คิดเรื่องงาน (47) : เดินติดดิน ไม่ใช่อยู่กินบนวิหารสูงเสียดฟ้า

การไปเรียนรู้-ไปดูด้วยตา-ไปเสวนาด้วยใจ ...เป็นการเปิดตัวต่อสาธารณะ ไม่ใช่นั่งวาดท่าอ่าองค์อยู่บนเก้าอี้ในห้องประชุมอันเย็นฉ่ำเท่านั้น


บันทึกที่แล้วผมให้น้องนิสิตแต่ละคนเขียนถึงมูลเหตุแห่งการตัดสินใจมาเป็นสมาชิกสภานิสิตของชาว “มมส”เพื่อเป็นข้อมูลหนึ่งของการสื่อสารไปสู่เรื่องบทบาทและสถานะของการเป็นสภานิสิต



อันที่จริงกระบวนการดังกล่าวนั้นผมตั้งใจให้แต่ละคนได้ทำการวิเคราะห์วิจารณ์ สำรวจตรวจสอบตัวเองให้ชัดอีกรอบเพื่อผูกโยงไปสู่การหลอมรวมความเป็นทีมในองค์กรภายใต้แนวคิด
“มาจากไหนไม่สำคัญ ...ขอเพียงมีเป้าหมายเดียวกัน (ก็พอแล้ว)

ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏออกมานั้นก็เห็นได้ชัดว่าส่วนหนึ่งหรือจะเรียกว่าส่วนใหญ่มักสื่อออกมาอย่างชัดเจนในทำนองว่า-มาเพราะถูกเพื่อนรบเร้าขอร้องแกมบังคับน้อยนักที่จะบอกอย่างหนักแน่นว่า-มาเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในวิถีกิจกรรมหรือมาเพราะต้องการทำประโยชน์ต่อสังคม



แน่ล่ะ,แทนที่ผมจะรับบทเป็นผู้สื่อสารแบบตรงไปตรงมาว่าปัญหาอันดับต้นๆที่ทำให้สมาชิกสภานิสิตทำงานกันอย่างไม่เต็มสูบนั้นเนื่องเพราะการไม่ได้ “พกใจ”มาด้วยผมก็ใช้เรื่องราวของแต่ละคนนั่นแหละสื่อสะท้อนออกมาด้วยตัวของมันเองโดยเมื่อเปิดเปลือยเสร็จสิ้นแล้วก็สรุปย้ำให้ทุกคนละวางที่มาที่ไปอันต่างกันนั้นไปเสียเพื่อจับมือ “เทใจ” ไปสู่เป้าหมายอันเดียวกัน


มาบัดนี้เมื่อถึงคราวต้องสื่อสารลงลึกในทางเนื้อหาเกี่ยวกับบทบาทและสถานะของสภานิสิตผมก็พลิกบรรยากาศของการสื่อสารนั้นอีกรอบ ด้วยการแทนที่จะพูดเอง หรือบรรยายเองก็เปลี่ยนเป็นการ “โยนไมค์”ให้แต่ละคนได้เขียนลงในกระดาษด้วยหัวข้อ “สภานิสิตในมุมมองของคุณและคนรอบข้าง”



คราวนี้แทนที่ผมจะบอกว่าสังคมในมหาวิทยาลัยฯ มีทรรศนะต่อสภานิสิต หรือการทำงานของสภานิสิตอย่างไรบ้างผมก็เปิดพื้นที่ให้พวกเขาสื่อสารออกมาทั้งในมุมของตัวเองและในมุมที่ได้รับรู้รับฟังมาจากคนรอบข้างเพื่อหวังจะใช้ข้อมูล หรือวาทกรรมเหล่านั้นเป็น “ภาพสะท้อน”หรือ “กระจกสะท้อน”ไปสู่ตัวเองอีกรอบซึ่งปรากฏมุมมองแนวคิดดังว่า

