ยังไม่นอนครับ เพราะดูการนำเสนอทางทีวี ไทยพีบีเอส ขณะนี้กำลังมีการนำเสนอที่รายการตอบโจทย์ วิทยากรในการรายการคือ คุณอุดร และ ผอ.ศูนย์จีนศึกษา
ผู้ดำเนินรายการและวิทยากรพูดไปเรื่อย ๆ ก่อนหน้ามีโอกาสรับชมรายงานข่าวจากทีวีหลายช่อง และได้อ่านหนังสือพิมพ์ส่วนกลาง รวมทั้งข่าวในอินเทอร์เน็ต นำเสนอทำนองเดียวกัน
การได้รับชมรายการทีวีไทยพีบีเอส ทำให้รับทราบว่า แรกเริ่มเดิมที่ชาวอุยกูร์อยู่ในพื้นที่ร้อยละ 45 ต่อมามีชาวฮั่นมาอยู่เพิ่มร่วมร้อยละ 40 การก่อเหตุเกิดจากคนงานทะเลาะกัน เหมือนเป็นน้ำพึ่งหยดเดียว จึงใช้ความรุนแรง เขาพูดว่า น่าจะไม่ใช่ปัญหาทางการเมืองแต่บานปลาย ในพื้นที่อาจมีความเครียดสะสม ระแวงกันมาร่วม 15 ปี เกี่ยวกับเรื่องความต่าง ความเชื่อถือศรัทธาและการปกครองอยู่บ้าง
สิ่งที่ได้เรียนรู้ตามอัธยาศัยเป็นว่า ปัญหาเชื้อชาติ ความเชื่อ ศาสนา ลึกซึ้งและละเอียดอ่อน บรรดาผู้ปกครองไม่ควรมองข้ามและควรมีข้อมูลเชิงลึก การเป็นเหตุตามข่าวหากยุติภายในประเทศไม่ได้ มีการตีข่าวฉาวโฉ่ ดูท่าว่าจะลำบาก บันทึกไว้เป็นเบื้องต้นเท่านี้ก่อนครับ
เดลินิวส์ 7 ก.ค. 52 10.08 น. อ่าน 2,936 ครั้ง
จลาจลซินเจียงเดือด นองเลือดสังเวย 140 ศพ
ชาวอุยกูร์หลายพันคนในเขตปกครองตันเองซินเจียงอุยกูร์ ก่อเหตุประท้วงรัฐบาลจีนจนเกิดความวุ่นวาย และกองทัพจีนส่งทหารปราบปรามอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 140 ศพและบาดเจ็บอีกกว่า 800 คน ตำรวจเล่นบทมังกรโหดใช้วิธีรุนแรง ส่วนชนวนเหตุความรุนแรงมาจากความไม่พอใจรัฐบาลในการแก้ปัญหาเหตุปะทะกัน ระหว่างชาวฮั่นและชาวอุยกูร์ในโรงงานแห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งมีชาวอุยกูร์เสียชีวิตไป 2 ศพ
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองอูรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ว่า เกิดเหตุจลาจลรุนแรงในเมืองอูรุมชี เมืองหลวงของซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 140 ศพ และบาดเจ็บอีก 828 คน ซึ่งถือว่าเป็นการก่อความวุ่นวายของชนกลุ่มน้อยที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีของจีน โดยเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากมีประชาชนชาวอุยกูร์หลายพันคน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ออกมาชุมนุมประท้วงในเมืองอูรุมชี และจุดชนวนให้กองกำลังรักษาความมั่นคงของจีนกวาดล้างทั่วซินเจียงอุยกูร์
สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า ตำรวจได้จับกุมผู้ก่อการจลาจลหลายร้อยคนซึ่งในจำนวนนี้เป็นระดับแกนนำกว่า 10 คน และกำลังตามจับอีกเกือบ 100 คน เหตุจลาจลเกิดขึ้น เนื่องจากชาวอุยกูร์ไม่พอใจวิธีที่รัฐบาลจัดการกับเหตุปะทะกันระหว่างคนงานชาวฮั่นกับคนงานชาวอุยกูร์ในโรงงานของเล่นในมณฑลกวางตุ้งเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งทำให้คนงานชาวอุยกูร์เสียชีวิต 2 ศพ ขณะที่รัฐบาลจีนเชื่อว่า เหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นแผนการของกลุ่มหัวรุนแรงภายนอกประเทศ ขณะที่กลุ่มชาวอุยกูร์พลัดถิ่น กล่าวหากองกำลังรักษาความมั่นคงของจีนว่า กระทำการเกินกว่าเหตุต่อผู้ประท้วงอย่างสงบ
