บันทึกที่ผ่านมา ท่าน ว.วชิรเมธี ได้นำเข้าสู่เรื่องของ "การตัดกรรมตามแนวพุทธ" (ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๑) ... บทนำ ... (ว.วชิรเมธี)) , "ความหมายของกรรม" (ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๒) ... ความหมายของกรรม ... (ว.วชิรเมธี)) , "การให้ผลของกรรม" (ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๓) ... การให้ผลของกรรม ... (ว.วชิรเมธี)) และ "กฎแห่งกรรมที่พระพุทธองค์ยังต้องยอมจำนน" (ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๔) ... พระพุทธองค์ทรงจำนนต่อกฎแห่งกรรม ... (ว.วชิรเมธี))

 

 

ตอนที่ ๕ นี้ เป็นตอนสุดท้าย ซึ่งจะบอกถึง "การตัดกรรมตามแนวพุทธ ... ตัดกันอย่างไร" ?

 

 

ตัดกรรมตามแนวพุทธ (๕) ... ตอนจบ

ตัดกรรมตามแนวพุทธกันอย่างไร ... (ว.วชิรเมธี)

 

 

การตัดกรรมตามแนวพุทธเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยวิธีการไม่ลึกลับซับซ้อนอะไรเลย ผู้ที่เคยทำความผิดพลาดมาก่อน เมื่อสำนึกได้ ตั้งใจจะตัดกรรม "ด้วยตนเอง" โดยควรเริ่มทำการตัดกรรมตามกรรมวิธี ดังนี้

 

๑. ตัดใจ ...

คือ ตัดใจจากความคิด ความเชื่อที่ผิด กลับมาเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม เชื่อในกฎแห่งกรรมว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" หันมายอมรับนับถือความคิดเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทัศนะดำเนินชีวิตด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งที่คิด กิจที่ทำ และคำพูดอย่างคนมีปัญญา

 

๒. ตัดพฤติกรรม ...

พฤติกรรมที่เป็นบ่อเกิดของความชั่ว ความผิดทุกชนิดต้องค่อย ๆ ลด ละ เลิก คือ ทำให้ลดน้อยถอยลงจนเบาบางหรือไม่มีเหลืออยู่อีกเลย แม้จะต้องใช้เวลาหน่อยก็ต้องทน เพราะพฤติกรรมต่าง ๆ ในทางไม่ดี หากเราไม่พยายามจะตัดออก มันจะกลายมาเป็นลักษณะนิสัยหรือบุคลิกประจำตัวไปจนตาย แล้วเจ้าพฤติกรรมที่ตัดไม่ขาดเหล่านี้เองจะคอยบงการให้ชีวิตหันเหไปสู่วิถีทางที่เสื่อมทรามลงเรื่อย ๆ เช่น คนบางคนติดการพนัน หากไม่พยายามเลิก ในที่สุดพฤติกรรมนี้จะนำไปสู่ความล่มจมไม่เร็วก็ช้า

 

๓. ตัดกิเลส ...

การตัดกิเลสก็คอืการหันมาดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง หรือทำสมาธิภาวนา พัฒนาสติปัญญาให้รู้เท่าทันมายาการของกิเลส จนเกิดการรู้แจ้งเห็นจริงในมรรค ผล นิพพาน สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาบริสุทธิ์ ไม่ถูกกระตุ้นด้วยแรงขับของกิเลสอีกต่อไป

 

ในอดีตมีคนไปตัดกรรม ลบล้างความชั่วด้วยการอาบน้ำล้างบาป (เทียบการอาบน้ำมนต์ในปัจจุบัน) พระพุทธองค์ตรัสว่า หากการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนสามารถชำระล้างบาปได้จริง กุ้งหอยปูปลาก็คงเป็นเทวดาผู้บริสุทธิ์กันหมดแล้ว เพราะอยู่ในน้ำ ได้อาบน้ำตลอดเวลา

บางคนตัดกรรมด้วยการทำพิธีสวดสาธยายมนต์ สะเดาะห์เคราะห์ต่อชะตากรรมวิธีที่มีเจ้าพิธีเป็นคนนำ พระพุทธองค์ตรัสว่า การชำระล้างกรรมด้วยวิธีนี้ไม่มีประโยชน์อะไร เหมือนคนเอาก้อนหินโยนลงน้ำ ก้อนหินก็มีแต่จมน้ำ คนนับร้อยนับพันจะมานั่งสวดมนต์อ้อนวอนอยู่ริมฝั่งให้ก้อนหินที่มีน้ำหนักลอยขึ้นมาหาได้ไม่ คนทำความชั่วมาก่อนก็เช่นกัน จะไปเข้าพิธีให้พระสวดอย่างไร กรรมชั่วก็หาได้หลุดออกไปจากตัวไม่

