วันนี้ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้า รู้สึกกระปรี้กระเปร่าไม่เหมือนวันอาทิตย์ทั่วไป (ที่อยู่กับบ้านไม่ได้ไปไหน) แต่ในเช้าวันนี้ผมต้องไปบรรยายเรื่อง KM ให้หลักสูตร The Boss (รุ่นที่ 66) ซึ่งจัดโดยสถาบันการบริหารและจิตวิทยา (ของ ดร.มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ) ผมไปถึงโรงแรมประมาณ 20 นาทีก่อนเวลา เจ้าหน้าที่หลักสูตรให้การต้อนรับอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แต่แสดงสีหน้าประหลาดใจว่าทำไมผมมาตั้งแต่เช้าทั้งๆ ที่การบรรยายของผมนั้นเป็นช่วงบ่าย!
ผมมาผิดเวลาหรือนี่? . . . ไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมหยิบจดหมายเชิญออกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าในนั้นระบุเวลาเป็นช่วงเช้า คุณแนน เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานบอกผมว่าได้เคยโทรคุยกับผมเรื่องเปลี่ยนเวลา และในอีเมล์ครั้งล่าสุดก็ยังได้ระบุไว้ว่าเปลี่ยนเป็นเวลาช่วงบ่าย ซึ่งผมก็ได้ตอบตกลง ถึงตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา จำได้เหมือนกันว่าเคยคุยกับคุณแนนและเคยได้รับอีเมล์จากคุณแนน และเพื่อที่จะให้แน่ใจ ผมจึงพยายามใช้ iPhone เปิดดูอีเมล์ฉบับที่ว่านี้
ในระหว่างที่ผมกำลังเปิดอีเมล์อยู่นั้น ทีมงาน (คุณแนน คุณติ๋ว คุณพิม) ก็แก้ปัญหาโดยพยายามโทรติดต่อ วิทยากรช่วงเช้า (ดร.ปรียานุช พิบูลสราวุธ) ว่าถ้าท่านมาสอนตอนบ่ายจะได้ไหม? ซึ่งในขณะนั้น ดร.ปรียานุช ได้ออกจากบ้านมาแล้ว แต่พอท่านทราบถึงปัญหา ท่านก็บอกว่ายินดีที่จะมาช่วงบ่าย เพราะบ้านท่านอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าใดนัก (ท่านช่างน่ารักจริงๆ) เป็นอันว่าปัญหาได้รับการแก้ไขภายในเวลาไม่ถึงห้านาที ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ผมเปิดอีเมล์ได้ และในอีเมล์นั้นก็ยืนยันว่าเวลาบรรยายของผมเปลี่ยนไปเป็นช่วงบ่ายจริงๆ ด้วย
ผมเองคง “ยึดติด” อยู่กับเวลาที่ระบุไว้ในจดหมายเชิญ ลืมการพูดจาทางโทรศัพท์และข้อความในอีเมล์ที่ได้รับไป แต่ที่ยัง “ติดใจ” (ไม่พอใจ) ตัวเองก็ตรงที่ว่า ในทันทีที่รู้ว่ามีปัญหาเรื่องเวลา ตัวอัตตา หรือ Ego ของผมแสดงออกมาชัดเจนมาก ไม่อยากยอมรับว่าตัวเอง “ผิดพลาด” พยายามหาหลักฐานมายืนยันว่ามัน “ไม่ใช่ความผิดของผม” แต่นับว่าโชคดีที่ทีมงานของท่านอาจารย์มิชิตาสามารถแก้ปัญหาได้ โดยที่ไม่ได้พยายามทำให้ผมรู้สึกผิดแต่อย่างใด อีกทั้งยังได้พูดปิดท้ายด้วยว่าถ้าครั้งหน้ามีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก็คงจะต้องออกจดหมายเป็นทางการไปอีกที มองสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นโอกาสในการแก้ไขพัฒนางาน นับว่าเป็นการทำงานอย่าง “มืออาชีพ” จริงๆ ต้องฝากชมท่านอาจารย์มิชิตาที่สามารถพัฒนาทีมงานเจ้าหน้าที่ได้ดีขนาดนี้
แต่ที่ผมรู้สึกเสียดายสุดๆ ก็คือก่อนที่จะเริ่มบรรยาย ผมได้ทราบว่าห้องข้างๆ เป็นหลักสูตร The Boss รุ่น 67 ผู้ที่มาเป็นวิทยากรเช้าวันนี้คือ คุณโสภณ สุภาพงษ์ ผู้ที่ผมเคารพนับถือและชื่นชมแนวคิดของท่านในหลายๆ เรื่อง ผมจึงใช้เวลาก่อนการบรรยายเข้าไปคาราวะทักทายท่าน ถึงตอนนั้นรู้สึกเสียดายว่า นี่ถ้าผมไม่ต้องบรรยายช่วงเช้า ผมก็คงจะเข้าไปนั่งฟังการบรรยายของท่าน แต่ก็อย่างว่าแหละครับ เมื่อเช้าผม “ติดยึด” จนเกินไป ไม่ปล่อยให้ชีวิตเลื่อนไหล ก็เลยทำให้ไม่ได้ฟังการบรรยายของคุณโสภณ!