  • สภานิสิต คือ เสือกระดาษ
  • สภานิสิต คือ หัวหลักตัวตอ
  • สภานิสิต คือ องค์กรแห่งความเครียด
  • สภานิสิต คือองค์กรสูงสุดในการทำกิจกรรมของนิสิต
  • สภานิสิต คือ องค์กรพิทักษ์ประโยชน์ของนิสิต และมหาวิทยาลัย
  • สภานิสิต คือ องค์กรตรวจสอบความถูกต้องด้านการจัดกิจกรรมขององค์การสโมสรนิสิต ชมรมและพรรค (แต่ไม่เคยตรวจสอบตัวเอง)
  • สภานิสิต คือตุ๊กตาถ่วงดุลการทำงานขององค์การนิสิต
  • สภานิสิต คือองค์กรที่บ้าหลักการทำตัวเป็นนักพูดแต่ไม่ใช่นักปฏิบัติ
  • สภานิสิต คือองค์กรที่โดดเดี่ยวที่สุด(เพราะไม่มีทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่เข้าใจสภาพการณ์การทำงานของผู้อื่น)
  • สภานิสิต คือ องค์กรใหญ่ แต่มีคนทำงานน้อย





หลังการประมวลภาพสะท้อนข้างต้นเสร็จสิ้นลงผมก็ไม่วายชวนให้พวกเขาจัดหมวดหมู่ของประเด็นข้างต้นกันอีกรอบว่าในกลุ่มมุมมองเชิงบวกมีอะไรบ้างและในมุมมองเชิงลบมีอะไรบ้างจากนั้นก็ขมวดภาพแห่งความจริงที่ผมพบเจอเกี่ยวกับการทำงานสภานิสิตให้แต่ละคนได้ฟัง และร่วมเสวนากับผมไปเรื่อยๆ ...



บางห้วงผมก็หยิบเอาประเด็นข้างต้นมาขยายผลให้ชัดขึ้นเช่นมุมมองที่ใครๆ ก็มองว่า สภานิสิตเป็นองค์กรบ้าหลักการ ทำตัวเป็นนักพูด แต่ไม่ใช่นักปฏิบัติ” ซึ่งประเด็นนี้ผมก็สาธยายตามมุมมองของผมว่า ...


  • “ที่ผ่านมาเราปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่มาเป็นสภานิสิตนั้นส่วนหนึ่งมาแบบ “เสียมิได้”บ้างถูกเพื่อนร้องขอบ้างถูกบังคับกะเกณฑ์และอื่นๆ อีกจิปาถะซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่มีแรงขับจากภายในเสียเท่าไหร่พลอยให้ขาดแรงใจ (ไม่มีใจ)ที่จะบริหารงานอย่างที่ควรจะต้องเป็น และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ด้านกิจกรรมมาเท่าไหร่นักเรียกได้ว่าสภาทั้งสภา ครึ่งค่อนเป็น “มือใหม่”กันทั้งนั้นแหละกอรปกับที่ผ่านมาสภานิสิตมักคุ้นชินกับการนั่งพิจารณาโครงการให้ห้องประชุมไม่ค่อยสัญจรออกสัมผัสกิจกรรมในภาคพื้นสนามกับใครเขาจึงย่อมไม่มีต้นทุนในทางกิจกรรมสิ่งที่ทำได้และถนัดที่สุดจึงเป็นเสมือนการนั่งพิสูจน์อักษรในแผ่นกระดาษและพยายามแสดงบทบาทของผู้ตรวจสอบอย่างเต็มกำลังโดยไม่รู้ชินกับสภาพการณ์จริงของคนทำกิจกรรม...”


