การไปเรียนรู้-ไปดูด้วยตา-ไปเสวนาด้วยใจ ...เป็นการเปิดตัวต่อสาธารณะ ไม่ใช่นั่งวาดท่าอ่าองค์อยู่บนเก้าอี้ในห้องประชุมอันเย็นฉ่ำเท่านั้น


บันทึกที่แล้วผมให้น้องนิสิตแต่ละคนเขียนถึงมูลเหตุแห่งการตัดสินใจมาเป็นสมาชิกสภานิสิตของชาว “มมส”เพื่อเป็นข้อมูลหนึ่งของการสื่อสารไปสู่เรื่องบทบาทและสถานะของการเป็นสภานิสิต



อันที่จริงกระบวนการดังกล่าวนั้นผมตั้งใจให้แต่ละคนได้ทำการวิเคราะห์วิจารณ์ สำรวจตรวจสอบตัวเองให้ชัดอีกรอบเพื่อผูกโยงไปสู่การหลอมรวมความเป็นทีมในองค์กรภายใต้แนวคิด
“มาจากไหนไม่สำคัญ ...ขอเพียงมีเป้าหมายเดียวกัน (ก็พอแล้ว)

ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏออกมานั้นก็เห็นได้ชัดว่าส่วนหนึ่งหรือจะเรียกว่าส่วนใหญ่มักสื่อออกมาอย่างชัดเจนในทำนองว่า-มาเพราะถูกเพื่อนรบเร้าขอร้องแกมบังคับน้อยนักที่จะบอกอย่างหนักแน่นว่า-มาเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในวิถีกิจกรรมหรือมาเพราะต้องการทำประโยชน์ต่อสังคม



แน่ล่ะ,แทนที่ผมจะรับบทเป็นผู้สื่อสารแบบตรงไปตรงมาว่าปัญหาอันดับต้นๆที่ทำให้สมาชิกสภานิสิตทำงานกันอย่างไม่เต็มสูบนั้นเนื่องเพราะการไม่ได้ “พกใจ”มาด้วยผมก็ใช้เรื่องราวของแต่ละคนนั่นแหละสื่อสะท้อนออกมาด้วยตัวของมันเองโดยเมื่อเปิดเปลือยเสร็จสิ้นแล้วก็สรุปย้ำให้ทุกคนละวางที่มาที่ไปอันต่างกันนั้นไปเสียเพื่อจับมือ “เทใจ” ไปสู่เป้าหมายอันเดียวกัน


มาบัดนี้เมื่อถึงคราวต้องสื่อสารลงลึกในทางเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทและสถานะของสภานิสิตผมก็พลิกบรรยากาศของการสื่อสารนั้นอีกรอบ ด้วยการแทนที่จะพูดเอง หรือบรรยายเองก็เปลี่ยนเป็นการ “โยนไมค์”ให้แต่ละคนได้เขียนลงในกระดาษด้วยหัวข้อ “สภานิสิตในมุมมองของคุณและคนรอบข้าง”



คราวนี้แทนที่ผมจะบอกว่าสังคมในมหาวิทยาลัยฯ มีทรรศนะต่อสภานิสิต หรือการทำงานของสภานิสิตอย่างไรบ้างผมก็เปิดพื้นที่ให้พวกเขาสื่อสารออกมาทั้งในมุมของตัวเองและในมุมที่ได้รับรู้รับฟังมาจากคนรอบข้างเพื่อหวังจะใช้ข้อมูล หรือวาทกรรมเหล่านั้นเป็น “ภาพสะท้อน”หรือ “กระจกสะท้อน”ไปสู่ตัวเองอีกรอบซึ่งปรากฏมุมมองแนวคิดดังว่า