อย่างไรก็ตาม ซินหัวระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก เครือข่ายโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีน ได้ถ่ายภาพให้เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ทำลายรถเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้หญิงคนหนึ่งถูกเตะขณะที่เธอนั่งอยู่กับพื้น รถบัสและรถยนต์อื่นๆ ถูกเผาทำลาย ขณะที่นักธุรกิจชาวฮั่นกล่าวว่า มีผู้ประท้วงชาวอุยกูร์ประมาณ 3,000 คนก่อเหตุประท้วง ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งที่เฝ้าดูเหตุการณ์ความรุนแรงจากอาคารสูง 11 ชั้น กล่าวว่า ผู้ประท้วงโจมตีผู้ขับขี่ยวดยานตามท้องถนนด้วยก้อนหินโจมตีชาวฮั่นด้วย และมีรถบัสอย่างน้อย 10 คันถูกเผา รถยนต์ส่วนบุคคลถูกทำลาย และมีบางคนนั่งอยู่กับพื้นโดยมีเลือดไหลเป็นทาง และเห็นนักศึกษาชายเสียชีวิตด้วย
รัฐบาลท้องถิ่นในซินเจียง ประณาม นายเรบิยา คาเดียร์ ผู้นำชาวอุยกูร์พลัดถิ่นซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐว่า เป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งว่า จากการสอบสวนในเบื้องต้น พบว่า เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นนี้มีสภาอุยกูร์โลก ซึ่งเป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่นำโดยนายคาเดียร์อยู่เบื้องหลัง ในขณะเดียวกัน นายคาเดียร์และชาวอุยกูร์พลัดถิ่นอื่นๆ ต่างประณามเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีน
ด้านประธานาธิบดีจิออร์จิโอ นาโปลิตาโน ของอิตาลี หยิบยกปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นมาหารือกับประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ของจีนระหว่างเดินทางเยือนกรุงโรมเมื่อวันจันทร์ หลังจากมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 140 ศพในเหตุจลาจลในซินเจียง โดยนายนาโปลิตาโน กล่าวว่า ปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นหนึ่งที่อิตาลีเองก็เผชิญหน้ามาอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะเผชิญหน้ากับปัญหานี้โดยเคารพต่อจุดยืนของจีนเช่นเดียวกับบูรณภาพและการตัดสินใจในเรื่องเขตปกครองตนเองของจีนตลอดจนสถาบันต่างๆ ที่อยู่ในประเทศจีน อิตาลีเห็นว่า ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังค เป็นเรื่องที่ประสบผลสำเร็จในประเทศจีน จึงอยากเรียกร้องให้พิจารณาเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย
มติชน 8 ก.ค. 52 10.30 น. อ่าน 118 ครั้ง
ผู้นำจีนงดประชุมจี 8 บินกลับประเทศสางปัญหาจลาจลซินเจียง
ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ของจีน ยกเลิกกำหนดร่วมประชุมผู้นำกลุ่มจี 8 ที่อิตาลี เพื่อกลับไปจัดการปัญหาเหตุรุนแรงทางเชื้อชาติในเขตปกครองตนเองซินเจียง หลังมีผู้เสียชีวิตแล้ว 156 คน จากการปะทะกันของชาวอุยกูร์และชาวฮั่น ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำนักข่าวซินหัวของทางการจีน รายงานว่า ประธานาธิบดีหู เดินทางกลับประเทศแล้ว และจะให้นายไต้ ปิงกั๋ว รัฐมนตรีแห่งรัฐเข้าร่วมประชุมแทน การประชุมผู้นำกลุ่มชาติอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 ประเทศ (จี 8) จะเริ่มขึ้นที่เมืองลากวีลาทางตอนกลางของอิตาลีในวันนี้ เดิมผู้นำจีนมีกำหนดเข้าร่วมในวันพรุ่งนี้ เขาเดินทางถึงอิตาลีเมื่อวันอาทิตย์ และเพิ่งเยือนนครฟอเรนซ์เมื่อวันอังคาร
สำหรับสถานการณ์ใน เขตปกครองตนเองซินเจียง ค่ำวานนี้ กลุ่มชาวฮั่นที่ชุมนุมพร้อมอาวุธได้สลายตัวไปแล้ว แต่ยืนยันว่าความโกรธแค้นจากเหตุ ชาวอุยกูร์ สังหารชาวฮั่นเมื่อวันอาทิตย์ยังไม่จบสิ้นง่ายๆ หากทางการไม่สามารถให้ความปลอดภัยแก่พวกเขาได้พวกเขาจะต้องลุกขึ้นปกป้องตนเอง
ด้านผู้ชุมนุมชาวอุยกูร์ประจันหน้ากับตำรวจปราบจลาจล และบอกผู้สื่อข่าวว่า ชายชาวอุยกูร์จำนวนมากถูกตำรวจกวาดจับอย่างไม่เลือก
มติชน 8 ก.ค. 52 11.59 น. อ่าน 2,576 ครั้ง
มณฑลซินเจียงและชาวอุยกูร์ ที่คุณควรรู้จัก
การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนกับชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง ถือเป็นเหตุการณ์จลาจลที่มีความรุนแรงมากที่สุดของประเทศจีนนับแต่เหตุการณ์ ปราบปรามนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้จักมณฑลซินเจียงและชาวอุยกูร์มากนัก
หลังจากเพิ่งครบรอบสองทศวรรษของเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เหตุการณ์การจลาจลที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปีก็บังเกิดขึ้นอีกครั้งในประเทศจีนเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ณ เมืองอูรุมชี/อุรุมฉี เมืองเอกของมณฑลซินเจียง ทางตะวันตกของจีน
เหตุการณ์ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อ ชาวอุยกูร์ หรือ อุ้ยเก๋อ ราว 1,000-3,000 คน มาชุมนุมกันอย่างสงบที่เมืองเอกของมณฑลซินเจียง เพื่อประท้วงเรียกร้องให้ทางการจีนสอบสวนหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังเหตุปะทะกัน ระหว่างคนงานชาวอุยกูร์กับคนงานชาวฮั่น ณ โรงงานแห่งหนึ่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จนส่งผลให้มีคนงานชาวอุยกูร์เสียชีวิต 2 คน ทั้งนี้ก่อนหน้าเหตุการณ์ดังกล่าว ได้เกิดข่าวลือว่า มีหญิงสาวชาวฮั่น 2 คน ถูกข่มขืนโดยชายชาวอุยกูร์ในโรงงาน
แต่การชุมนุมอย่างสงบก็บานปลายกลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่ โดยทางการจีนอ้างว่าผู้ชุมนุมชาวอุยกูร์เป็นฝ่ายสร้างความวุ่นวาย ทำลายทรัพย์สมบัติสาธารณะ รวมทั้งจุดไฟเผารถยนต์บนท้องถนน ขณะที่กลุ่มผู้ประท้วงชาวอุยกูร์ก็เห็นว่า ความรุนแรงดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นมาจากการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมโดยทางการจีน ล่าสุดรายงานข่าวแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจำนวน 156 คน และผู้มีบาดเจ็บ 828 