ผมพูดในทำนองเช่นนั้นจริงแต่ไม่วายย้ำให้ชัดว่าสภาพเช่นนี้มีให้พบเห็นอยู่แทบทุกมหาวิทยาลัย ดังจะเห็นได้จากในทุกเวทีของการสัมมนาสภานิสิตทั่วประเทศก็มักหยิบยกเอาเรื่องนี้มาถกคิดถกคุยกันอยู่เสมอๆ



เช่นกันนี้ผมจึงยกตัวอย่างให้ฟังว่าผมเป็นคนรุ่นแรกๆเลยก็ว่าได้ที่ชวนให้สภานิสิตออกไปทำงานนอกสถานที่กันบ้างเป็นต้นว่า “ไปทำค่ายเล็กๆ กับเด็กในโรงเรียนหรือหมู่บ้านต่างๆ” ...


ซึ่งครั้งนั้น- มีนิสิตโต้แย้งว่า “ไม่ใช่บทบาทของสภานิสิต”


ก็แน่หล่ะ...สภานิสิต เป็นองค์กรตรวจสอบไม่ใช่ผู้ปฏิบัติในทำนองนั้นเป็นแน่แต่ผมก็ไม่อาจบอกชัดว่านั่นคือกุศโลบายที่จะสอนให้สภานิสิตได้สัมผัสถึงความเป็นจริงในฐานะ “นักปฏิบัติ” เป็นคนเดินดิน ไม่ใช่กินอยู่บนวิหารสูงเสียดฟ้า หากไม่ลงพื้นที่บ้าง- ไฉนเลย เวลาพิจารณาโครงการจะเข้าใจและมองเห็นภาพของกิจกรรมเหล่านั้นได้ที่ควรจะเป็น


และนั่นยังรวมถึงนัยสำคัญของการละลายพฤติกรรมของสภานิสิตให้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันเพราะลำพังการนั่งประชุมเป็นครั้งคราวตามวาระนั้นก็หาใช่การสร้าง หรือหลอมรวมคนให้เป็นทีมเดียวกันได้เพราะส่วนใหญ่มานั่งพิจารณาโครงการแล้วก็กลับๆ กันไปไม่เห็นมีกระบวนการละลายพฤติกรรมทางความคิดกันเลยสมาชิกจึงเหมือนมาทำหน้าที่ให้เสร็จๆ ...แต่ละเลยที่จะก้าวเข้าไปเรียนรู้กันและกันเพื่อผูกโยงไปสู่การสร้างวัฒนธรรมองค์กรของตนเอง


พร้อมกันนี้ผมยังยกตัวอย่างให้ฟังว่า ระยะหลังนั้นทำไมผมถึงพ่วงพาเอาสภานิสิตไปเยี่ยมค่ายต่างๆด้วยเสมอและนั่นยังไม่รวมถึงการย้ำให้สภานิสิตได้เข้าร่วมเป็นเกียรติในเวทีกิจกรรมต่างๆทั้งที่จัดโดยองค์การนิสิตสโมสรนิสิตชมรมและกลุ่มนิสิตเพราะนั่นคือการไปเรียนรู้-ไปดูด้วยตา-ไปเสวนาด้วยใจ ...เป็นการเปิดตัวต่อสาธารณะไม่ใช่นั่งวาดท่าอ่าองค์อยู่บนเก้าอี้ในห้องประชุมอันเย็นฉ่ำเท่านั้น ...

ส่วนประเด็นอื่นๆนั้นผมคงไม่ยกมากล่าวถึงในบันทึกนี้ทั้งที่เป็น เสือกระดาษ, หัวหลักหัวตอ, ตุ๊กตาถ่วงดุลฯลฯ


หากแต่ช่วงท้ายนั้นผมก็ไม่ลืมปลุกปลอบว่าแท้ที่จริงนั้นกิจกรรมนิสิตจะเข้มแข็งหรือไม่นั้นสภานิสิตคือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะสภานิสิตคือ “องค์กรสูงสุดในการทำกิจกรรมของนิสิต” ทำหน้าที่คล้ายกับกองกิจการนิสิตทุกประการขึ้นอยู่กับว่าสภานิสิตจะมุ่งมั่นให้ใจและเทใจกับภารกิจและพันธกิจนี้แค่ไหนเท่านั้นเอง


แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่พูดเลยในเวทีนั้นก็คือ ...
ผมไม่ปรารถนาให้สภานิสิต เป็นเหมือน
“หุ่นยนต์สนิมเกรอะ” ที่ไร้สมรรถนะ หรือไม่ก็เป็นเหมือนวาทกรรมที่คุ้นชินที่ว่า "เสือกระดาษ” หรืออะไรอีกมากมายที่สุดแท้แต่จะสรรหาคำมาเปรยเทียบได้หลายต่อหลายคนมานั่งเก้าอี้วางมาดทำงานในแบบซังกะตายเอาให้ผ่านๆเน้นการตรวจคำถูกคำผิดของแต่ละโครงการราวกับฝ่ายพิสูจน์อักษรของสำนักพิมพ์ยังไงยังงั้น


ครับ..เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้พูด
แต่ก็เชื่อว่าหลายคนคงพอเข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารแบบมีนัยสำคัญบ้างกระมัง

ใช่ ...สภานิสิต ต้องเดินติดดิน ไม่ใช่อยู่กินบนวิหารสูงเสียดฟ้า




๒๗ มิถุนายน
กาฬสินธุ์
สัมมนาพัฒนาศักยภาพนิสิต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (18)

ชื่นชมการทำงานมากๆๆๆครับ...และชอบประเด็นในการตั้งชื่อมากครับ

เป็นกำลังใจให้ครับอาจารย์

สวัสดีค่ะอาจารย์

  • เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และน่าวิพากษ์จริง ๆ ค่ะ
  • หุ่นยนต์สนิมเกรอะ  เพียงหุ่นยนต์ก็แย่พอแล้ว ยังเป็นหุ่นยนต์สนิมเกรอะอีก
  • น่าคิดตามค่ะ  จะแวะมาเก็บรายละเอียดอีกรอบนะคะ วันนี้เวลาไม่อำนวยค่ะ

 

เขียนเมื่อ 
  • เห็นด้วยค่ะ ... การไปเรียนรู้-ไปดูด้วยตา-ไปเสวนาด้วยใจ ...
  • ช่วงเวลาดี ๆ ที่จะทำอะไรเพื่อสังคมมีไม่มากนัก อย่ามัวสงสัย อย่ามัววิพากษ์ พาสองเท้าก้าวเดินไปลุยในพื้นที่แบบสมองปลอดโปร่งว่างเปล่า  เปรียบเสมือนกระดาษขาว
  • อาจจะเขียนคำตอบขึ้นมาได้เอง จากการมองเห็นด้วยตาก็ได้ค่ะ
  • ขอบพระคุณค่ะ  อ่านบันทึกนี้แล้วนึกถึงรายการตาสว่างค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ อ.แผ่ดิน

สุขสันต์วันเข้าพรรษาค่ะ

เขียนเมื่อ 
  • เห็นด้วยค่ะ การไปเรียนรู้-ไปดูด้วยตา-ไปเสวนาด้วยใจ ...
  • การไปลงพื้นที่แบบสมองปลอดโปร่งว่างเปล่าเปรียบเสมือนกระดาษขาว เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยใจสัมผัสแล้ว อาจจะใช้ใจแทนดินสอ ขีดเขียนอุดมการณ์ที่จะทำเพื่อสังคมออกมาก็ได้ค่ะ
  • ช่วงเวลาที่ทำหน้าที่นี้ของนิสิตมีไม่มากนัก ไม่ควรเสียเวลากับข้อสงสัยหรือการวิพากษ์บทบาทหน้าที่กันนานนัก ควรไปสัมผัสจริงแบบไม่มีอะไรเลย ก็อาจจะได้อะไรกลับมาก็ได้ค่ะ
  • ขอบพระคุณค่ะ อ่านบันทึกนี้แล้วนึกถึงรายการตาสว่างค่ะ
เขียนเมื่อ 

อ่านบันทึกแล้วอุ่นใจประเทศไทยมากขึ้น

เขียนเมื่อ 

แวะมาทักทายก่อน..แล้วจะกลับมาอ่านใหม่ค่ะ

อาจารย์ แผ่นดิน สบายดีนะคะ...

