teaching past tense

      ต่อเนื่องจากคราวที่แล้วนะค่ะ คราวที่แล้วนั้นดิฉันได้นำเสนอรูปแบบโครงสร้างของ present tense 4 รูปแบบ คราวนี้เรามาดูรูปแบบของ past tense กันต่อลยนะค่ะ มี 4 รูปแบบเช่นกัน คือ

            Past Simple Tense คือ ประโยคที่พูดถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น และสิ้นสุดไปแล้วในอดีต รวมทั้งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง หรือเกิดขึ้นเป็นประจำในอดีต และที่แสดงความปรารถนา หรือแสดงเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง นอกจากนี้ยังใช้ร่วมกับ Past Continuous, Past Perfect, Past Perfect Continuous ด้วย ตัวอย่างเช่น

            It rained an hour ago. (It isn’t raining now.)

            I saw her yesterday.

โครงสร้างประโยค        :           Subject + Verb 2

 

การเติม –ed ที่คำกริยา มีหลักเกณฑ์ดังนี้

            1. คำกริยาที่ลงท้ายด้วย e อยู่แล้วให้เติม d ได้เลย เช่น

                        love      =          loved

                        move    =          moved

            2. กริยาที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น I แล้วเติม ed เช่น

                        cry       =          cried

                        carry    =          carried

            3. กริยาที่ลงท้ายด้วย y แต่หน้า y เป็นสระ ให้เติม ed ได้เลย เช่น

                        play      =          played

                        delay    =          delayed

            4. กริยาที่มีเพียงพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะที่เป็นตัวสะกดเดียว ให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายนั้นเข้าไปอีก 1 ตัว ก่อนแล้วจึงเติม ed เช่น

                        hop      =          hopped

                        beg      =          begged

            5. กริยามีเสียง 2 พยางค์แต่ลงเสียงหนักที่พยางค์หลัง และพยางค์หลังนั้นมีตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายด้วยตัวสะกดตัวเดียว ต้องเพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายนั้นเข้าไปอีก 1 ตัวเสียก่อน แล้วจึงเติม ed เช่น

                        Refer    =          referred

                        occur   =          occurred

            ยกเว้น ถ้าลงเสียงหนักในพยางค์แรก ไม่ต้องซ้อนพยัญชนะตัวสุดท้ายเข้ามา

            6. นอกจากทุกข้อที่กล่าวมาแล้ว เมื่อต้องการให้เป็นกริยาช่อง 2 ให้เติม ed ได้เลย เช่น

                        walk     =          walked

                        reach   =          reached

 

            Past Continuous Tense คือ ประโยคที่พูดถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ที่กำลังเกิดในอดีต โดยมีเหตุการณ์อีกอย่างเกิดแทรกขึ้นมาในขณะนั้น หรือมีการระบุเวลาในตอนนั้นไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น

            He was still smiling when the door opened.

            It  was raining hard at 6 o’clock this morning.

          ข้อสังเกต : ประโยค Past Continuous Tense จะต้องมีประโยค Past Simple หรือ Past Continuous Tense ซึ่งเป็นเหตุการณ์อีกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ร่วมด้วย หรือไม่ต้องมีการระบุเวลาในขณะนั้นเอาไว้

โครงสร้างประโยค        :           Subject + was/were + verb -ing

 

            1. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีต กล่าวคือมีเหตุการณ์อันหนึ่งเกิดขึ้นและกำลังดำเนินไปอยู่ก่อน และแล้วก็มีเหตุการณ์อันที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุการณ์สั้นๆ เกิดแทรกขึ้นมา โดยมีหลักการแต่งประโยคดังนี้

            - เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Past Continuous Tense

            - เหตุการณ์ใดเกิดก่อนใช้ Past Simple Tense

            เช่น       โจทย์ : While he (walk) along the street, he (see) an accident.

                        เฉลย : While he was walking along the street, he saw an accident.

            2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือกำลังดำเนินอยู่พร้อมกันในเวลาเดียวกันในอดีตตามนัยนี้ทุกเหตุการณ์ต้องใช้ Past Continuous Tense ทั้งคู่ เช่น

                        My mother was cooking while I was playing.

            3. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นหรือกำลังดำเนินอยู่ ณ เวลาจุดใดจุดหนึ่งในอดีตตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจน เช่น

                        They were cleaning the room at eight o’clock yesterday.

