ทุกครั้งเมื่อข้าพเจ้าถูกตั้งคำถาม โตขึ้นอยากเป็นอะไร ? ,
คำตอบไม่อาจเปลี่ยนไปจากควบกล้ำหนึ่งคำหนึ่งพยางค์เป็นอย่างอื่นได้
เสมือนรอยต่อระหว่างทัศนคติภายในและโลกทัศน์ภายนอกเชื่อมประสานเป็นเรื่องราวเดียวกัน
แวดล้อมคือวิถีของการศึกษา โรงเรียนประจำจังหวัด ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน
การเป็นครูของแม่และความใฝ่รู้ของพ่อคือโลกประจำที่ข้าพเจ้าพบเห็นและเป็นอยู่
หลายครั้งที่พยายามเฟ้นคำอรรถาธิบายถึงคำตอบของความปรารถนากระโจนสู่หน้าที่อันยิ่งใหญ่
รับผิดชอบวิถีในการมีชีวิตของคนนับร้อยหรือกว่านั้น
และการดำรงตนท่ามกลางความคาดหวังจากสังคมภายนอก
ข้าพเจ้าตั้งข้อสงสัยกับตนเอง เหตุใดจึงไม่เลือกที่จะเรียนและประกอบอาชีพในสาขาอื่นที่รายได้สูง
ทำงานตามระบบกงล้อหมุน ไม่จำเป็นต้องคิดหรือใส่ใจกับสิ่งอื่นใด
นอกจากระวางตนเองตามตำแหน่งที่ได้รับ
แปดโมงเช้าเย็นสี่โมงครึ่ง เสาร์อาทิตย์พักผ่อน
แต่ทว่าองค์ประกอบของความสุขของข้าพเจ้ามีขึ้นด้วยความพอใจ ความเต็มใจและความตั้งใจ
ข้าพเจ้าเลือกที่จะเป็นครูด้วยเหตุผลสั้นๆ “ชอบ”
หลายครั้งที่หลายคนถกประเด็นถึงความต่างระหว่างผลตอบแทนที่จะได้รับและแรงงานที่ทุ่มเท
“ งานทุกอย่างก็เหนื่อย แต่ถ้าเป็นงานที่ชอบ มีความสุขกับงาน มันก็เหนื่อยน้อยลง ”
คนเปิดประเด็นความต่างข้างต้นก็ล้วนสถาปนาตนในบทบาทครูทั้งสิ้น
ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถให้ข้อสรุปได้ว่า ครูกว่าหมื่นแสนคนของประเทศนี้
เลือกเรียนครูเพียงที่เป้าหมายของการเลี้ยงปากท้อง
หรือเลือกเรียนครูที่สำนึกภายใน -มองเห็นความถ่อยบางอย่างของการศึกษา
และปรารถนาจะเป็นแรงขับเคลื่อนเล็กๆที่จะสร้างสรรค์ ? .
ข้าพเจ้าคาดหวังบรรจุตนเองลงในพื้นที่ใดสักแห่งของประเทศนี้
ส่งผ่านชีวิตจากผู้เรียน-ผู้รับเป็นผู้สอน-ผู้ให้ ด้วยวิธีการสอนของตนเอง
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
อาจไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและการเรียนรู้ของผู้เรียนในบางพื้นที่
หลักสูตรที่เหมาะสมคือหลักสูตรที่สามารถรองรับผู้เรียนได้มากกว่าผลสัมฤทธิ์หน้ากระดาษ
สำคัญกว่านั้นคือการเรียนและสอนเพื่อการมีชีวิต เช่น ครูไพรัช สู่แสนสุข
ครูผู้สอนในโครงการครูหลังม้าบนพื้นที่อำเภอขุนยวมในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
กล่าวถึงการเป็นครูดอยว่ามิใช่เพียงมาให้ความรู้ก.ไก่ ข.ไข่แล้วก็ไป
แต่เราต้องลงเรียนรู้สัมพันธ์ชุมชน คลุกคลีกับวิถีชาวบ้าน เด็กไปไร่ เราไปไร่กับเด็ก
พ่อแม่ปู่ย่าตายายมีโอกาสเรียนร่วม ระบบการสอนเป็นแบบไม่แบ่งแยกชั้นเรียน (Non-Grade)
ทุกคนในหย่อมบ้านสามารถเรียนภาษาไทยจากสื่อเคลื่อนที่
การเรียนรู้เกิดขึ้นทุกขณะ ถือเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริง
กระทั่งวันนี้คำตอบของคำถาม “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” ยังคงเสถียรเช่นเมื่อสิบแปดปีที่ผ่านมา
ความเป็นครูบ่มเพาะผ่านรูปแบบการดำเนินชีวิต “การให้และอดทน”
อดทนต่อความไม่รู้ อดทนต่อศักยภาพที่แตกต่าง
อดทนต่อแรงบีบคั้นและการประเมินค่าจากสังคม รวมทั้งการให้เสมือนแม่น้ำที่ไม่มีวันแห้งขอด .