พรรษาที่ ๒๕

อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ  รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละไปตามลำดับ ... วันนี้เป็นวันอธิษฐานเข้าพรรษา ซึ่งเป็นปีที่ ๒๕ ของผู้เขียน (ปีที่๒๓ และ ปีที่๒๔) ถ้าจะนับการบวชว่าเป็นการเกิดใหม่ ปีนี้ผู้เขียนก็ย่างเข้าวัยเบญจเพส...

สำหรับปีที่ผ่านมา ความเป็นอยู่ในวัดของผู้เขียนค่อยๆ เปลี่ยนไป และมาถึงจุดเปลี่ยนจริงๆ ก็ประมาณ ๒-๓ เดือนก่อน กล่าวคือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าอาวาสนั้นอาพาธหลายปีแล้ว การงานในวัดทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับรองเจ้าอาวาส แต่มาปีนี้พระเดชพระคุณรองเจ้าอาวาสก็อาพาธขึ้นมาอีก ดังนั้น การงานภายในวัดจึงค่อยๆ เริ่มสะสมปัญหา ผู้เขียนจึงต้องออกจากมุมส่วนตัวมาแก้ปัญหา ดังที่เคยเล่าไว้ (คลิกที่นี้)

สถานภาพในวัดตอนนี้ ผู้เขียนคล้ายกับจะเป็นสมภาร (แต่ยังไม่มีตำแหน่งรองรับ) เพราะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในวัด ซึ่งหนักที่สุดก็คือค่าไฟ ประมาณเดือนละ ๔-๕ พันบาท ตอนนี้ก็เริ่มปรับปรุงเครื่องเสียงภายในวัด เมื่อวานก็ไปซื้อลำโพงใหม่มาคู่หนึ่งสามพันสี่ร้อย ลำโพงงอนเก่าขาดไปตัวหนึ่งก็เอาไปซ่อม ยังชุดเครื่องขยายและไมโครโฟน จำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด เพราะของเก่าใช้มาเกินยี่สิบปีแล้ว และโดยส่วนตัวผู้เขียนก็ไม่มีความรู้ความชำนาญเรื่องเครื่องขยายเสียงเลย...

สองวันก่อนก็ไปซื้อสายต่อเสียงจากคอมฯ เข้าแอมป์ ทำให้สองวันที่ผ่านมาได้เปิดบทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น และต่อด้วยธรรมะจากเกจิอาจารย์ตามที่ผู้เขียนเห็นชอบ ดังก้องไปทั่วทั้งวัด... ซึ่งก็ต้องค่อยๆ โหลดมาเก็บไว้แล้วจัดหมวดหมู่ เนื่องจากเปิดจากเน็ตออนไลน์โดยตรงนั้น บางไฟล์ก็ไม่อาจเปิดได้

ผู้เขียนชอบวิชาเศรษฐศาสตร์ (แต่ก็ไม่มีโอกาสได้เรียน) มีประเด็นเบื้องต้นว่า่ เราจะจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุดในความจำกัดของสิ่งที่มีอยู่ ... และนี้คือประเด็นแรกที่ผู้เขียนคิดมาตลอดในระยะนี้

สำหรับรายรับที่จะมาใช้จ่ายภายในวัดนั้น ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากการแสดงธรรมวันพระ ซึ่งถ้าเป็นวันปกติก็จะได้วันละ ๒-๕ ร้อย แต่ต้องหักค่าใช้จ่ายให้คนมาช่วยล้างจานร้อยหนึ่ง เดือนหนึ่งก็มี ๔ วันพระ ซึ่งในส่วนนี้เป็นรายได้ประจำเดือนเพราะผู้เขียนรับผิดชอบเทศน์เอง (การเทศน์วันพระในวัดเป็นหน้าที่ของเจ้าอาวาสเพื่อเก็บเงินไว้เสียค่าไฟ) แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลก็อาจได้หลักพัน ซึ่งเงินที่นำมาซ่อมเครื่องเสียงตอนนี้ก็อาศัยเงินในเทศกาลเข้าพรรษานี้เอง...

วัดปัจจุบันก็มีสภาพเป็นสถานบริการงานบุญ สำหรับวัดยางทองมีเพียงศาลาบำเพ็ญกุศล ๑ หลัง ซึ่งถ้ามีผู้มาใช้บริการตั้งศพหรือจัดงานบุญอื่นๆ ก็จะช่วยค่าน้ำค่าไฟตามแต่กำลังศรัทธา... เมื่อก่อนกิจการด้านนี้ของวัดยางทองรุ่งเรืองสามารถเลี้ยงวัดได้ เนื่องจากเมื่อก่อนศพจีนที่ฝังมักจะมาตั้งวัดยางทอง ส่วนศพที่เผาก็จะไปตั้งวัดที่มีเตาเผา ขณะที่วัดอื่นๆ ไม่ค่อยที่จะมีศาลาไว้บริการ... แต่เดียวนี้มีทุกวัด ซึ่งวัดที่สร้างขึ้นมาใหม่ มักจะมีจุดขายที่สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า ขณะที่เจ้าอาวาสวัดยางทองอาพาธ จึงขาดการบริหารและจัดการที่ประทับใจ เครื่องใช้เก่าๆ ก็ค่อยๆ ชำรุดสูญหายไปตามธรรมดา กิจการด้านนี้จึงค่อยๆ ซบเซา... นี้ก็โจทก์อีกข้อหนึ่ง

ยังมีประเด็นอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่ผู้เขียนไม่อยากจะอ้างถึง สรุปว่าพรรษาที่ ๒๕ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่จะต้องรับผิดชอบวัด ซึ่งอนาคตจะเป็นอย่างไร ถ้ามีโอกาสค่อยนำมาเล่าต่อในปีต่อไป...