สุขสันต์วันเข้าพรรษาค่ะ...^_^..

เขียนเมื่อ 

แวะมาอ่าน อดีตเคยอยู่ในตำแหน่งเหล่านั้น ภาพที่ออกมา เหมือนกับสมัยเรียนเลย

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ เสียงเล็กๆ

ขอบคุณมากๆ เลยที่หอบเอากำลังใจมาให้อย่างต่อเนื่อง-
ผมเป็นประเภท ตั้งชื่อบันทึกให้ยาว..และฟังดูดีไว้ก่อน  ส่วนเนื้อหานั้นดูเหมือนจะสวนทางกันอยู่มากนะครับ (ยิ้มๆ...)

....

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ...อิงจันทร์

เหตุที่ผมยกหุ่นยนต์มาเปรียบนั้น  เพราะผมไม่อยากให้นิสิตทำงาน เพราะคิดว่าเป็นแค่หน้าที่  ไม่มีชีวิตชีวา...เหมือนหุ่นยนต์ที่ขาดลมหายใจ  ทำงานตามคำสั่งเป็นตอนๆ ฉากๆ ไปเท่านั้นเอง

บางทีซ่อมแล้วก็ไม่คุ้ม...
นั่นคือวิธีการสอนและการให้กำลังใจในสไตล์ของผม-นะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ.คุณศิลา Sila Phu-Chaya

  • ช่วงเวลาดี ๆ ที่จะทำอะไรเพื่อสังคมมีไม่มากนัก อย่ามัวสงสัย อย่ามัววิพากษ์ พาสองเท้าก้าวเดินไปลุยในพื้นที่แบบสมองปลอดโปร่งว่างเปล่า  เปรียบเสมือนกระดาษขาว
  • อาจจะเขียนคำตอบขึ้นมาได้เอง จากการมองเห็นด้วยตาก็ได้
  • .....

    ขอบคุณคำแนะนำดีๆ ข้างต้นเหล่านั้นนะครับ
    ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง  กับมุมคิดที่บอกเล่าว่า  การเดินเข้าไปเรียนรู้แบบโปร่งโล่ง  ไม่มีมายาคติฉาบปรุงไปด้วยนั้น  จะช่วยให้เราได้รับรู้อะไรต่อมิอะไรอย่างหลากหลาย  และที่สำคัญก็คือ  มันคือการเรียนรู้ด้วยวิธีแห่งการสัมผัสจริงนั่นเอง

    บางทีก็เหมือนนักวิชาการมากมายนั่นแหละครับ  ลงชุมชนด้วยทฤษฎีมากมาย แต่ไม่เข้าใจในวิถีคติชนของสังคมนั้นๆ ...

    ....

    ขอบคุณครับ 

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ  berger0123

    เช่นกันนะครับ..
    สุขสันต์วันเข้าพรรษา
    คิดแล้วก็คิดถึงบรรยากาศเข้าพรรษาที่บ้านเกิดเอามากๆ ...ในวันพระผู้หลักผู้ใหญ่ นุ่งขาวห่มขาวไปถือศีลและนอนกันที่วัด  เคยได้ไปนอนด้วยเหมือนกัน  ตอนนั้นยังเด็ก....กลัว (ผี) น่าดู เลยครับ

    เขียนเมื่อ 

    ครับ คุณศิลา... Sila Phu-Chaya

    ช่วงเวลาที่ทำหน้าที่นี้ของนิสิตมีไม่มากนัก ไม่ควรเสียเวลากับข้อสงสัยหรือการวิพากษ์บทบาทหน้าที่กันนานนัก ควรไปสัมผัสจริงแบบไม่มีอะไรเลย ก็อาจจะได้อะไรกลับมาก็ได้

    ....

