวย ตัวหนังสือสวยก็มีมนต์เสน่ห์นะคะ
ทำให้รักตัวหนังสือ รักบทความ จนไปถึง รักคนเขียนด้วย คริ คริ
เกินคำบรรยาย
สวัสดี ครับ
ตามมาอ่านด้วย ครับ
อ่านแล้วก็รู้สึกตื่น เต้น..และได้ผจญภัย ตามไปด้วยครับ
เรื่องผ่านมานานมาก เลยนะครับ
แต่อ่านแล้ว เหตุการณ์ ดังกล่าว กลับสะท้อนอยู่ในความรู้สึก ได้หลายรูปแบบ
* ความซื่อสัตย์ ของ สัตว์เลี้ยง
* การผจญภัยของผู้เขียนบันทึก กับ สัญชาติญานของการอยู่รอด
* ความโหดร้ายของธรรมชาติ ที่เป็นบทเรียนสอนใจ
ขอบพระคุณมาก ครับ
เป็นชีวิตครูบ้านป่าคนหนึ่ง เมื่อสี่สิบปีมาแล้วครับ
ขอบคุณที่แวะมาและลงความเห็นนะครับ
ตอนยิงคิดเพียงจะต้อง ยิง ยิงให้ตาย
แต่หากย้อนเวลากลับไปอีก ก็ต้องยิงครับ ผมไม่มีทางเลือกเลย
หมีบาดเจ็บอันตรายมาก ที่มันไม่เข้ามาฉีกผม เพราะมันเองโดนหนักแล้ว และมีหมาสามตัวคุ้มกันผม หากไม่มีหมา ไม่รู้ว่าผมจะมีอะไรเหลือบ้าง เพราะหมีควายดุมากครับ
เมื่อยิงมันตายแล้ว ก็สงสารครับ เขาก็ชีวิตเหมือนกัน ขออโหสิกรรมเถิด
ขอบคุณครับ
ตื่นเต้นและกลัวมากครับ
แม้ว่าจะผ่านไปแล้วหลายปี ยังจำได้ติดตาครับ มันหันหน้าเหมือนจะวิ่งมาใส่ ดีที่หมาคุ้มกัน และมันเจ็บมาก
พระเอกเลยรอด ฮ่า ฮ่า
อ้าว คุณสุเกิดเป็นหมีควายชาติไหนละเนี่ย ฮิฮิ
หมีควายตัวนั้น ขนาดกระสอบป่าน หนักก็ร้อยกิโลกรัมครับ
ถ้าคนสู้ตัวต่อตัวกับหมี ก็เรียบร้อยโรงละครหมีซีครับ
ขอบคุณที่รักตัวหนังสือ รักบทความ รวมถึงรักคนเขียนด้วย ว้าว..... อะไรจะโรพลาสติกขนาดนี้ ฮ่า ฮ่า
หากไม่ได้หมาสามตัวช่วย ผมคงจะแย่ คาดเดาไม่ออกครับ เพราะก่อนหน้านี้ที่หมู่บ้านอื่น ก็มีชาวบ้านโดนหมีขย้ำ บาดเจ็บสาหัส เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ขอบคุณที่แวะมานะครับ
มันตกใจไง นึกไม่ออกว่าตอนนั้น ตนเองวิ่งหนีหมีควาย หรือเป็นหมีควายอยู่ ต๊กใจคะ คิดไม่ทัน คริ คริ
ตกใจเหรอครับ โอ๋.... ขวัญเอ๋ยขวัญมา
ขวัญอยู่ป่า กะให้มา ลิล่า ลิลา
ขวัญอยู่นา กะให้มา ลิล่าลิล่าย
มาเด้อ...ขวัญเอ๊ย........ฮ่า ฮ่า
ดีใจจังได้อ่าน !!!! ตื่นเต้นมากเลยค่ะ
หมีควายเป็นตัวไงไม่รู้แต่จินตนาการเอาว่าน่าจะเท่าๆความๆบ้านเราค่ะ ใช่ไหมคะอาจารย์ ตัวโต น่ากลัวมากเลยนะคะ
เสี่ยงน่าดูนะคะอาจารย์ เกิดปืนยิงไม่ออกนี่ ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย ยืนเผชิญหน้ากันแบบนั้น ไม่มีอะดรีนารินหลั่งให้อาจารย์วิ่งขึ้นต้นไม้ได้หรอค่ะ เหมือนในหนังค่ะอาจารย์ นึกภาพแล้วน่ากลัวค่ะ ใจหายใจคว่ำด้วย
เก่งมากๆๆๆๆนะคะ เพราะไม่ใช่พรานแต่ยิงหมีควายได้ สุดยอดค่ะ ใจกล้าด้วยนับถือๆๆๆๆค่ะ
ขอบคุณนะคะที่เล่าสู่กันฟัง สำหรับประสบการณ์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว
หมีควาย ตัวเขาจะอ้วนใหญ่ หัวใหญ่ ขนทั่วไปสีดำ มีเพียงบริเวณหน้าอกเป็นรูปตัว V สีขาว
พวกนี้ดุร้าย เวลาต่อสู้กับศัตรู จะตะปบด้วยขาหน้าและกัดด้วยฟัน บรื้อ... คิดขึ้นมาแล้ว เสียวไส้
ตัวเล็กกว่าควายครับ ตัวที่ผมยิงขนาดยาวจากปลายจมูกถึงปลายหาง สองศอกนิดๆ ไม่ถึงคืบครับ เป็นหมีหนุ่ม ก็ประมาณกระสอบข้าวสาร 100 กิโลกรัม นั่นแหละครับ
รอดมาก็นับว่า โชคดีมากครับ
ขอบคุณที่ชม แต่คงไม่ใช่เก่งหรอก คงเพราะสัญชาติญาณการเอาตัวรอดมากกว่าครับ
เก่งคะ สัญชาติญาณการเอาตัวรอด หลบดีๆนะคะปัจจุบันหนะ
ปัจจุบันไม่หลบครับ ชนแหลก ฮ่า ฮ่า (ที่แหลกน่ะ น่ากลัวจะเป็นผมเอง ฮิฮิ)
เพียง.... ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ชนนะซี
อิอิ คริคริ ถึงว่าทำไมปู่ถึงแข็งแรง หายสงสัยแล้ว เพราะปู่ กิน...หมีนี่เอง หุหุ
จู๊ๆ เบาๆ ครับ ปู่ก็อายเป็นเหมือนกันนะ