อรุณเบิกฟ้าเช้านี้ จิตใจแจ่มใจเบิกบานอากาศที่มืดมนด้วยเมฆดำก็พลอยสดชื่นชุ่มช่ำไปด้วย
ตอนนั่งวิจัยลมหายใจ ได้มองชีวิตที่เป็นอยู่ในแต่ละวันของตัวเองเพื่อนำมาเป็นครูสอนในขณะปัจจุบัน ว่าควรปรับ-ปรุง-เปลี่ยน-แปลง-แก้ไข ตัด-ต่อ-เติม-แต่ง เพื่อให้รู้เท่าทันกับขณะปัจจุบันให้แจ่มชัดมากขึ้น
เลยนึกถึงเรื่องๆหนึ่งที่เราท่านทั้งหลายก็คงเคยได้ยิน
เป็นเรื่องครูเชียงราย
ที่ "อดีตนายกท่านหนึ่ง"นำมาเป็นตัวอย่างเป็นประจำ ว่า
ครูท่านหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กๆในห้องเรียนว่า
"ถ้ามีเงินอยู่ ๑๐ บาท ซื้อของ ๒ บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร"
เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า "๗ บาท"
แต่มีเด็ก ๒ คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น
คนหนึ่งตอบว่า "๒ บาท" อีกคนหนึ่งตอบว่า "ไม่ต้องทอน"
ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน ๒ บาท
คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน ๑๐ บาท คือ เหรียญห้า ๒ เหรียญ
เมื่อซื้อของราคา ๓ บาท เขาก็ให้เหรียญห้า ๑ เหรียญ
ดังนั้นจึงได้เงินทอน ๒ บาท
ถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย
คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท ๑๐ เหรียญ
เมื่อซื้อของราคา ๓ บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้ ๓ เหรียญ
เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา
โชคดีที่เป็นการถาม-ตอบในห้องเรียน
ลองนึกดูสิขอรับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบเป็น ก-ข-ค-ง
เด็ก ๒ คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนนจากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่
การสร้างโจทย์ที่ "เสมือนจริง" จากจินตนาการของ "ครู"ในห้องเรียน
อาจถูกจำกัดเพียงแค่ "ตัวเลข"ตามหลักวิชาการที่เป็นหลักในการสอน
แต่สำหรับเด็ก จินตนาการของเขาไร้กรอบ
๑๐ บาท จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท
เมืองไทยมีเหรียญ ๒ บาท
เราได้คำตอบเพิ่มอีก ๑ คำตอบ คือ ได้เงินทอน ๑ บาท
โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน
โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง ๑ คำตอบ
แต่โลกของความเป็นจริง ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน ๑ คำตอบ
แล้วแต่มุมมองและสถานการณ์ของแต่ละจังหวะที่ตัวของเราเข้าไปข้องเกี่ยว
ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้ธรรมชาติจากสรรพสิ่งอย่างรู้เท่าทัน
เพื่อหาคำตอบที่เราสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นต่อไป....
ธรรมะสวัสดีขอรับ....
กรายนมัสการเจ้าค่ะ
นมัสการค่ะท่านธรรมฐิต
มารับพรตอนเช้า..จึงได้สติว่า..
ทุกอย่างเป็นไปได้..คำตอบที่ทุกคนพูดออกมาล้วนมีความหมาย
ชึ้นอยู่กับว่า..เรา ผู้ฟังจะหาความหมายนั้นได้หรือไม่
ชึ้นอยู่กับว่า..เรา ผู้ฟังจะหาความหมายนั้นได้หรือไม่
จงรักษามันไว้ให้ดีสาธุขอรับ..
พาหลานมากราบนมัสการ ศึกษาธรรมะซึมซับแต่เล็กๆ
ธรรมฐิตขอให้ทั้งตาและหลานมีความสุขนะขอรับ..
ครูอ้อยครับ
หากเด็กตอบแปลกๆ แล้วคุณครูคิดตามจนเห็นว่าที่เด็กตอบนั้นถูกก็ได้
กว่าจะตรวจข้อสอบเสร็จคงย่ำแย่ทีเดียวครับ
เกี่ยวกับการคิดนอกกรอบ ผมยังเห็นว่าในสถานการณ์จริง มีไม่มากนักที่จะต้องคิดนอกกรอบ ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกรอบนั่นเอง เหมือนบางองค์กรโหยหานวัตกรรม แต่เอาเข้าจริงงานมากกว่าร้อยละ ๙๐ เป็นงานเดิมๆ หรืองานประจำนั่นเองครับ
ดังนั้นผมยังเห็นว่า การทำงานที่ดีนั้น เราทำให้สิ่งที่เราเคยทำสำเร็จได้ด้วยดี ให้มีความสำเร็จเช่นนั้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก (make our success repeatable) น่าจะสำคัญกว่าการพยายามคิดหรือทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งมีสิ่งนั้นน้อย อย่างโรงพยาบาลอาจจะต้องพยายามรักษาไข้เลือดออกซึ่งมีปีละหลายร้อยราย ไม่ให้ตายเลย น่าจะสำคัญกว่าการพยายามรักษาโรคแปลกๆ ที่หลายๆ ปีจึงจะพบสักราย
อืม น่าคิดนะคะ..
เหนือความคาดหมายจริงๆค่ะ..
^^
แต่คิดแบบตั้งอยู่บนบรรทัดฐานแห่งความจริงในสถานการณ์นั้นๆ
โดยยึดหลักตามเป็นจริง
เพราะในบางช่วงเวลาสังคมไม่ตั้งอยู่ในขอบข่ายความเป็นจริง
ทิ้งหลักที่ที่เป็นของแท้แห่งกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
ลองดูพระพุทธเจ้าสิขอรับในสมัยนั้นคนส่วนมากมีความคิด ในการหาที่สุดทุกข์ สองอย่างคือ
-อัตตกิลมถานุโยค การทรมานตนต่างๆนาๆ
-กามสุขัลลิกานุโยค การหมกมุ่นอยู่ในสุขแบบปถุชนต่าง
แต่พระองค์ไม่คิดตามนั้นพยายามคิดนอกกรอบจากคนสมัยนั้นแต่
ย้อนเข้าหาหลักที่แท้จริงจึงค้นพบทางที่สุดทุกข์ได้ในที่สุด
หรือหลวงพ่อพุทธทาสท่านทำนำเสนอในสิ่งที่พระไม่ทำไม่นำเสนอ
โดยท่านยึดหลักตามเป็นจริงของจริงเลยปรากฏอีกครั้ง
บางอย่างบางโอกาสหากคิดนอกกรอบไม่เป็นคงไม่เห็นสิ่งที่ดีๆได้
สาธุขอรับ...
สาธุที่แวะมาทักทายขอรับ..