  • สภานิสิต คือ เสือกระดาษ
  • สภานิสิต คือ หัวหลักตัวตอ
  • สภานิสิต คือ องค์กรแห่งความเครียด
  • สภานิสิต คือองค์กรสูงสุดในการทำกิจกรรมของนิสิต
  • สภานิสิต คือ องค์กรพิทักษ์ประโยชน์ของนิสิต และมหาวิทยาลัย
  • สภานิสิต คือ องค์กรตรวจสอบความถูกต้องด้านการจัดกิจกรรมขององค์การสโมสรนิสิต ชมรมและพรรค (แต่ไม่เคยตรวจสอบตัวเอง)
  • สภานิสิต คือตุ๊กตาถ่วงดุลการทำงานขององค์การนิสิต
  • สภานิสิต คือองค์กรที่บ้าหลักการทำตัวเป็นนักพูดแต่ไม่ใช่นักปฏิบัติ
  • สภานิสิต คือองค์กรที่โดดเดี่ยวที่สุด(เพราะไม่มีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่เข้าใจสภาพการณ์การทำงานของผู้อื่น)
  • สภานิสิต คือ องค์กรใหญ่ แต่มีคนทำงานน้อย





หลังการประมวลภาพสะท้อนข้างต้นเสร็จสิ้นลงผมก็ไม่วายชวนให้พวกเขาจัดหมวดหมู่ของประเด็นข้างต้นกันอีกรอบว่าในกลุ่มมุมมองเชิงบวกมีอะไรบ้างและในมุมมองเชิงลบมีอะไรบ้างจากนั้นก็ขมวดภาพแห่งความจริงที่ผมพบเจอเกี่ยวกับการทำงานสภานิสิตให้แต่ละคนได้ฟัง และร่วมเสวนากับผมไปเรื่อยๆ ...



บางห้วงผมก็หยิบเอาประเด็นข้างต้นมาขยายผลให้ชัดขึ้นเช่นมุมมองที่ใครๆ ก็มองว่า สภานิสิตเป็นองค์กรบ้าหลักการ ทำตัวเป็นนักพูด แต่ไม่ใช่นักปฏิบัติ”ซึ่งประเด็นนี้ผมก็สาธยายตามมุมมองของผมว่า ...


  • “ที่ผ่านมาเราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่มาเป็นสภานิสิตนั้นส่วนหนึ่งมาแบบ “เสียมิได้”บ้างถูกเพื่อนร้องขอบ้างถูกบังคับกะเกณฑ์และอื่นๆ อีกจิปาถะซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่มีแรงขับจากภายในเสียเท่าไหร่พลอยให้ขาดแรงใจ (ไม่มีใจ)ที่จะบริหารงานอย่างที่ควรจะต้องเป็น และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ด้านกิจกรรมมาเท่าไหร่นักเรียกได้ว่าสภาทั้งสภา ครึ่งค่อนเป็น “มือใหม่”กันทั้งนั้นแหละกอรปกับที่ผ่านมาสภานิสิตมักคุ้นชินกับการนั่งพิจารณาโครงการให้ห้องประชุมไม่ค่อยสัญจรออกสัมผัสกิจกรรมในภาคพื้นสนามกับใครเขาจึงย่อมไม่มีต้นทุนในทางกิจกรรมสิ่งที่ทำได้และถนัดที่สุดจึงเป็นเสมือนการนั่งพิสูจน์อักษรในแผ่นกระดาษและพยายามแสดงบทบาทของผู้ตรวจสอบอย่างเต็มกำลังโดยไม่รู้ชินกับสภาพการณ์จริงของคนทำกิจกรรม...”


ผมพูดในทำนองเช่นนั้นจริงแต่ไม่วายย้ำให้ชัดว่าสภาพเช่นนี้มีให้พบเห็นอยู่แทบทุกมหาวิทยาลัย ดังจะเห็นได้จากในทุกเวทีของการสัมมนาสภานิสิตทั่วประเทศก็มักหยิบยกเอาเรื่องนี้มาถกคิดถกคุยกันอยู่เสมอๆ



เช่นกันนี้ผมจึงยกตัวอย่างให้ฟังว่าผมเป็นคนรุ่นแรกๆเลยก็ว่าได้ที่ชวนให้สภานิสิตออกไปทำงานนอกสถานที่กันบ้างเป็นต้นว่า “ไปทำค่ายเล็กๆ กับเด็กในโรงเรียนหรือหมู่บ้านต่างๆ” ...