คน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ เมืองอูรุมชี ไม่ได้บังเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญหรือฉับพลันทันใดชนิดที่ไร้ต้นสายปลายเหตุ ทว่าปมปัญหาเกี่ยวกับชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงนั้นดำรงคงอยู่มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่จีนผนวกรวมดินแดนดังกล่าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเลยด้วยซ้ำไป
ดังนั้น การมาทำความรู้จักกับมณฑลซินเจียงและชาวอุยกูร์ จึงน่าจะทำให้เราเข้าใจถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมืองอูรุมชีได้ดียิ่งขึ้น
มณฑลซินเจียงเป็นพรมแดนที่กั้นระหว่างดินแดนเอเชียกลาง กับประเทศจีน มณฑลแห่งนี้มีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของประเทศฝรั่งเศส ในประวัติศาสตร์แล้ว ซินเจียงถือเป็นจุด นัดพบสำคัญทางการค้าและวัฒนธรรม เนื่องจากเคยเป็นพื้นที่หยุดพักผู้คนและสินค้าของ เส้นทางสายไหม ส่งผลให้ดินแดนแห่งนี้ได้รับมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นอย่างยิ่ง
กลุ่มชนพื้นเมืองของมณฑลซินเจียงคือชาว อุยกูร์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนมุสลิมที่มีลักษณะชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม เป็นพวกเติร์ก อันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวฮั่นที่เป็นผู้ปกครองและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ที่ครอบครองดินแดนส่วนที่เหลือของจีน การดำรงอยู่ของชาวอุยกูร์นี่เองที่ทำให้ซินเจียงกลายเป็นมณฑลเดียวของประเทศจีนที่มีชาวมุสลิมเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่
ซินเจียงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจีนตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 หลังจากพรรคคอมมิวนิสต์สามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศจีนได้สำเร็จใน ปี พ.ศ.2492 (ค.ศ.1949) มณฑลซินเจียงก็มีสถานะเป็น "เขตปกครองตนเอง" ของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ในมุมมองของรัฐบาลกลางพรรคคอมมิวนิสต์ที่ปักกิ่ง ซินเจียงถือเป็นส่วนหนึ่งของจีนตลอดมา โดยรัฐบาลได้มองข้ามความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ใหญ่โตมหาศาล อันเกิดขึ้นจากการที่มณฑลแห่งนี้ได้หลอมรวมตนเองเข้ากับดินแดนเอเชียกลางและรัฐต่างๆ ของชาวเติร์กมาโดยตลอด และจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ชาวอุยกูร์ส่วนใหญ่ในซินเจียงก็ยังรู้สึกว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับชาวเติร์กทางด้านตะวันตก มากกว่ารัฐบาลกลางที่ปักกิ่งทางด้านตะวันออก
