พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
ในช่วงเวลาไม่นานที่ผ่านมา มีข่าวการเสียชีวิตของคนที่มีชื่อเสียงในสังคมหลายคน จึงใคร่ขอฉวยและโหนโอกาสมาปรารภและปราศรัยเรื่องความสะทกสะท้อน ความรู้สึก ในการเกิดมรณานุสติ (อย่างไม่ได้ตั้งใจ) กันสักบทความหนึ่ง
ทีี่จริงแล้ว คนตายมีตลอดเวลา แต่ถ้าชื่อเสียงไม่โด่งดัง ผลกระทบในวงกว้าง (มากๆ) ก็ไม่มี แต่การตายทุกครั้งมีผลกระทบต่อสังคมไม่มากก็น้อยเสมอ เพราะไม่มีชีวิตใดๆที่หลุดพ้นไม่เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ หรืออาจจะเป็นเพราะชื่อเสียงโด่งดังเหล่านี้ ทำให้เกิดความรู้สึก (แปลกๆ) คือความใกล้เคียงเป็นอมตะหรือเปล่า ที่พอนำมาเคียงคู่กับคำว่า "ตาย" จึงเกิดความสะเทือนใจมากเป็นพิเศษ
เมื่อวานนี้ มีน้องนักศึกษาทันตแพทย์ปีัหนึ่งกลุ่มหนึ่ง กับอาจารย์ที่ปรึกษา มาคุยกันเรื่องกิจกรรมพิเศษเรื่องการศึกษาชีวิตมนุษย์ (น่าอิจฉาที่นักศึกษาทันตะได้เรียนวิชานี้ แต่นักศึกษาแพทย์กลับไม่ได้เรียน อันนี้ก็เป็นความสะท้อนใจวูบหนึ่งที่เกิดขึ้น) ซึ่งเขาจะใช้เวลาถึงสองเดือนในการใช้ประสบการณ์ตรงมาเขียนรวบรวมเป็น diary และรายงาน น้องกลุ่มนี้อยากจะมีโอกาสมาพูดคุยสัมภาษณ์ผู้ป่วยระยะสุดท้าย ญาติ และอาสาสมัคร เพื่อจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง จึงมาคุยว่าจะเรียนอะไรบ้าง จะเขียนอะไรบ้าง (โครงการ) จะต้องทำอะไรบ้าง
ปรากฏว่าพอน้องเขาถามคำถาม และนำเสนอสั้นๆทีละคนว่าทำไมถึงได้อยากทำเรื่องนี้ คนที่เริ่มเรียนก่อนก็คือตัวผมเอง เพราะมีคำถามหลายๆคำถาม ที่ย้ำให้เราใคร่ครวญถึงสิ่งที่เรากำลังทำ และสิ่งที่เรากำลังคิดว่าเรากำลังทำอยู่
- อยากจะหาวิธีพูดที่เป็นกำลังใจคนไข้ ไม่ทำให้เขาเสียใจค่ะ
- อยากจะทราบว่าคนที่อยู่ในสภาวะแบบนี้ เขาคิดยังไง และสู้ต่อไปได้อย่างไร
- มีอะไรที่เราไม่ควรพูด ไม่ควรทำไหมคะ กลัวจะพูดผิดน่ะค่ะ
- เคยดูแลคุณตาครับ ท่านป่วยอยู่ที่บ้านอยู่นานก่อนจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
- จะรู้สึกอย่างไร ถ้าขณะที่เราทำความดี แต่มีคนยังจะฟ้องร้องเรา หรือแม้กระทั่งทำร้ายเรา
- learning objectives ควรจะมีอะไรบ้าง?
- กระบวนการเรียนควรจะมีอะไรบ้าง?
- ให้คะแนนวิชานี้อย่างไร?
คำถามและการสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้ผมนึกย้อนไปในขณะนี้และรู้สึกได้ว่า จริงๆแล้วตอนนั้น ผมไม่ได้อยู่กับน้องๆที่มาคุยตลอดเวลา แต่ใช้เวลาส่วนหนึ่งจมลึกลงไปในตัวเอง และคงจะพูดอะไรออกมาหลายอย่างที่จริงๆแล้วเป็นการพูดกับตัวเองมากกว่าที่กำลังพูดกับน้องๆ
เราจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง เมื่อได้มาอยู่ร่วมกับคนที่กำลังจะเสียชีวิตและญาติๆของเขา?
