ในช่วงวันสงกรานต์ของทุกปี เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นายบอนจะต้องไปรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เป็นประจำ เป็นภารกิจที่ไม่สามารถงดเว้นได้ และทุกปีเช่นกันที่จะต้องไปที่บ้านคุณยายอนงค์ เสนากิจ

เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว การไปรดน้ำขอพรคุณยายอนงค์ ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ อึดอัด ต้องฝืนใจไป แต่เมื่อต้องไปทุกๆปี สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเรื่อยๆ คุณตาที่เคยอยู่ด้วยก็จากไป สภาพภายในบ้านเปลี่ยนแปลง บางปี คุณยายจะมีหลานชายคอยดูแลปรนนิบัติพัดวี คอยนอนเฝ้าอยู่ในห้องชั้นล่าง แต่ปีต่อมา คุณยายย้ายห้องนอนมาอยู่อีกด้านหนึ่งของบ้าน และอยู่คนเดียว

ทั้งวัน คุณยายจะอยู่ในห้องนอน เปิดทีวีดู  มีบ้างเดินทางออกมาติดต่อธุระข้างนอกบ้าน หรือไปสถานปฏิบัติธรรม

มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของคุณยายในแต่ละปี ทำให้ช่วงหลังๆ นายบอนไม่เคยปฏิเสธที่จะไปรดน้ำขอพรคุณยายที่บ้าน ถึงแม้วันเวลาจะเปลี่ยนไปในแต่ละปี แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ ช่วงสงสงกรานต์ คุณยายจะคอยชะเง้อมองมาทางประตูบ้านว่า จะมีลูกหลาน ญาติพี่น้องมาเยี่ยมเยียนบ้างหรือไม่

เป็นวันเดียวในรอบปี ที่รอคอย...

คุณยายอยู่กับลูกสาวคนโต ที่มีครอบครัวและปลูกบ้านอยู่หลังบ้านของคุณยาย ซึ่งจะเป็นคนคอยดูแลคุณยายทุกอย่าง ในขณะที่ลูกหลานคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายไปทำงาน และอยู่ที่ต่างจังหวัดกันหมด ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมคุณยายมากนัก ...

บอกว่า....ไม่มาเลย จะตรงกว่า ได้แต่โอนเงินมาให้ใช้

แม้จะวัยกว่า 70 ปี แต่ท่านยังคงสุขภาพแข็งแรง สามารถปั่นจักรยานไปทำธุระได้

ในแต่ละปีที่ไปรดน้ำขอพรท่าน ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ที่หลายคนมองแล้วว่า น่าสงสาร แต่นั่นคือ ความสมถะพอเพียง..

แต่เมื่อเห็นแววตาของคุณยาย เมื่อลูกหลานญาติพี่น้อง แวะไปเยี่ยมท่าน ความรู้สึกสดชื่นผุดขึ้นทั่วใบหน้า ลูกหลานมีข้าวของาฝาก คุณยายไม่มีอะไรจะให้ เลยบอกให้เก็บชมพูที่ต้นกลับไปทานที่บ้าน

ชมพู่เต็มต้น และที่หล่นลงพื้นอีกเยอะ .. ไม่ค่อยมีคนมาเก็บชมพู่ไปทานเลย เพราะบ้านนี้ มีแต่คุณยายและครอบครัวของลูกสาวคนโตเท่านั้น เช้ามา ครอบครัวของลูกสาวก็จะออกไปทำงาน กลับมาตอนเย็น คงไม่ค่อยมีเวลาเก็บชมพู่ทาน  

* *
บางที การที่เห็นชมพู่เต็มต้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับหลายบ้าน แต่ชมพู่ที่หล่นลงบนพื้นหลายลูก แล้วเจ้าของบ้าน ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมาเก็บชมพู่ไปทาน เพราะลูก หลานที่เคยอยู่ด้วย ต่างแยกย้ายไปอยู่ที่อื่นเกือบหมด

เป็นความรู้สึกที่น่าใจหายเช่นกัน

การที่ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของคุณยายแต่ละปี ทำให้กลับมามองตัวเอง พ่อแม่ และครอบครัว คุณแม่ของนายบอน รำพึงขึ้นมาหลังจากกลับจากบ้านคุณยายว่า ถ้าแก่ตัวแบบคุณยายจะต้องอยู่คนเดียวแบบนี้หรือเปล่าหนอ แล้วต่อไปสภาพครอบครัวจะเป็นแบบนี้ไหม


* *

แต่วันนี้ คุณยายไม่อยู่แล้วครับ ท่านจากไปแล้วอย่างสงบ ปี 2549 นี้ นายบอนก็ตั้งใจที่จะไปรดน้ำขอพรท่านเช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา คุณแม่เตรียมผลไม้ และข้าวของไปมอบให้ท่านเหมือนทุกปี แต่เมื่อไปพบกับญาติๆ ได้รับข่าวว่า ช่วงสงกรานต์ คุณยายท่านเข้าโรงพยาบาล ทำให้ปีนี้ ไม่มีโอกาสได้รดน้ำขอพรจากท่านอีกเลย

ในวันฌาปนกิจศพของท่าน เมื่อ 7 พ.ค.2549 นายบอนไม่มีโอกาสได้ไปร่วมวางดอกไม้จันทร์และคารวะศพท่านเป็นครั้งสุดท้าย เกิดความรู้สึกที่ย่ำแย่เหลือเกิน

ได้แต่รำลึกนึกถึงภาพใบหน้าที่อ่อนโยนของคุณยาย ถึงแม้ว่า สายตาของท่านจะฝ้าฟาง มองเห็นใบหน้าของหลานคนนี้ไม่ค่อยชัด และคำอวยพรในช่วงการรดน้ำขอพรในช่วงระยะเวลาสั้นๆไม่กี่นาที แต่แววตาที่อ่อนโยนและอบอุ่น รวมทั้งคำอวยพรตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลานคนนี้คงไม่สามารถลืมได้ลง

ถึงแม้จะเป็นวัฏจักรของชีวิต ที่มีพบ และพลัดพราก แต่แววตาที่เคยรอคอยในวันสงกรานต์ ที่เคยมองนายบอนทุกๆปี

.. อาจจะไม่มีความหมายกับคนอื่นๆมากนัก แต่สำหรับนายบอนแล้ว ภาพนั้น....เป็นความรู้สึกที่เหนือคำบรรยายจริงๆ.....

สำคัญมากๆ....จนต้องขอบันทึกไว้ครับ