แต่รัฐบาลกลางของจีนก็พยายามกลืนกลายชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง ด้วยนโยบายการส่งชาวฮั่นจำนวนมากเข้าไปอยู่อาศัยในมณฑลดังกล่าว จากที่ในปี พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) มีชาวฮั่นอยู่ในซินเจียงเพียง 5 แสนคน แต่ในปี พ.ศ.2543 (ค.ศ.2000) กลับมีชาวฮั่นในมณฑลแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นเป็น 7.5 ล้านคน หรือถือเป็นร้อยละ 42 ของประชากรจำนวน 18 ล้านคนในมณฑล นอกจากนั้น ชาวฮั่นยังกลายเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของเมืองอูรุมชี เมืองเอกของเขตปกครองตนเองซินเจียงเสียด้วย
กลุ่มชนพื้นเมืองชาวอุยกูร์ไม่พอใจที่ผู้อพยพชาวฮั่นได้เข้ามาแย่งงานในอุตสาหกรรมน้ำมัน ปิโตรเคมี และในหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งควรเป็นแหล่งรายได้สำคัญของพวกตน ขณะที่ชาวฮั่นก็มองว่าพวกอุยกูร์เป็นคนเกียจคร้าน และไม่รู้จักสำนึกบุญคุณที่รัฐบาลกลางของจีนที่ปักกิ่งนำความทันสมัยและความ เจริญรุ่งเรืองมาสู่มณฑลซินเจียง
และยิ่งชาวฮั่นในซินเจียงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ชาวอุยกูร์ก็ยิ่งพยายามขับเน้นอัตลักษณ์ของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้เยาวชนชาวอุยกูร์รุ่นหลังเคร่งครัดในหลักการของศาสนาอิสลามยิ่งกว่าคนรุ่นพ่อแม่ นอกจากนี้พวกเขายังหันมาเรียนภาษาอารบิกกันมากขึ้น ซึ่งนี่อาจถือเป็นการประกาศว่าอัตลักษณ์ของชาวอุยกูร์นั้นมีความผิดแผกแตกต่างไปจากอัตลักษณ์ของชาวจีนฮั่นตั้งแต่ในระดับรากฐาน
แม้ชาวอุยกูร์ในเมืองเอกของมณฑลซินเจียงอย่างอูรุมชี อาจจะเริ่มมีวิถีชีวิตประจำวันคล้อยตามแบบชาวฮั่นอันเป็นคนกลุ่มใหญ่ของเมือง และหันมาหาเรื่องราวทางโลกย์ในสังคมสมัยใหม่มากขึ้น แต่สำหรับเมืองบริเวณชายแดนที่อยู่ติดกับดินแดนเอเชียกลางแล้ว รัฐบาลกลางของจีนยังต้องจัดส่งกำลังทหารเข้าไปควบคุมกิจกรรมทางการเมืองและบรรดา อิหม่ามในมัสยิดต่างๆ ของเมืองเหล่านั้นอย่างเข้มงวดกวดขัน เนื่องจากรัฐบาลเห็นว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เติบโตมากขึ้น จนมีผู้ขนานนามว่าซินเจียงถือเป็นทิเบตอีกแห่งหนึ่งของจีน
ทั้งนี้ กิจกรรมทางการเมืองในการแบ่งแยกดินแดนของชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงได้ถูกปลุกเร้าขึ้นในคริสต์ทศวรรษที่ 1990 เมื่อสหภาพโซเวียตแตกสลาย และรัฐมุสลิมเก่าแก่ทั้งหลายในเอเชียกลางได้มีโอกาสแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระที่มีเอกราชเป็นของตนเอง เช่น คาซักสถาน คีร์กิสถาน และอุซเบกิสถาน เป็นต้น ชาวอุยกูร์จึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแยกตนเองออกมาเป็นรัฐอิสระในนาม "อุยกูริสถาน" หรือ "เตอร์กิสถานตะวันออก" บ้าง อย่างไรก็ตามรัฐบาลจีนได้พยายามใช้มาตรการทางด้านเศรษฐกิจและการทูตอันชาญ ฉลาดมาหน่วงเหนี่ยวไม่ให้รัฐอิสระในเอเชียกลางต่างๆ ช่วยเหลือซินเจียงในการแยกตัวออกเป็นอิสระ กระทั่งขบวนการแบ่งแยกดินแดนในมณฑลแห่งนี้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของตนเองได้อย่างยากลำบากในที่สุด
ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางของจีนกับชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงคงไม่ได้จบสิ้นลงในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวแสดงให้เราเห็นถึงปัญหาสำคัญของ "รัฐ-ชาติ" ในโลกสมัยใหม่ ที่ยากจะดำรงความเป็นเอกพันธุ์เอาไว้ได้ เมื่อโลกใบนี้ล้วนเต็มไปด้วยผู้คน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ความทรงจำ และ "ชาติ" อันหลากหลาย ชนิดที่ไม่มีผู้มีอำนาจรายใดสามารถควบคุมหรือลดค่าความหลากหลายดังกล่าวให้ กลายเป็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้อย่างง่ายดาย กระทั่งอาจมีเพียงการพยายามทำความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายเท่านั้นที่จะ ช่วยให้ผู้คนบนโลกใบนี้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความทุกข์น้อยลง
ผู้นำจีนจัดการกับปัญหาในซินเจียง อุยกูร์ทั่วโลกชุมนุมประท้วง
8 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 16:29:00
ผู้นำจีนยกเลิกร่วมประชุมจี 8 เดินทางกลับบ้านกระทันหัน นานาชาติวอนทุกฝ่ายอดกลั้น
ชาวอุยกูร์ในหลายประเทศร่วมชุมนุมประท้วงเมื่อวานนี้เพื่อประณามเหตุการณ์ทหารจีนใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมในเขตปกครองตนเองซินเจียงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 150 คนและบาดเจ็บกว่า 1,100 คนเมื่อวันอาทิตย์ โดยชาวอุยกูร์ราว 100 คน
ชุมนุมด้านนอกสถานกงสุลของจีนในกรุงอิสตันบูลของตุรกี พร้อมทั้งจุดไฟเผาธงชาติจีน และตะโกนเรียกร้องให้จีนถูกขึ้นบัญชีดำในกลุ่มประเทศที่ก่อคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลังจากเกิดการปะทะกันระหว่างชาวอุยกูร์และชาวฮั่น จนนำไปสู่เหตุการณ์ทหารใช้กำลังเข้าควบคุมสถานการณ์
เมื่อวันอาทิตย์และเหตุการณ์ยังคงลุกลามยืดเยื้อส่วนที่ไต้หวัน ผู้นำนักศึกษาชาวอุยกูร์ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ปราบปรามจตุรัสเทียนอันเหมินใน
กรุงปักกิ่งของจีนเมื่อปี 2532 แถลงข่าวว่า รัฐบาลจีนกำลังสื่อสารให้ชาวอุยกูร์ และทั่วโลกรับรู้ว่า รัฐบาลจะยังจัดการกับผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยมในอนาคตนอกจากนี้ ในนครมิวนิคของเยอรมนี มีชาวอุยกูร์หลายร้อยคนชุมนุมถือป้ายประท้วง ที่มีข้อความเรียกร้องให้รัฐบาลจีนหยุดการเข่นฆ่า และร้องขออิสรภาพให้กับชาวอุยกูร์ ขณะที่อัสการ์ แคน รองประธานกลุ่มสภาอุยกูร์โลก แสดงความกังวลที่ไม่สามารถรับรู้ข่าวสาร เกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงในซินเจียง
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ รวมทั้งทำเนียบขาวและกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เรียกร้องให้ทั้งผู้นำท้องถิ่นทั้งชาวฮั่นและชาวอุยกูร์ รวมทั้งทางการจีนใช้ความอดกลั้น ส่วนนางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ กล่าวโทษว่า นโยบายแข็งกร้าวที่จุดชนวนให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ชาวอุยกูร์ และสหภาพยุโรปหรืออียู ออกแถลงการณ์ประณามการสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อจากเหตุจลาจล
เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศของจีนรายงานวันนี้ว่า ประธานาธิบดีหู จิ่น เทา ซึ่งเดินทางไปประเทศอิตาลีตั้งแต่วันอาทิตย์ เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำจี 8 ที่มีกำหนดจะเริ่มขึ้นในวันนี้ตามเวลาท้องถิ่น ได้ยกเลิกกำหนดการเข้าร่วมประชุมและรีบเดินทางกลับบ้านเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อกลับไปรับมือกับสถานการณ์ความวุ่นวายที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเขตปกครองตนเองซินเจียง และได้มอบหมายให้นายไต้ ปิงกั๋ว มนตรีแห่งรัฐ เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุมแทน การตัดสินใจยกเลิกกำหนดการอย่างกระทันของผู้นำจีนมีขึ้น หลังจากที่ความขัดแย้งทางเชื้อชาติได้ลุกลามบานปลายเมื่อวานนี้ จนทำให้รัฐบาลต้องประกาศเคอร์ฟิวในเมืองอูรูมูฉี เมืองเอกของเขตปกครองตนเองเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังชนชาวฮั่น ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของจีนหลายพันคนได้ลุกฮือขึ้นมาประท้วงและประกาศจะแก้แค้นชนกลุ่มน้อยมุสลิมอุยกูร์ที่ก่อจลาจลเมื่อวันอาทิตย์ ที่มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 156 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 1 พันคน และเกิดการเผชิญหน้ากับชาวอุยกูร์ที่ยังคงออกมาชุมนุมประท้วงความรุนแรงครั้งใหม่ปะทุขึ้นในเมืองอูรูมูฉีเมื่อวานนี้ ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงได้แจ้งให้ผู้สื่อข่าวทราบว่าสถานการณ์ในเมืองกลับคืนสู่ปกติแล้ว หลังเหตุจลาจลเมื่อวันอาทิตย์ โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์ชาวฮั่นพร้อมอาวุธมีดพร้า ท่อนไม้ และอื่น ๆ เท่าที่หยิบฉวยได้ตระเวณไปตามท้องถนน และทุบทำลายอาคารร้านค้าของชาวอุยกูร์ และพยายามฝ่าด่านตำรวจที่ตรึงกำลังคุ้มกันย่านที่อยู่อาศัยของชาวอุยกูร์ แต่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและใช้กำลังผลักดันออกไปได้สำเร็จ
และในเช้าวันนี้ทางการยังคงวางกำลังรักษาความปลอดภัยในเมืองอูรูมูฉีที่มีประชากรกว่า 2 ล้าน 3 แสนคน หลังประกาศเคอร์ฟิวถูกยกเลิก โดยมีเฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวณอยู่ตลอดเวลา
เหตุจลาจลเมื่อวันอาทิตย์มีมูลเหตุจากการปล่อยข่าวลือในอินเตอร์เน็ตว่าคนงานชาวอุยกูร์ที่ทำงานอยู่ในโรงงานของเด็กเล่นในเมืองเซ้ากวน มณฑลกวางตุ้งข่มขืนหญิงชาวจีน ทำให้คนงานและชาวบ้านยกพวกไปทำร้ายกลุ่มคนงานชาวอุยกูร์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 100 คน และมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าตำรวจจีนไม่จับกุมผู้กระทำผิดทำให้ชาวอุยกูร์ในเมืองอูรูมูฉีลุกฮือขึ้นมาก่อหวอดประท้วงก่อนจะบานปลายกลายเป็นเหตุจลาจลที่ทำให้ทางการจีนใช้กำลังเข้าปราบปราม
http://www.suthichaiyoon.com/WS01_A001_news.php?newsid=12598
เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ (อุยกูร์:شىنجاڭ ئۇيغۇر ئاپتونوم رايونى-; จีน: 新疆维吾尔自治区) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีขนาดประมาณ 1/6 ของพื้นที่ทั้งประเทศ นับเป็นพื้นที่เขตปกครองที่ใหญ่ที่สุดของจีน
