ปัญหาต่างๆ ย่อมมีทางออกเสมอ อย่างน้อยเราต้องเชื่อว่า หัวหน้า คือ คนที่ต้องทำหน้าที่ในการแก้ปัญหา และเป็นการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม

ช่วงเช้าของวันนี้  ผมถือโอกาสเชิญเจ้าหน้าที่ทุกคนมานั่งคุยงานกันแบบง่ายๆ ...
มีทั้งระดับที่เป็นหัวหน้างานและลูกน้อง 

ผมพยายามจัดการกับตัวเองให้มากที่สุด  เพราะรู้ดีว่า ช่วงนี้ผมค่อนข้างเครียด
– เครียดเพราะรู้สึกว่าตัวเองแบกรับอะไรๆ เยอะแยะไปหมด หลายต่อหลายอย่างสุมทับมาให้จัดการอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

และหลายอย่างก็เป็นปัญหาสืบเนื่องที่ยังต้องใช้ “ใจ”  เข้าเชื่อมประสาน

 

เมื่อวาน  ผมถามทีมงานว่า  ต้องการหัวหน้าแบบไหน  แต่การถามที่ว่านั้น  หาใช่ถามเพื่อต้องการคำตอบเลยแม้แต่น้อย เพราะผมเชื่อว่า ทุกคนก็คงลงความเห็นไม่ต่างกันนัก

 

แต่สำหรับผมแล้ว  ผมนิยามความหมายสั้นๆ ให้เขารับรู้แต่เพียงว่า “หัวหน้า คือคนที่ทำหน้าที่แก้ปัญหา” ...

ผมพูดเช่นนั้นก็เพื่อสื่อสารกับพวกเขาให้รับรู้ว่า  จงทุ่มเทและให้ใจไปกับงานให้เต็มที่  อยากทำอะไรก็ให้คิดและลงมือทำ  ไม่ใช่คดงออ้อล้อราวกับสายลมอันเฉื่อยฉิว หรืองานใดได้รับมอบไปนั้น ก็จงเริ่มต้นทำอย่างไม่อิดออด  ติดขัดอะไรก็ให้รายงาน  อย่าให้ต้องติดตามเหมือนตรวจงาน-ซึ่งผมไม่ชอบเอามากๆ

 

แต่สำหรับเช้านี้  ผมคุยหลายเรื่องหลายราวพอสมควร  เพื่อปรับจูนไปสู่เป้าหมายเดียวกัน  แต่ก็เปิดเปลือยว่า  วิธีการไปสู่เป้าหมายนั้น  ผมให้อิสระกับพวกเขาอย่างเสรี  แต่นั่นก็รวมถึงการพกใจเป็น “ทีม”  ไปในตัวด้วยเหมือนกัน

 

กระทั่งการวกกลับมาถึงเรื่อง “ทอดเทียนพรรษา”  อันเป็นภารกิจทางใจที่ผมได้เกริ่นกล่าวไว้เป็นระยะๆ  อันประกอบด้วยสาระหลักคือความมุ่งหวังที่จะนำพานิสิตออกไปถอดเทียนพรรษากับวัดทุกวัดในเขตรายรอบมหาวิทยาลัย  ซึ่งมีอยู่ประมาณ  15  วัดเป็นขั้นต่ำ

เรื่องดังกล่าวนี้  ผมขออนุญาตไม่กล่าวถึงมูลเหตุ แรงบันดาลใจในบันทึกนี้  เพราะส่วนหนึ่งเคยได้สื่อสารไปบ้างแล้ว  แต่ก็ยังอยากจะยืนยันว่า  นี่เป็นวิถีใจ..วิถีศรัทธา ..ไม่ใช่งานเชิงนโยบายใดๆ  ทุกอย่างว่ากันด้วย “ใจ”  ล้วนๆ

 

ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกท่านขานรับและเห็นชอบกับการขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง  เป็นการมองตารู้ใจโดยไม่ต้องอธิบายความหมายแห่งแก่นเรื่องเลยสักนิด  หากแต่วิตกอย่างชัดแจ้งว่าที่มาที่ไปของงบประมาณนั้นจะได้มากันอย่างไร...