ข้อสังเกต : Clause ที่ตามหลัง when มักใช้ past simple ส่วน clause ที่ตามหลัง while มักใช้ past continuous

 

 

 

 

 

 

 

 

            Past Perfect Tense คือ ประโยคที่พูดถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ ซึ่งได้เกิดขึ้นและยังดำเนินอยู่ในอดีต โดยมีเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาในขณะนั้น ตลอดจนประโยคที่นำเอาคำพูดคนอื่นมาเล่าใหม่ (Indirect speech) และการแสดงความปรารถนา หรือแสดงเงื่อนไข ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริงที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ตัวอย่างเช่น

            We had had dinner for half an hour when he came.

            He had no sooner left than the phone rang.

โครงสร้างประโยค        :           Subject + verb to have + verb 3

 

            1. ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่าง ที่เกิดขึ้นไปพร้อมกันในอดีต และก็สิ้นสุดลงไปแล้วในอดีตโน้น โดยเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งมีหลักการแต่งดังนี้

            - เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก่อนใช้ Past Perfect Tense  :  Subject + had + verb 3

            - เหตุการณ์ใดเกิดทีหลังใช้ Past Simple Tense     :  Subject + verb 2

            เช่น       โจทย์ : We (go) out for a walk after we (eat) dinner.

                        เฉลย : We went out for a walk after we had eaten dinner.

            2. ใช้กับคำว่า by the time, by May, by 1980 มีโครงสร้างประโยค ดังนี้

                        By the time the sun set, we had left the office.

                        By 1980 Kim had been a policeman for thirty years.

            3.  ใช้ Past Perfect Tense ควบคู่กับ Past Simple Tense ในสำนวนต่อไปนี้

                        no sooner……than

                        hardly………..when

                        scarcely……..when

                        ซึ่งมีโครงสร้างการแต่งประโยค ดังนี้

                                                        no sooner                                    than

                        Subject + had +       hardly                  + verb 3 +        when        +  subject + verb 2

                                                         scarcely                                      when

            4. ใช้ Past Perfect Tense ใน clause ประโยคที่ตามหลัง I wish ซึ่งเป็นประโยคแสดงความปรารถนาในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต เช่น

                        ความเป็นจริงที่เป็นอยู่ : I was born in a poor family.

                        ประโยคใหม่ : I wish I had been born in a rich family.

 

          Past Perfect Continuous Tense คือ ประโยคที่พูดถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ซึ่งได้เกิดขึ้นและดำเนินอยู่ในอดีต โดยมีเหตุการณ์อีกอย่างเกิดแทรกขึ้นมาในขณะนั้น เช่นเดียวกับอดีตกาลสมบูรณ์ธรรมดา เพียงแต่มีวลีเกี่ยวกับเวลาหรือผลอันเนื่องมาจากสาเหตุนั้นอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น

            She had been living in the dormitory for several weeks when he first met her.

            The boy had a cold because he had been playing in the rain for hours.

            ข้อสังเกต : ประโยคอดีตกาลสมบูรณ์ธรรมดาและอดีตกาลสมบูรณ์ที่ต่อเนื่อง จะต้องมีประโยคอดีตกาลธรรมดาหรืออดีตกาลที่กำลังเกิดอยู่ด้วยเสมอ

โครงสร้างประโยค        :           Subject + verb to have + verb 3

 

            Past Perfect Continuous Tense มีวิธีใช้เช่นเดียวกันกับ Past Perfect Tense ทุกประการ ประโยคที่ใช้ Past Perfect Continuous Tense จะได้ความดีกว่า Past Perfect Tense ก็ตรงที่ “มีการเน้นถึงความต่อเนื่องของเวลาได้ดีกว่า”

            - ได้ความธรรมดา ถ้าใช้ Past Perfect Tense

                        The telephone had rung for five minutes before it was answered.

            - ได้ความดีกว่าถ้าใช้ Past Perfect Continuous Tense

                        The telephone had been ringing for five minutes before it was answered.

            อย่างไรก็ตาม ถ้าใช้ Past Perfect Continuous Tense นั้นก็ควรใช้กับกริยาที่ทำได้นาน (long action) เท่านั้น ถ้าเป็นกริยาไม่นานให้ใช้ Past Perfect Tense แทนและที่สำคัญอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับ Tense นี้ คือ จะต้องใช้ควบกับการกระทำหรือเหตุการณ์ 2 อย่างเสมอ ไม่นิยมใช้กับเหตุการณ์อันเดียว คำเชื่อมระหว่าง Past Perfect Continuous Tense กับ Past Simple Tense ได้แก่ when, before, after, that เหมือนเดิม

ลองนำไปใช้กันดูนะค่ะ แล้วคอยติดตามตอนต่อไปในเรื่องของ future tense สำหรับคราวนี้สวัสดีค่ะ

See you later bye

Post by:Ratchanee....

From: เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาอังกฤษ ของ นางสาวรัชนี ผลแม่น (2551)