ตั้งแต่สองพันปีก่อนเป็นต้นมา เขตซินเกียงก็เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศจีน ที่มีความเป็นเอกภาพและประกอบด้วยหลายชนชาติ เมื่อ60ก่อนคริสต์ศักราช ราชวงศ์ฮั่นได้จัดตั้งองค์กรบริหารซียี่ เพื่อปกครองเขตซินเกียงโดยตรง ซึ่งมีขอบเขตรวมถึงทะเลสาบบาเอ่อคาสือและเขตพ่าหมี่เอ่อ ภายในเวลา 1000 ปีเศษต่อจากนั้น เขตซินเกียงสังกัดอยู่ในองค์กรบริหารท้องถิ่น ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลกลาง
ครั้นถึงราชวงศ์ชิง รัฐบาลกลางได้แต่งตั้งนายพลอีหลี เพื่อปกครองดินแดนซินเกียงทั้งหมดและเมื่อถึงปี พ.ศ. 2427 (ค.ศ. 1884) เขตซินเกียงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นมณฑล ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างซินเกียงกับมณฑลต่างๆในแผ่นดินใหญ่จีนมีความใกล้ชิดยิ่งขึ้น
เดือนกันยายน พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ซินเกียงได้รับการปลดแอกอย่างสันติ จนเมื่อถึงวันที่ 1 ตุลาคม สาธารณรัฐประชาชนจีนได้สถาปนาขึ้น เขตซินเกียงจึงกลายเป็นเขตบริหารระดับมณฑลที่มีอำนาจปกครองตนเองได้เขตหนึ่งของจีน
ประวัติศาสตร์จีนในสมัยโบราณมีมาตั้งแต่สมัยวัฒนธรรมเครื่องปั้นดินเผาแดงและเครื่องปั้นดินเผาดำเริ่มต้นการปกครองโดยราชวงศ์เซี่ย ราชวงส์ชาง ราชวงศ์โจว และราชวงส์ฉินตามลำดับ และสิ้นสุดลงที่สมัยราชวงส์ฮั่น ค.ศ. 220
มีภูเขาอาเอ่อไท่ซัน ภูเขาเทียนชาน และภูเขาคุนหลุนชานตั้งอยู่จากทิศเหนือไปยังทิศใต้ มีแม่น้ำถ่าหลี่หมู่ ซึ่งเป็นแม่น้ำภายในดินแดนที่ไม่ไหลลงทะเล ที่ใหญ่ที่สุดของจีน มีทะเลสาบบ๋อซือเถิง ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของจีน และมีพื้นที่ต่ำถู่หลู่ฟัน ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำสุดของจีน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ทะเลทรายทากลามากัน (ถ่าเค่อลาหม่ากัน) เป็นทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดของจีน และอันดับที่สองของโลก และมีทะเลทรายกู่เอ่อบันทงกู่เท่อ เป็นทะเลทรายใหญ่อันดับที่สองของจีน อุดมด้วยทรัพยากรน้ำมันปิโตเลียม แก๊ซธรรมชาติ
พื้นที่ 1.66 ล้านตร.กม แบ่งเขตการปกครองเป็น 17 เมือง 70 อำเภอ และ 844 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้มีหมู่บ้านชนส่วนน้อยถึง 42 หมู่บ้าน ในเมืองใหญ่ทั้ง 13 เมือง เป็นเขตปกครองตนเองของชนส่วนน้อยถึง 5 เมือง
สำเนาสืบค้นได้จาก วิกีพีเดีย และขอขอบพระคุณข้อมูลที่สืบค้นสำเนามาเพิ่มการเรียนรู้
1.หนูอยากทราบประวัติความเป็นมาของอุยกูร์อ่ะค่ะ ? พอดีหนูกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ ก็อยากมีความรู้เพิ่มเติม เพราะหนูชอบ ชนเผ่านี้ เพราะเป็นเขตปกครองตัวเอง
2.วิถีชีวิตของชนเผ่าอุยกูร์เป็นอย่างไรค่ะ ?
3.ทำไมมีอิสลามเยอะจังค่ะ แล้วทำไมหน้าพวกเขาไม่เหมือนหน้าคนจีนทั่วๆไป
4.แล้ววัฒนธรรม มีอะไรบ้างค่ะ