วพส. คือสถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้   ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์    ทำงานแบบที่มีวิธีคิดใหญ่ ก้าวข้ามพรมแดนมหาวิทยาลัย   ก้าวข้ามพรมแดนของศาสตร์   และมอง “สุขภาพ” ในมุมมองที่กว้าง    และโฟกัสที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้   ทำงานวิชาการแบบบูรณาการ คือทั้งวิจัย พัฒนา สร้างคน สร้างเครือข่าย สร้างระบบ    โดยมีหน่วยระบาดวิทยาเป็นฐานทางวิชาการ    หน่วยนี้ได้รับงบประมาณของตัวเอง    ไม่ได้รับเงินจาก วพส. 


          หน่วยระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีชื่อเสียงไปทั่วโลก   ได้รับทุนวิจัยจากหลากหลายแหล่งทุนในต่างประเทศ   เช่น RF, WHO, Fredkorpset (Norway)   รวมทั้งได้รับทุนวิจัยจากหลากหลายแหล่งในประเทศไทย   และทำงานร่วมมือเป็นเครือข่ายในภูมิภาค เช่นประเทศจีน เนปาล มองโกเลีย กัมพูชา ศรีลังกา พม่า    ผมมีความภูมิใจเป็นส่วนตัว ที่หน่วยนี้ตั้งขึ้นสมัยผมเป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์    สร้างสมผลงานและชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนปัจจุบัน  


          ท่านอธิการบดี รศ. ดร. บุญสม ศิริบำรุงสุข กล่าวว่าเวลานี้หน่วยงานทั้ง ๒ ได้เข้าสู่สภาพ Regional Center of Excellence   และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะสนับสนุนให้เกิดความต่อเนื่อง    และให้ทำหน้าที่สร้างสรรค์ ทั้งผลงานวิชาการเชิงลึก และผลงานพัฒนาเชิงกว้างที่ก่อประโยชน์โดยตรงต่อพื้นที่หรือท้องถิ่น

   
          วพส. ได้รับเงินสนับสนุนจาก สสส. ให้นำเอาวิชาการไปสู่การพัฒนาพื้นที่ภาคใต้   โดยเฉพาะพื้นที่ร้อนใน ๓ จังหวัดชายแดน   แต่ วพส. ทำงานเย็น ไม่ไปยุ่งกับประเด็นร้อน   วิธีทำงานเย็นสำคัญคือการทำงานข้ามวัฒนธรรม หรือพหุวัฒนธรรม     งานประเด็นนี้ได้รับการสนับสนุนจาก RF   เนื้องานสำคัญคือการทำงานที่อาเจะ (Aceh) ของอินโดนีเซีย   และทำงานใน Greater Mekong Region   ประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมีทักษะข้ามวัฒนธรรม    อยู่ร่วมกับคนต่างวัฒนธรรมได้อย่างเป็นธรรมชาติ อย่างเข้าใจและยอมรับความแตกต่าง

    
          ผมชี้ว่า ในสายตาของผม วพส. + หน่วยระบาดวิทยา มีธรรมชาติเป็น Regional Network of Excellence   คือมีธรรมชาติเป็นเครือข่าย   ทำงานเป็นเครือข่าย ไม่ใช่รวมศูนย์   ต้องใช้ mindset เครือข่ายในการกำหนดระบบ infrastructure สนับสนุน

   
          มองในมุมหนึ่ง วพส. ในบางบทบาท ทำหน้าที่คล้ายเป็นแหล่งทุนวิจัย   แต่ไม่ใช้วิธีประกาศให้ทุน   แต่ใช้วิธีชักชวนมาทำงานตามการออกแบบของ วพส.   ใครสนใจก็มาคุยกัน คุยกันจนโจทย์วิจัย (และพัฒนา) ชัด   และวิธีดำเนินการชัด   จึงได้รับทุน

   
          ดังตัวอย่าง ชุดโครงการเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันในการพัฒนาทีมวิจัยสร้างสุขภาพในบริบท ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้

 
          ประสานงานโดย ผศ. พรเพ็ญ ภัทรนุธาพร   เป้าหมายอยู่ที่คนในสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่อยู่ในสายสุขภาพ เช่น พลศึกษา  คหกรรมศาสตร์  ศึกษาศาสตร์   ทำมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๙ โดยออกไปชักชวนตามสถาบันต่างๆ   ซึ่งก็ได้รับการตอบรับบ้าง ไม่ได้บ้าง    ในที่สุดก็มีโครงการวิจัยและพัฒนา ๖ โครงการใน ๕ สถาบัน   และมี ๒ ผลงานที่น่าจะไปสู่นวัตกรรมที่เผยแพร่ไปสู่ชุมชนวงกว้างได้  คือ “รูปแบบการส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ของวัยรุ่นมุสลิมใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้”    และ “การออกกำลังกายโดยใช้ยางยืดประกอบเสียงดนตรี ที่มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของผู้สูงอายุ”

 
          งานวิจัยชุดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายหลักที่การตีพิมพ์เผยแพร่    แต่มีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนเอาไปใช้ประโยชน์