 

เป็นคำถามที่ผมนึกอยู่แล้วว่ายังไงต้องเจอเป็นแน่  ดังนั้น  ผมจึงบอกเล่าแบบเปิดเปลือยไปว่า  ตอนนี้นิสิตส่วนหนึ่งพร้อมที่จะเคลื่อนขยับเข้ามาร่วมบ้างแล้ว  อีกอย่าง  ทั้งเราและนิสิตก็ร่วมกำหนดวันเวลา และรูปแบบต่างๆ อย่างหลากหลายไว้พอสมควร  ไม่ใช่แค่แห่ต้นผ้าป่าเพื่อถวายปัจจัยและเทียนพรรษาเท่านั้น  แต่มีกิจกรรมบูรณาการหลากหลายให้เรียนรู้  และที่สำคัญต้องเป็นการเรียนรู้ที่มีกระบวนการ  ไม่ใช่ทำตามขนบนิยมแห่งเทศกาลเท่านั้น

 

และที่สุดแล้ว  ผมก็เปิดเผยให้ทุกคนว่า  ทำไมที่ผ่านมา  ผมถึงไม่แจกหนังสือ เรียนนอกฤดูของผมให้กับพวกเขาแบบฟรีๆ ...ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้ลูกน้องอ่าน หรือไม่ก็เก็บไว้ขายเป็นทุน หรือกำไรคืนให้กับตัวเอง  หากแต่ทั้งหมดนั้น  ผมจะใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนทำกิจกรรมในโอกาสต่างๆ ของนิสิต  และที่สำคัญคือ  เป็นเครื่องมือของการระดมทุนในหมู่เราด้วยกันเอง  (เป็นการทำบุญร่วมชาติผ่านการซื้อหนังสือของผมนี่แหละ)

 

ดังนั้น  ผมจึงบอกกับทีมงานไปว่า  “ให้เอาหนังสือของผมไปเป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนทอดเทียนพรรษา  ได้มากี่บาทกี่ตังค์  ก็ไม่จำเป็นต้องหักลบค่าต้นฉบับใดๆ คืนกลับมาให้ผม  ขอเพียงทุกคนมีความสุขกับการทำบุญ  มีความสุขกับการได้อ่านหนังสือของผมก็พอแล้ว...”

 

แน่นอนครับ  ผมคิดและตัดสินใจเช่นนั้นมานานแล้วล่ะ  เพียงแต่เก็บงำไว้กับตัวเองเฉยๆ  เพียงเพื่อรอเวลาประเมินว่าลูกทีมมีวิธีคิดและแก้ปัญหางานอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง ...


ครับ, ปัญหามีไว้ให้แก้  - ขอเพียงทีมงานเต็มร้อยกับงาน  ปัญหาต่างๆ ย่อมมีทางออกเสมอ  อย่างน้อยเราต้องเชื่อว่า  หัวหน้า คือ คนที่ต้องทำหน้าที่ในการแก้ปัญหา และเป็นการแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม   เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างไม่ติดขัด ...

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพูดไม่ชัดนัก  เพราะยังต้องการซ่อนนัยสำคัญไว้ต่อไปอีกสักยกนั่นก็คือ หนังสือเล่มนี้ คือส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่  เพราะอย่างน้อย  หนังสือของผม  มันก็มีตัวตนบุคลิกของหน่วยงานอยู่อย่างหลากล้น  เพียงเปิดใจพลิกอ่าน  ก็จะรับรู้ร่วมกันว่า ...องค์กรของเรา มีค่าและสำคัญกับการพัฒนานิสิตเป็นยิ่งนัก

 

บางทีอ่านกันจบ หรือไม่จบก็ตามเถอะ  หากจะมีใครสักคนถามตัวเองว่า  อะไรคือวัฒนธรรมขององค์กรของเรา  พร้อมๆ กับการถามตัวเองว่า “รักองค์กรกี่มากน้อย”  ผมก็ถือว่า ผมประสบความสำเร็จแล้วกับการ “สอนงาน...สร้างทีม” ผ่านหนังสืออันเป็นบันทึกธรรมดาๆ ของผมเอง

 

และเหนือสิ่งอื่นใด  ณ วินาทีนี้  ผมดีใจที่หนังสือเรียนนอกฤดูของผม  ได้ก้าวขยับออกมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง  ...จึงเฝ้าภาวนาแต่เพียงว่า  จากนี้ไป  ทีมงานทั้งหมด จะลงเรือลำเดียวกันไปสู่จุดหมายได้อย่างไม่ยากเย็น

 

ครับ, โชคดีกับชีวิตกันทุกคน