การดูแลเอาใจใส่ป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี รวมถึงการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ก็พอจะเป็นพื้นฐานป้องกันมิให้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ทำให้เกิดความหวาดวิตกไปทั่วทุกที่  มีตัวเลขผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  แม้ว่า ในกลาง ก.ค.2552 องค์การอนามัยโลก จะออกมายอมรับว่าเป็นโรคประจำถิ่น จึงไม่ต้องมีการรายงานตัวเลขอีก  แต่แนะประชาชนดูแลตัวเองต่อไป  เพราะโรคนี้จะอยู่ไปอีกอย่างน้อยถึงปีหน้า คือ ปี 2010
At this point, further spread of the pandemic, within affected countries and to new countries, is considered inevitable.    ตัวอย่างเช่น ที่ประเทศ โปรตุเกส เมื่อ 19-07-2009 ก็ประกาศว่ามีผู้ป่วยเพิ่ม ซึ่งติดเชื้อมาจากสหรัฐอเมริกา จากอังกฤษบ้าง จากสเปนบ้าง จนบัดนี้ มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ทั้งสิ้น
140 คน
องค์กรอื่นๆของสหประชาชาติก็กำลัง ให้ความรู้แก่คนทั่วไป ในเรื่องภัยของการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009นี้ไปทั่วโลกเช่นกัน



ประเด็นความหวาดวิตกในเรื่องนี้ขยายไปทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่  ที่จะเกิดอาการวิตกเพราะเป็นห่วงลูก  และมีการพูดคุยถึงประเด็นนี้กันไปทุกหย่อมหญ้า ภาครัฐเองได้พยายามที่จะให้ประชาชนไม่ต้องกังวลจนเกินไป สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไม่รุนแรงมากนัก  สามารถหายเองได้  แต่รัฐก็ต้องยอมรับความจริงว่า สถานการณ์ขณะนี้เป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก   จึงจะต้องมีการรณรงค์ให้ผู้คนป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี  อย่างเร่งด่วน

นักระบาดฯ เผยว่า  หากไม่ป้องกันจะมีคนป่วย 80% ของประชากรทั้งหมด แต่หากป้องกันดีเยี่ยมป่วยแค่ 50% และจะหยุดระบาดต่อเมื่อผู้ป่วย 50% มีภูมิต้านทานระลอกที่ 1เกิดไปแล้ว ระลอกที่ 2 จะเกิดขึ้นอีกในช่วงใด บอกไม่ได้ ที่จะถึงนี้จะมาเมื่อใด  ในเมื่อ ขณะนี้ในพื้นที่ กทม.มีอัตราการป่วยไม่ถึง 20% ด้วยซ้ำ ดังนั้น การเข้มงวดในการดูแลป้องกันตัวเอง จึงยังต้องมีต่อไปอย่างเข้ม
อีกทางหนึ่ง กรมควบคุมโรค ก็กำลังร่วม สวทช. เตรียมสำรวจข้อมูลครอบครัวคนป่วย หรือมีอาการไข้หวัด 2009 เพื่อทราบสถานการณ์โรคในไทย เริ่ม ก.ค.2552 นี้

พอดีได้เข้าไปอ่านข้อแนะนำต่างๆที่ องค์การอนามัยโลกได้ประชาสัมพันธ์ให้ทราบไว้ จึงจะขอนำมาเล่าต่อเฉพาะในหัวข้อสั้นๆที่น่าสนใจดังนี้:::
1.ในช่วงนี้ ควรจะงดเดินทางไปไหนต่อไหน  โดยเฉพาะ ต่างประเทศเลยไหม ให้
อยู่แต่ในบ้าน หรือ ในวงจำกัด
--WHO ไม่แนะนำให้งดเดินทางกรณีที่ไม่เจ็บป่วยอะไร และมีความจำเป็นต้องเดินทาง เพราะการงดการเดินทาง  จะไม่ช่วยในเรื่องไม่ให้มีการแพร่เชื้อหวัดได้มากนัก  เพราะเชื้อนี้ จะมีการแพร่จากคนสู่คนไปได้เร็วมากก่อนที่จะแสดงอาการ  และโรคนี้  มีแนวโน้มจะระบาดนาน 6 เดือนจนถึงหลายปี
และบัดนี้ เชื้อ Influenza A(H1N1ได้แพร่ไปทั่วโลกแล้ว ทางที่ดีที่สุด คือ  ผู้ป่วยเมื่อมีอาการของโรคนี้และมีอาการมากกว่าไข้หวัดธรรมดา แม้ไม่มีโรคประจำตัวก็ตามควรไปพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับยาและข้อแนะนำในการดูแลตัวเอง  และพักผ่อนอยู่กับบ้าน ที่ควรระวังคือ การล้างมือด้วยสบู่ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ  หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้คนไอ-จาม  ไม่เข้าห้องแอร์ถ้าไม่จำเป็น

