ผ่าศพเด็ก

            ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 10 ปีก่อน พ.ศ. 2534 ตอนนั้นผมเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 อันเป็นปีที่เรารู้ดีว่า ใครทุกคนที่จะเป็นหมอ ต่างเฝ้ารอการขึ้นตึก gross ตึกที่มีแต่ศพ ทว่าศพที่นอนเรียงกันอยู่นั้น เรากลับเรียกท่านว่า "อาจารย์ใหญ่" อาจารย์ที่สอนโดยไม่พูดไม่จา อาจารย์ที่ไม่เคยดุด่าเวลาถูกเราเชือดเฉือน จะมีบ้างหากเราออกนอกลู่นอกทางท่านก็จะไปตักเตือนเราที่ห้องนอน เป็นต้นว่า หากเราไม่นำขาท่านลงมาวางนอนตามท่าปกติ ท่านก็จะบ่นกับเราในฝันว่า "เมื่อยขา" ทุกวันนี้จบมาเป็นหมอตั้งนานแล้ว ก็ยังอดคิดถึงวันเหล่านั้นไม่ได้

            แต่ครั้งนี้ที่กำลังจะเล่ากลับไม่น่าคิดถึงเท่าไหร่นัก เพียงด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องทำให้มายืนอยู่ที่หน้าห้องผ่าศพอีกครั้ง เป็นห้องผ่าศพของโรงพยาบาล ห้องผ่าศพเพื่อชันสูตรหาสาเหตุการตาย และคนที่ตายอยู่ตรงหน้าก็เป็นเด็กผู้หญิงอายุราวขวบปีเศษ

            ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน ผม ในฐานะของหัวหน้างานสิทธิเด็กและสตรี ได้รับรายงานว่า มีเด็กผู้หญิงอายุราวขวบกว่าๆ ได้มารับการรักษาพยาบาลด้วยเรื่องหยุดหายใจ อาจารย์ที่ภาควิชากุมารฯที่เป็น in charge ได้ตรวจพบความผิดปกติบางอย่างที่น่าสงสัยว่าเด็กคนนี้อาจจะถูกทำร้ายร่างกายมาก่อน คำว่ามาก่อนนั้น หมายความว่า นานมาแล้วที่เธออาจจะถูกทำร้ายเรื้อรัง อะไรที่ทำให้อาจารย์คิดแบบนี้

            ประเด็นก็คือ เด็กมีกระดูต้นแขนหัก หักในลักษณะที่คล้ายกิ่งไม้ถูกบิด หักแบบที่คนเป็นแม่บอกว่าไม่รู้ว่าลูกกระดูกหัก ทั้งๆที่แขนข้างนั้นหดสั้นกว่าอีกข้างหนึ่ง เมื่อเห็นดังนั้นอาจารย์จึงส่งเอกซเรย์ตรวจกระดูกทั้งตัว ก็ยังพบว่ามีกระดูกซี่โครงหักอีกกว่า 6 จุด และแต่ละจุดมีระยะเวลาการหักที่แตกต่างกัน นี่นับว่าเป็นประเด็นหลักในการระบุว่า น่าจะเกิดการทำร้ายร่างกายแบบเรื้อรัง เพราะกระดูกหักหลายหน หักกันคนละหน  

            เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณหมออ๊อด นิติแพทย์ในทีมของเราจึงบอกให้รีบแจ้งความกับเจ้าพนักงานสอบสวนทันที และเมื่อแจ้งความเรียบร้อยเธอก็สิ้นใจไป จึงเป็นที่มาของการตรวจศพในครั้งนี้ครับ

            ที่ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาล จะมีมุมหนึ่งเป็นห้องเก็บศพ และใกล้ๆกันนั้นจะมีห้องชันสูตรพลิกศพด้วย ห้องตรวจที่มีความความสำคัญอย่างยิ่งในการหาสาเหตุการตาย ตอนนี้เรามีอาจารย์นิติแพทย์3 คน ทราบมาว่าปริมาณการตรวจศพก็มากขึ้นไปด้วยเช่นเดียวกัน เฉลี่ยแล้วแทบจะวันละศพ

            เมื่อเริ่มเดินเข้าห้อง เขาบอกว่าเราต้องเดินเข้าทางหนึ่ง และเดินออกทางหนึ่ง ผมก็ถามว่า "เป็นเคล็ดเหรอ" อาจารย์อ๊อดบอกว่า "เปล่าครับพี่ เป็นมาตรฐานในการจัดการด้านการระบายอากาศครับ" "อ๋อ ดูดีครับ ดูดี" ผมต้องสวมเสื้อกาวน์ทับด้านนอก สวมหมวกและใส่หน้ากากปิดจมูกอีกที แล้วเดินเข้าไป