    ชัดเจนครับ-เหนือสิ่งอื่นใด  ผมก็ต้องการสื่อให้เขาตระหนักถึงแนวทางเหมือนที่คุณศิลากล่าวถึงข้างต้นนั่นแหละครับ  เพราะคงไม่มีอะไรดีไปกว่าการเรียนรู้จากการ "ลงมือทำ"  ด้วยตัวเอง

    นั่นคือวิธีการหนึ่งที่ผมเชื่อว่า  พวกเขาจะหลุดพ้นออกมาจากวังวนเดิมๆ  และค้นพบกระบวนการของการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมของเพื่อนๆ ได้อย่างเต็มที่

    ...

    ขอบคุณครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ...เบดูอิน

    ผมพูดกับคนที่บ้านเสมอ...
    ไม่มีพื้นที่ใดในประเทศไทยที่เราจะกังขาว่าควรค่าต่อการ "รักและเทิดทูน"

    ขอบคุณครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ... สีตะวัน

    ผมสบายดีครับ
    วันหยุดหลายวัน  ผมเลือกที่จะนอนพักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
    เพราะนั่นคือ สิ่งที่ผมขาดหายไปในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ขอบคุณครับ

    เขียนเมื่อ 

    ครับ อ. คนตานี

    สถานการณ์ หรือฉากชีวิตของคนกิจกรรมในสภานิสิตของสถาบันการศึกษาต่างๆ  ผมเชื่อว่ามีบรรยากาศที่ไม่ต่างกันมากนัก  ขึ้นอยู่กับว่าที่ใดจะขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่องเท่านั้นเอง

    สภานิสิต มีเวทีการสัมมนาร่วมกันหลากหลายมาก  แต่ละมหาวิทยาลัยเดินทางมาเสวนากันอยู่บ่อยๆ และต่อเนื่อง  ประเด็นที่ผมกล่าวถึง  ถูกหยิบมาวิพากษ์กันทุกครั้ง  แต่ก็ยังดูเหมือนว่า  ยังแก้ปัญหาไม่ได้ซะที  ซึ่งผมก็มองว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินัก  แต่ก็ดีใจที่ระยะหลัง  สภานิสิตของแต่ละแห่ง  ตะหนักในบทบาทของตัวเองมากขึ้น  และที่สำคัญก็คือ  ก้าวพ้นออกมาจากห้องประชุม  ตะลุยไปสู่กิจกรรมต่างๆ เคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนกิจกรรมอย่างไม่อิดออด...ได้ทั้งความรู้ ประสบการณ์  ข้อมูล..และเครือข่าย

    ...

    เวทีนั้น  ผมให้กำลังใจพวกเขา พอๆ กับการหยิกหยอกเป็นระยะๆ....

    ขอบคุณครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะอาจารย์

    ขอให้สุขกายสุขใจ ไข้หวัดห่างไกลๆๆๆๆ

    ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์...รังสรรค์งานดีๆเพื่อนิสิตไทยนะคะ

     

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ  พี่ แดง

    เช้านี้ ไม่มีฝน แต่อากาศก็คล้ายกับมีกลิ่นฝนซ่อนเร้นอยู่ในนั้น
    ถึงกระนั้น ก็ยังอยากจะบอกว่า อากาศในเช้านี้ สดชื่นเป็นยิ่งนัก
    พลอยให้ชีวิตในเช้านี้แจ่มใส และมีพลังมากไม่ใช่ย่อย

    ขอบคุณครับ...ขอให้มีพลังชีวิตเยอะๆ นะครับ