ล่าสุด  20-07-2009  ที่ประเทศอียิปต์
   มีรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นรายแรกของประเทศ เป็นหญิงวัย 25 ปี ที่เพิ่งเดินทางกลับจากพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ ซาอุดิระเบีย

แต่ก็มีบางสายการบิน เช่น สายการบินบริติช แอร์เวย์ และสายการบินเวอร์จิน แอตแลนติก ได้ประกาศใช้มาตรการห้ามไม่ให้ผู้โดยสารที่ต้องสงสัยว่าจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ขึ้นเครื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด  เนื่องจากในอังกฤษกำลังระบาดรุนแรงที่สุดในยุโรป โดยเมื่อต้นก.ค.2009 พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 5 หมื่น 5 พันคน เจ้าหน้าที่อังกฤษแนะนำให้ประชาชนที่รู้สึกว่าไม่สบายเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน


 2.ถ้าอยู่ในระหว่างเดินทาง เราจะป้องกันตัวอย่างไร

---แรกสุดเลย ถ้าป่วยไม่ควรเดินทาง
แต่ถ้าอยู่ในระหว่างเดินทางก็ให้ปฎิบัติตัวเช่นเดียวกับที่ทำอยู่เป็นปกติ อาทิ มาตรการการปิดปาก จมูก เวลาไอ จาม ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลาง การใช้หน้ากากอนามัย เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุขเอง ก็พร้อมเตรียมจัดส่งคู่มือโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฉบับพกพา 4 ล้านฉบับ กระจายทั่วประเทศในสัปดาห์หน้านี้แล้ว (20 ก.ค.2552เป็นต้นไป)

อีกทั้ง ปัจจุบัน (ก.ค.2552) ทางกระทรวงฯก็ได้ ปรับแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่   ให้ยาต้านไวรัสผู้ป่วยอาการรุนแรงทันทีทุกราย ตามขนาดน้ำหนักตัว โดยไม่ต้องรอผลแล็ป และรับตัวไว้ดูแลอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล
ส่วนกลุ่มเสี่ยงต่อโรครุนแรง เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ หรืออายุมากกว่า 65 ปี กลุ่มผู้ป่วย เรื้อรัง แต่อาการไม่รุนแรง ให้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 48 ชั่วโมง มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากกรมการแพทย์และคณะแพทยศาสตร์ 9 สถาบัน มาช่วยดูแลรายที่วิกฤติ อาการป่วย มักเป็น 6 ขั้นตอนดังนี้ ...ข้อมูลจาก BBC
1. High temperature, tiredness and lowered immunity
2. Headache, runny nose and sneezing
3. Sore throat
4. Shortness of breath
5. Loss of appetite, vomiting and diarrhoea
6. Aching muscles, limb and joint pain


3. ควรจะหลีกเลี่ยงการกินเนื้อหมูไหม
---เนื่องจากเชื้อนี้  พบครั้งแรกในหมู  คนก็เลยค่อนข้างระแวงเรื่องความปลอดภัยในการกินเนื้อหมู
ถ้ากินหมูสุก จะปลอดภัย โดยต้องใช้ความร้อนไม่ต่ำกว่า  70°C/160°F จริงๆแแล้ว ให้ถึง 100 องศาC ก็จะดีที่สุด และทางราชการก็ต้องดูแล อย่าให้มีการนำหมูที่เป็นโรคคตาย มาแล่เนื้อขายอีก

4.ข้อแนะนำ จากWHOในการปรุงและกินอาหารอย่างปลอดภัยจากโรคต่างๆ รวมทั้งโรคไข้หวัดใหญ่นี้
- 4.1วัตุดิบในการนำมาประกอบอาหารต้องไม่เน่าเสีย และต้องทำความสะอาดให้ดีก่อนปรุง
- 4.2อาหารดิบและสุก ต้องแยกจากกัน
- 4.3ใช้ความร้อนในการปรุงให้ทั่วถึง
- 4.4จัดเก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสมและดูว่าปลอดภัยเสมอ
- 4.5ใช้น้ำและวัตถุดิบที่สดสะอาด ไม่มีการปนเปื้อนก่อนมาปรุงให้สุกเสมอ


โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ติดต่อได้ โดยการไอหรือจามรดกันโดยตรง หรือการติดต่อผ่านทางมือที่สัมผัสของปนเปื้อน เสมหะ น้ำมูก น้ำลาย เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โทรศัพท์ โต๊ะ เก้าอี้ แป้นคอมพิวเตอร์ ไมโครโฟน และเคาน์เตอร์ เป็นต้น แล้วใช้มือแคะจมูก ขยี้ตา ป้ายปาก โดยไม่ได้ล้างมือด้วยสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจลก่อน การดูแลเอาใจใส่ป้องกันตัวเอง อย่างถูกวิธี  รวมถึงการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะช่วยให้เราปลอดภัยจากโรคติดต่อชนิดนี้ ไปได้มากทีเดียว
อาการเริ่มต้นที่ต้องทราบคือ...
ไข้สูง ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศรีษะ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ท้องเสียและอาเจียน อาการจะเป็นอย่างนี้อยู่ 3-5 วัน และต่อเนื่องไปอีก 7 วัน และควรไปหาแพทย์อย่างรีบด่วน ถ้าเป็นไข้ 2 วันแล้วไม่ดีขึ้น แถมมีอาการซึม เหนื่อยหอบด้วย
การแพร่เชื้อ...ตั้งแต่เริ่มต้นมีอาการจนถึง ระยะเริ่มจะหายประมาณ8 วัน ช่วงนี้ คนอื่นจะสามารถติดโรคได้ กลุ่มเสี่ยงคือ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด หอบหืด  เป็นต้น โรคอ้วน หญิงมีครรภ์ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เช่น เอดส์ มะเร็ง ฯลฯ

             
ถ้าสงสัยตัวเองว่า จะเป็นไข้หวัด ไม่ว่าสายพันธุ์ใด ควรจะรีบปฎิบัติตัวอย่างไร

1.พักผ่อนอยู่ที่บ้าน ดื่มน้ำธรรมดา น้ำผลไม้ น้ำซุปให้มากเป็นพิเศษ สังเกตจากปัสสาวะ จะเป็นสีเหลืองอ่อนๆและใส เพราะเรายังไม่ทันร้ตัวว่าจะเป็นไข้หวัด แต่คนอื่นสามารถติดโรคจากเราได้แล้ว ภายใน 24 ช.ม.ที่เราติดเชื้อ และยังจะแพร่เชื้อไปอีกประมาณ 7 วันหลังจากนี้

2.นอนพักให้มากๆ เพื่อช่วยให้ immune system ของเรา ต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดี

3.กินยาลดไข้อย่างระมัดระวัง ตามที่แพทย์เคยสั่งไว้ให้ ระวังยาลดไข้บางชนิด ให้ผลข้างเคียงเช่น Ibuprofen อาจทำให้กะเพาะระคายเคือง  และไม่ควรกิน aspirin
4.ถ้าอาการไม่บรรเทา ให้รีบไปหาแพทย์โดยด่วน


เชื้อโรคนี้ เมื่อออกไปจากตัวของผู้ป่วยแล้ว เช่นไปอยู่ตามลูกบิดประตู จะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใด

จากข้อมูลของแพทย์จาก http://www.mayoclinic.com  บอกว่า  เชื้อไข้หวัดใหญ่ จะอยู่นานกว่าไข้หวัดธรรมดา และจะมีชีวิตอยู่ตามสิ่งของต่างๆได้ ตั้งแต่ 2-3 นาที จนถึง 48 ช.ม. แล้วแต่พื้นผิวที่เชื้อโรคไปเกาะ แต่ที่พื้นผิวที่ไม่มีรูพรุน เช่น พลาสติก โลหะ ไม้  เชื้อจะอยู่นานกว่า เชื้อที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้า กระดาษ หรือผิวหนัง

แต่อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ที่ป่วยจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดไปทั่วโลกนี้  จะหาย และน่าจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตัวใหม่นี้  ไปสักอีกระยะหนึ่ง ในที่สุด