            ห้องตรวจศพดูโล่งกว้าง มองเห็นเตียงตรวจอยู่ 1 เตียง หนึ่งในนั้นมีร่างไร้ลมหายใจนอนอยู่ เธอที่มีอายุขวบเศษนั่นเอง ร่างที่นอนแน่นิ่งทอดกายอยู่นั้นพร้อมที่จะได้รับการตรวจจากทีมงานของนิติเวชแล้ว ผมเป็นคนสุดท้ายที่เดินเข้ามา อาจารย์อ๊อดจึงเริ่มพลิกร่างกายเด็กเพื่อหาร่องรอยทางร่างกายภายนอกอย่างละเอียดยิบ ดูไป อธิบายให้เราฟังไป มีน้องนักนิติวิทยาคอยถ่ายภาพและบันทึกผลการตรวจอยู่ 1 คน ถ่ายภาพไป จะเป็นลมไป "อ้าว...แล้วกัน นี่หนูยังไม่ชินอีกเหรอครับ" ผมถามไปด้วยอาการออกจะงงเล็กน้อย "เปล่าค่ะอาจารย์หนูกำลังแพ้ท้อง" ฮา....

            เมื่อตรวจภายนอกเสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็ใช้มีดกรีดที่หนังศีรษะเพื่อเริ่มการตรวจสมอง เราพบว่าไม่มีร่องรอยการแตกของกระโหลก เยื่อหุ้มสมองดูปกติ อาจารย์อ๊อดเล่าว่า หากเราเปิดดูสมองแล้วพบก้อนเลือด นั่นแสดงว่า เลือดนี้ออกก่อนตาย แต่ที่เราพบคือเลือดไหล นั่นคือเลือดนี้ออกเพราะเราเปิดผ่าเข้าไปตอนนี้นี่เอง จากนั้นไปเพียงครู่หนึ่ง สมองก็ออกมาทั้งก้อน รอรับการชั่งน้ำหนัก และโอนไปให้พยาธิแพทย์เพื่อเตรียมการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้นอาจารย์อ๊อดก็เริ่มใช้มีดกรีดผิวหนังตั้งแต่ระดับคอลงไปถึงท้อง ดูชั้นไขมันและชั้นกล้ามเนื้ออย่างละเอียดยิบ เพื่อหาร่องรอยเลือดออกบริเวณชั้นเหล่านี้ ผ่านไปอีกครู่หนึ่งอวัยวะภายในทั้งหมดก็ออกมารับการชั่งน้ำหนักและตรวจตราอย่างละเอียด

            เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงก็ถึงเวลาดูโครงกระดูกบ้างแล้ว คราวนี้ก็ได้ระทึก เมื่อเราผ่าจนถึงกระดูกต้นแขนที่หักจนแขนสั้น ลักษณะกระดูกที่บิดนั้นเป็นการหักที่นานระยะหนึ่ง มันติดแล้ว เราคนหนึ่งในทีมงานก็ถามออกมาว่า "แล้วเธอไม่เจ็บแย่เหรอ" เออสินะ ตอนนั้นก็ไม่ได้ไปหาหมอ (ตามที่แม่เล่ามา) แค่เอายามานวดให้ลูก เพราะลูกบ่นว่าเจ็บ แต่เรากลับเชื่อแทบไม่ลง เพราะกระดูกชิ้นใหญ่ที่หักไปนี้ คงไม่น่าจะแค่บ่นเจ็บ (ขนาดลูกสาวของผม หกล้มมีรอยถลอกที่หัวเข่านี๊ดเดียว เธอยังเดินกะเผลก โวยวาย ร้องไห้ไม่ยอมอาบน้ำไปทั้งคืน) แต่นี่กระดูกหักเชียวนะครับ ไม่เชื่อก็ลองให้กระดูกเราหักดูบ้าง เราคงจะรู้ว่าเจ้าหนูน้อยมันเจ็บแค่ไหน เมื่อหันมาพิจารณาดูซี่โครง ก็พบว่าซี่โครงหักไปด้านละ 3 จุด แต่ละจุดมีลักษณะการเชื่อมติดที่ต่างระยะเวลากัน บ่งว่าเธอคงมีกระดูกหักหลายหน ไอ้หย๋า...(ตั้งใจสะกดผิดเองครับ ให้ถึงอารมณ์หน่อย) แล้วเธอจะหายใจได้อย่างไร