เรียน ท่านอาจารย์ Self reflection ได้ เยี่ยมจริงๆครับ นับถือ นับถือ
อาจารย์ JJ มาเร็วมากเลยครับ . . . ตั้งรับเกือบไม่ทัน . . . ขยันอ่าน . . . ขยันเขียน . . . นี่แหละเซียนตัวจริง !!
สาธุ สาธุ ด้วยความเคารพ และ เฉียบคม ของท่านอาจารย์ประพนธ์ ครับ
อาจารย์ค่ะ ได้ใจมากเลยค่ะ
พูดจากใจจริงนะค่ะ อาจารย์เป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผล
เก่งทางโลก และ ธรรมมะ.......
อาจารย์ เยี่ยมยอดอยู่แล้วละค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ผู้ที่เห็นอัตตาของตัวเอง
ก็พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งครับ
อาจารย์ครับการเขียนบันทึกของอาจารย์เป็นบทเรียนให้อีกหลายๆคนเลยครับ โดยเฉพาะผมเอง
มาสวัสดีและเรียนรู้ได้มากค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ขอบคุณค่ะ
ถือเป็นโอกาสที่เม้จะได้เรียนรู้จากคนอื่นไปด้วยเลยค่ะอาจารย์ :)
"อัตตา" ผมเชื่อว่าทุกคนมีอยู่ทุกจังหวะของอารมณ์ครับ
เพียงแต่ว่าใครจะสื่อสารกับจิตของตนอย่างไร
ควบคุมได้ สั่งสอนตนเองได้
ถึงว่าเก่งแล้วครับ
มาเรียนรู้จากเรื่องเล่าครับอาจารย์
อัตตา บังตา ได้จริงๆ เลยนะครับ
สาธุ สาธุ สาธุ
ดีค่ะอาจารย์ ถือได้ว่าเป็นโลกแห่งการเรียนรู้จริงๆค่ะ (L-O)
ผมมีประสพการณ์ เรื่องอัตตา กับเพื่อนร่วมงาน ท่านหนึ่ง คือเรื่องมีอยู่ว่า มีอยู่วันหนึ่ง เรามีงานเร่งด่วน ที่จะต้องแจ้งให้เค้ารับทราบ แต่เนื่องจาก ระหว่างนั้นเค้าคงอารมย์ไม่ดี และคงโกรธผมที่เหมือนไปสั่งเค้า เค้าต่อว่าผมอย่างรุนแรงมาก ขนาดไล่ผมต่อหน้าเพื่อนๆ พนักงานคนอืน ทำให้ผมรู้สึกฝังใจ และก็ไม่อยากคุยกับเพื่อนพนักงานคนนั้น เหมือนมันมีอะไรติดอยู่ในใจ ผมว่า "อัตตา" นี่แหละตัวการ ทำให้การทำงานที่จะต้องร่วมกับเพื่อนร่วมงานคนนี้ ติดขัด คือถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากไปคุยด้วย
วันนี้ ได้ฟังอาจารย์พูด ก็คิดขึ้นมาได้ว่า ไม่รู้ว่าเราจะโกรธ เกรียด หรือถือตัวเอง ไปเพื่ออะไร สุดท้ายคนที่ทุกข์คือตัวเรา หัดปล่อยว่างซะบ้าง