ซึ่งครั้งนั้น- มีนิสิตโต้แย้งว่า “ไม่ใช่บทบาทของสภานิสิต”


ก็แน่หล่ะ...สภานิสิต เป็นองค์กรตรวจสอบไม่ใช่ผู้ปฏิบัติในทำนองนั้นเป็นแน่แต่ผมก็ไม่อาจบอกชัดว่านั่นคือกุศโลบายที่จะสอนให้สภานิสิตได้สัมผัสถึงความเป็นจริงในฐานะ “นักปฏิบัติ” เป็นคนเดินดิน ไม่ใช่กินอยู่บนวิหารสูงเสียดฟ้า หากไม่ลงพื้นที่บ้าง- ไฉนเลย เวลาพิจารณาโครงการจะเข้าใจและมองเห็นภาพของกิจกรรมเหล่านั้นได้ที่ควรจะเป็น


และนั่นยังรวมถึงนัยสำคัญของการละลายพฤติกรรมของสภานิสิตให้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันเพราะลำพังการนั่งประชุมเป็นครั้งคราวตามวาระนั้นก็หาใช่การสร้าง หรือหลอมรวมคนให้เป็นทีมเดียวกันได้เพราะส่วนใหญ่มานั่งพิจารณาโครงการแล้วก็กลับๆ กันไปไม่เห็นมีกระบวนการละลายพฤติกรรมทางความคิดกันเลยสมาชิกจึงเหมือนมาทำหน้าที่ให้เสร็จๆ ...แต่ละเลยที่จะก้าวเข้าไปเรียนรู้กันและกันเพื่อผูกโยงไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรของตนเอง


พร้อมกันนี้ผมยังยกตัวอย่างให้ฟังว่า ระยะหลังนั้นทำไมผมถึงพ่วงพาเอาสภานิสิตไปเยี่ยมค่ายต่างๆด้วยเสมอและนั่นยังไม่รวมถึงการย้ำให้สภานิสิตได้เข้าร่วมเป็นเกียรติในเวทีกิจกรรมต่างๆทั้งที่จัดโดยองค์การนิสิตสโมสรนิสิตชมรมและกลุ่มนิสิตเพราะนั่นคือการไปเรียนรู้-ไปดูด้วยตา-ไปเสวนาด้วยใจ ...เป็นการเปิดตัวต่อสาธารณะไม่ใช่นั่งวาดท่าอ่าองค์อยู่บนเก้าอี้ในห้องประชุมอันเย็นฉ่ำเท่านั้น ...

ส่วนประเด็นอื่นๆนั้นผมคงไม่ยกมากล่าวถึงในบันทึกนี้ทั้งที่เป็น เสือกระดาษ, หัวหลักหัวตอ, ตุ๊กตาถ่วงดุลฯลฯ


หากแต่ช่วงท้ายนั้นผมก็ไม่ลืมปลุกปลอบว่าแท้ที่จริงนั้นกิจกรรมนิสิตจะเข้มแข็งหรือไม่นั้นสภานิสิตคือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะสภานิสิตคือ “องค์กรสูงสุดในการทำกิจกรรมของนิสิต”ทำหน้าที่คล้ายกับกองกิจการนิสิตทุกประการขึ้นอยู่กับว่าสภานิสิตจะมุ่งมั่นให้ใจและเทใจกับภารกิจและพันธกิจนี้แค่ไหนเท่านั้นเอง


แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่พูดเลยในเวทีนั้นก็คือ ...
ผมไม่ปรารถนาให้สภานิสิต เป็นเหมือน
“หุ่นยนต์สนิมเกรอะ” ที่ไร้สมรรถนะ หรือไม่ก็เป็นเหมือนวาทกรรมที่คุ้นชินที่ว่า "เสือกระดาษ” หรืออะไรอีกมากมายที่สุดแท้แต่จะสรรหาคำมาเปรยเทียบได้หลายต่อหลายคนมานั่งเก้าอี้วางมาดทำงานในแบบซังกะตายเอาให้ผ่านๆเน้นการตรวจคำถูกคำผิดของแต่ละโครงการราวกับฝ่ายพิสูจน์อักษรของสำนักพิมพ์ยังไงยังงั้น


ครับ..เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้พูด
แต่ก็เชื่อว่าหลายคนคงพอเข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารแบบมีนัยสำคัญบ้างกระมัง

ใช่ ...สภานิสิต ต้องเดินติดดิน ไม่ใช่อยู่กินบนวิหารสูงเสียดฟ้า




๒๗ มิถุนายน
กาฬสินธุ์
สัมมนาพัฒนาศักยภาพนิสิต