            ระหว่างที่การตรวจกำลังจะเสร็จสิ้น ผมก็ได้เปรอยถามอาจารย์อ๊อดว่า "แล้วนี่ หากมีศพที่ค้างมาหลายวัน แล้วเขาไม่ได้แช่เย็นมา จะตรวจกันอย่างไร" ผมกำลังหมายความว่า กำลังอืดได้ที่น่ะครับ "ก็ตรวจทั้งอืดๆนั่นแหละครับพี่แป๊ะ" อาจารย์อ๊อดเลยเล่าต่อไปว่า บางครั้งมีพยานติดมาด้วยเป็นโขยง คลานยั้วเยี้ย บางสายพันธุ์กระโดดได้ บางรายมีพยานหลายระยะ ตั้งแต่ตัวอ่อนหนอนยันดักแด้ก็มี ก็ต้องผ่าศพตรวจกันไป เพราะทุกอย่างคือกระบวนการทำงานเพื่อความยุติธรรม "แล้วเรื่องกลิ่นล่ะ" ผมอยากรู้ลึกลงไปอีกหน่อย "ก็ทนดมไปครับพี่ เริ่มชินแล้ว บางทีได้กลิ่นกันทั้งตึกพยาธิ (อ่านว่า พะ-ยา-ทิ ไม่ใช่ พะ-ยาด)" "แล้วทำไมไม่จัดการเรื่องกลิ่นให้ดีล่ะ" ถามไปก็เลยนึกย้อนไปจนเห็นอดีตที่ผ่านมา ว่าครั้งหนึ่งผมได้เดินผ่านห้องเก็บศพ (เขาเรียกกันว่า ห้องโพสต์) ได้เห็นศพ 3 ศพนอนเรียงกันอยู่ตรงทางเดิน ศพที่เสียชีวิตจากเหตุการน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายปี 2543 เพียงแค่เดินผ่านศพในระยะ 2 เมตร กลิ่นก็ติดประชิดจมูก ชิดไปจนถึงหัวใจ แต่นี่เพื่อนร่วมงานของผมกำลังทำงานกับศพ ซึ่งคาดเดาไม่ได้ว่าจะมาในรูปแบบไหน มีพยานติดตามมาด้วยกี่หมื่นตัว ร่วมกับกลิ่นที่ไม่รู้จะให้สาธยายได้อย่างไร เอาเป็นว่า บางครั้งคนที่ทำงานในชั้น 3 ของตึกพยาธิก็ยังได้กลิ่นกันเลย (อันนี้ยืนยัน เพราะผมเองก็เคยได้กลิ่นมาแล้ว) อีกทั้งห้องตรวจศพก็อยู่ชิดกับห้องตรวจผู้ป่วยนอกของแผนกรังสีรักษา แทบจะนึกได้เลยว่า คนไข้มะเร็งที่มารับการรักษาที่ทรมานกับมะเร็งอยู่แล้ว ต้องมานั่งปลงสังขารกับสิ่งที่ลอยมาติดจมูกกันอีกสักเท่าไหร่

            ยังไม่ทันจะคิดได้นาน อาจารย์อ๊อดก็ตอบไวเกินคิด "ขอไปนานแล้วครับพี่ แต่ยังไม่ได้สักที" "ขออะไรวะ" "ก็เรื่องกลิ่นที่พี่แป๊ะถามนั่นแหละ โรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน เขาต้องมีระบบกำจัดกลิ่นและฆ่าเชื้อโรคได้ เตียงควรมีระบบดูดกลิ่นลงข้างล่างผ่านท่อไป เพื่อไม่ให้กลิ่นและเชื้อโรคลอยขึ้นมาติดคนผ่าได้ ลองนึกดูนะครับ หากคนไข้ที่เราเกิดทราบทีหลังว่าตายจาก meningococcemia (ไข้กาฬหลังแอ่น ไม่ใช่ ไข้นกนางแอ่นนะครับท่าน) คนผ่าจะเสียวสันหลังแค่ไหน ต้องรีบไปกินยากันเป็นแถว" เออ...จริงด้วย ไอ้เราก็นึกว่าคนตายไปแล้วจะไม่สามารถนำโรคได้เสียอีก แบบนี้ผมให้คะแนนในเรื่องอาชีวะอนามัยเท่ากับศูนย์ครับ

            หนูน้อยเธอได้รับการตรวจอย่างละเอียด และถูกเย็บร่างกายให้ดูเหมือนปกติที่สุด เธอหลับตานิ่ง ผมมองหน้าเธออีกครั้งพลางส่งจิตอธิษฐานไปว่า "ไปเถิดลูก ไปเกิดใหม่ ไปเกิดกับคนที่เขารักเรา อย่าได้ถูกรังแกเหมือนชาตินี้ภพนี้ สิ้นเวรสิ้นกรรมไปแล้ว อย่าได้จองเวรซึ่งกันและกันเลยนะ"