กล่าวอย่างถึงที่สุด วิธีตัดกรรมที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา ก็คือ การละความชั่วด้วยความดี ไม่ละความชั่วด้วยการพิธีสารภาพบาป หรือไถ่บาป หรืออาบน้ำชำระบาป พระพุทธองค์ทรงแนะนำว่า หากจะอาบน้ำชำระบาป ก็จงอาบด้วยน้ำแห่งความดีงามทางกาย วาจา และใจ จะดีกว่า และได้ผลกว่าอย่างแน่นอน

 

พระองคุลิมาล คือ ตัวอย่างของผู้ที่เคยเป็นคนเลว ทำความผิดพลาดมากมายในชีวิตมาก่อน ภายหลังท่านกลับใจได้ และใช้ชีวิตอยู่เหมือนกฎแห่งกรรมอย่างเป็นสุข เพราะท่านตัดกรรมถูกวิธีด้วยมรรควิธีที่กล่าวมาข้างต้น ก่อนปรินิพพาน ท่านฝากข้อคิดไว้เป็นอนุสรณ์แก่คนที่เคยทำผิดพลาดประมาทมาก่อนแล้วปรารถนาจะตั้งต้นชีวิตใหม่เอาไว้อย่างน่าสนใจ

 

อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ แปลข้อคิดอันคมคายของท่านไว้ดังนี้

 

(๑) ผู้เอยผู้ใด
ลำพองใจประมาทมาก่อน
แต่กลับตัวได้ไม่นิ่งนอน
ถ่ายถอนชั่วช้าสร้างซาไป

ผู้นั้นเหมือนจันทร์เพ็ญ
ลอยเด่นดูงามอร่ามใส
ไม่มีเมฆมัวหมองเท่ายองใย
ส่องหล้าทั่วไปสว่างเอย

(๒) บาปเอยบาปกรรม
ที่ทำที่สร้างต่างต่างเรื่อง
ผู้ใดกั้นปิดอยู่นิตย์เนือง
ด้วยกุศลเป็นเครื่องประคองใจ

ผู้นั้นเหมือนจันทร์เพ็ญ
ลอยเด่นดูงามอร่ามใส
ไม่มีเมฆมัวหมองเท่ายองใย
ส่องหล้าทั่วไปสว่างเอย

 

......................................................................................................................................

 

การตัดกรรมแนวพุทธ ได้แก่ ตัดใจ ตัดพฤติกรรม และ ตัดกิเลส

หาใช่ .. ใช้ความสามารถพิเศษในตัวคนมาตัดกรรมให้คนอื่นไม่

รู้น้อย บอก รู้เยอะ ... ไม่รู้อะไรเลย บอก รู้เยอะ ... สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้

เค้าเรียก "อวดอุตริ"

ทุกคนเคยทำผิดพลาดมาก่อนในชีวิต หากคิดได้ ณ ปัจจุบันนี้ ก็ยังสามารถ "เพียรทำความดี" ได้ และยอมรับผลกรรมในสิ่งที่เคยได้ทำไว้จริงด้วยการรู้เท่าทัน จะทำให้เราไม่ทุกข์มากนัก ยิ่งละ ปล่อย วาง ได้แล้วทุกข์จะบรรเทาลง

ไม่จำเป็นต้องคิดไป "ตัดกรรม" กับเจ้าพิธีใด ๆ ให้กับตนเอง

หรือไปเป็นห่วงคนที่ตัวเองรัก โดยการนำเสนอตัวเองไป "ตัดกรรม" ให้เขา

ยอมเสียเงินทอง ทุกอย่างเพื่อเขา แต่ทำอย่างไรก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะกรรมเป็นเครื่องติดตัวมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม แม้กระทั่ง "เจ้าพิธี" เองก็เถอะ คิดหรือว่าจะรอดจาก "กฎแห่งกรรม" ที่ตัวเองกระทำมา

แบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการโยนก้อนหินจมน้ำ ดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้

อยากให้ใช้ความคิดพิจารณาด้วยเถิดว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นจริงหรือไม่ ?

หวังเพียงใช้สติและปัญญาพิจารณา อย่านำความลุ่มหลงในกิเลสมาใช้

มิฉะนั้น ทำอย่างไรท่านก็ไม่เห็น เพราะกิเลสหนาเกินกาล

บุญรักษา ผู้เพียรทำดี ครับ ;)

 

......................................................................................................................................

 

บันทึกที่เกี่ยวข้อง ...

 

 

......................................................................................................................................

 

หนังสือธรรม

ว.วชิรเมธี (นามแฝง).  ธรรมะศักดิ์สิทธิ์.  พิมพ์ครั้งที่ ๒.  กรุงเทพฯ: อมรินทร์ธรรมะ, ๒๕๕๒.