 
          การนำเสนอชุดโครงการนี้นำไปสู่การ ลปรร. วิธีนำเอาความรู้ไปสู่ชุมชน ในประสบการณ์ของนักพัฒนาที่เป็นชาวบ้าน (ครูชบ ยอดแก้ว, คุณพิศษฐ์ ชาญเสนาะ, และหมอร่อหวาน ผู้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน)     คือวิธีปากต่อปาก  เข้าสู่ผู้รับผิดชอบในพื้นที่  และเข้าสู่นักการเมือง   มองจุดร่วมของชุมชน   ลงมือทำโดยเริ่มจากจุดเล็กๆ เมื่อประสบความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ก็ขยายใหญ่ โดยมีนักวิชาการเอาความรู้เชิงวิชาการเข้าไปเสริม    จะเห็นว่าวิธีการเผยแพร่ในบริบทของชาวบ้าน ทำโดยการชวนทำ    ไม่ใช่โดยรายงานหรือบทความหรือสื่อ    ผมได้ข้อสรุปว่าวิธีเผยแพร่ความรู้ปฏิบัติ ทำโดยชวนปฏิบัตินั่นเอง

 
          คุณพิศิษฐ์ ชาญเสนาะ แห่งสมาคมหยาดฝน จ. ตรัง มาร่วมประชุมด้วยในฐานะกรรมการ    เมื่อพบกัน ท่านเข้ามาคุยเรื่องการสร้างกระแสอนุรักษ์พื้นที่นาในภาคใต้   ป้องกันถูกเปลี่ยนเป็นสวนยาง/ปาล์ม เสียหมด   เป็นอุบายรักษาสภาพแวดล้อมและพื้นที่ชุ่มน้ำ   ผมนึกในใจว่า คุณพิศิษฐ์หายใจเข้าออกเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศ


          อีกโครงการหนึ่ง ที่ วพส. ทำหน้าที่คล้ายๆ แหล่งทุน คือ โครงการบัณฑิตอาสา ซึ่งเริ่ม ๒๕๔๗   ปีหน้าจะเข้าสู่รุ่นที่ ๖  และมีแผนจะร่วมมือกับ อปท.   ผมให้ความเห็นต่อโครงการนี้ว่าควรสร้างความต่อเนื่องหลังช่วงเวลา ๑ ปีที่เป็นบัณฑิตอาสา   การใช้บัณฑิตอาสาเป็นกลไกเชื่อมโยงเครือข่ายกับชุมชน   และสร้างระบบในชุมชน  เช่นระบบดูแลผู้พิการ  ดูแลสุขภาพจิต


          โครงการที่มีความเป็นวิชาการน้อยมาก แต่มีคุณค่าต่อพื้นที่มาก คือ โครงการ สวชต. (ศูนย์ประสานงานวิชาการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้)   ซึ่งมี ๓ ศูนย์  อยู่ที่จังหวัดปัตตานี  นราธิวาส และยะลา

 
          โครงการ สวชต. เน้นการจัดการข้อมูล   การเยียวยา   การพัฒนาศักยภาพ  สนับสนุนและส่งเสริมอาชีพ   การตลาด  ส่งเสริมการรวมกลุ่มทำอาชีพ ผลิตผลิตภัณฑ์สู่ตลาด   เยียวยาจิตใจ   เยียวยาผู้พิการ   ร่วมมือกับราชการ หลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อน   ส่งเสริม นศ. อาสาเยียวยา    ทีมนราธิวาสซึ่งอยู่ที่ มนร. (มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์) ได้รับเชิญจาก EU ไปดูงานในยุโรป    และได้รับทุนสนับสนุนกิจกรรมถึง ๕ แสนยูโร

 
          ผมมองคุณค่าที่ใจสัมผัสใจ   จัดส่งเสริมให้เขาเยียวยากันเอง ช่วยตัวเอง   หาทางให้ อปท. เข้ามาเป็นเจ้าของเรื่อง

   
          ทั้งหมดนี้ ประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อเพราะความสามารถของผู้นำ คือ ศ. นพ. วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์   ที่มีทั้ง competency ด้านการวิจัย  ด้านการจัดการ  ด้านจินตนาการ  และด้านปรัชญาที่ให้คุณค่าต่อการทำงานบนพื้นฐานความแตกต่างและความเป็นจริง   ไม่เข้าไปครอบงำ แต่มีการจัดการให้เกิดคุณภาพ


          อีกปัจจัยหนึ่งคือการสนับสนุนของผู้บริหารมหาวิทยาลัย   ที่ต้องการสนับสนุนเพื่อให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ทำหน้าที่สร้างความมั่นคงแก่พื้นที่ร้อนด้วย “ยาเย็น” คือวิชาการ

 
          ผมเป็นคนมีบุญ ที่ได้รับเชิญไปเป็นกรรมการอำนวยการโครงการนี้   ผมไปเรียนรู้สิบเท่า ไปให้ความเห็นเพียง ๑ เท่า

วิจารณ์ พานิช
๓๐ มิ.ย. ๕๒

บรรยากาศในห้องประชุม

อีกมุมหนึ่ง

ศ. นพ. วีระศักดิ์ และท่านอธิการบดี รศ. ดร. บุญสม

ปราชญ์ชาวบ้าน และ NGO มาเป็นกรรมการด้วย