ไม่ทราบจะเริ่มต้นตรงไหนนี้ ผมลองถามน้องๆว่า มีใครเคยใกล้ชิดกับความตายไหม ก็มีน้องทันตะคนหนึ่ง บอกว่าเขาเคยดูแลคุณตาที่ป่วยเป็นมะเร็งที่บ้านหลายปี ต้องป้อนข้าว ป้อนน้ำ แต่ก็ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ที่เหลือไม่เคยเห็นคนตายเหมือนกัน (สะท้อนถึง profile การตายในปัจจุบัน ที่มักจะเกิดขึ้นในที่ลึกลับ เสร็จแล้วต่อไปห้องชัณสูตร เสร็จแล้วอาจจะต่อไปห้องแถลงข่าว และส่วนหนึ่งก็สัมผัสกับความจริงนี้ โดยอ่านมรณกรรมประกาศ (obituary) ทางหน้าหนังสือพิมพ์ไป (ใครลองจินตนาการเมื่อชื่อของเราไปปรากฏอยู่บนหน้านี้ จะได้ความรู้สึก "เหนือจริง" (surreal) เกิดขึ้น) ดูเผินๆ เหมือนการตายระบบสายพาน หรือไหลไปตามครรลอง มีคนมาเก็บงานทีละส่วนๆ จนสิ้นสุด แล้วก็รอเวลาเมื่ิอชิ้นใหม่ งานใหม่ ไหลเข้ามาต่อไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด
ผมอ่านเจอที่ไหนว่า "เมื่อมีคนเสียชีิวิตนั้น เปรียบได้เสมือนกับห้องสมุดหลังหนึ่งไฟไหม้หายไปเลยทีเดียว" (อยากให้มีคน confirm quote นี้ด้วยครับ)
เรื่องราวที่เป็น "กิจกรรมทบทวนชีวิต" หรือ life review ที่เกิดขึ้น ณ วาระนี้ แต่ละคนก็จะมีเวลาไม่เท่ากัน และในสภาวะสุขภาพที่ไม่เหมือนกัน
เมื่อวานนี้เอง ก่อนที่จะได้มาคุยกับน้องๆทันตะ ผมไปเยี่ยมคนไข้รายหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชาย อายุ 18 ปี แต่เป็นมะเร็งกระดูกระยะลุกลาม กระจายไปทั่วตัวแล้ว แต่ที่ทำให้เขาทุกข์มากเมื่อตอนเราไปคุย กลับเป็นเรื่องราวชีวิตก่อนหน้านี้ ที่เขาออกมาจากบ้าน ระเห็ดระเหเร่ร่อนไปอยู่กับคนอื่นตั้งแต่เด็กๆ เพราะที่บ้านพ่อกับแม่แยกทางกัน ทะเลาะกัน น้องสาวก็หนีออกจากบ้านเช่นกัน มีประโยคหนึ่งที่ผมถาม ก็คือ "ทุกวันนี้หาความสุขได้จากการทำอะไรบ้าง?"
คนไข้ก็ตอบว่า "ไม่มีครับ"
เราถามต่อไปว่า "แล้วในอดีตล่ะ ก่อนหน้านี้ ชอบทำอะไร มีความสุขตอนไหน?"
คนไข้นิ่งคิดอยู่นาน... นำ้ตาไหล
"นึกไม่ออกครับ....."
นึกถึงตอนที่ผมเคยบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ฟัง บางที ณ เตียงสุดท้ายที่เรากำลังนอนอยู่นั้น สิ่งสุดท้ายที่เรามีคือ "ความทรงจำ" นั่นเอง และหน้าที่ของเราก็คือเอื้ออำนวยความสะดวกทุกอย่าง เพื่อให้ความทรงจำดีๆกลับมาในตอนนี้ ที่จะหล่อเลี้ยงเขาไปให้ได้ เช่น การดูแลอาการปวด อาการเหนื่อย อาการต่างๆให้ดี แต่ก็มีบางครั้งที่เราพบเขาเมื่อสายเกินไป เพราะคนไข้บางรายจะทนทุกข์กับ "ความทรงจำเก่า" บางประการที่รอเวลาโผล่ปรากฏมาหลายปี แต่ถูกกดเอาไว้ด้วยพลังมากมาย เพราะเราไม่อยากจะจัดการกับมัน และเมื่อร่างกายเราเปราะบางลง พลังที่กดไว้ไม่พออีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ก็จะประเดประดังพังทลายลงมาเหมือนเขื่อนที่แตกร้าวลง
คนไข้รายนี้ ไม่ได้มีแต่ประสบการณ์เลวร้ายเพียงอย่างเดียว เขาเคยทำงานที่ car-care centre แต่เมื่อร้านต้องปิดลง เจ้าของร้านก็อุตส่าห์พาไปหานายเก่า ที่มีโรงกลึง และก็รับเขาไปทำงานด้วย ฝึกงาน ฝึกประกอบอาชีพ นายใหม่คนนี้เคยถามเขาว่าอยากเรียนต่อไหม เขาจะส่งเรียนให้ แต่ด้วยความเกรงใจจึงได้ปฏิเสธไป ถามว่า "นายคนนี้เป็นคนอย่างไร?" คนไข้ก็บอกว่า "เป็นคนน่ากลัวแต่ใจดีครับ" "น่ากลัวยังไงเหรอ" "แกเป็นคนเสียงดัง สั้น ห้วน (ตามประสาคนใต้) แต่จริงๆแล้วแกใจดีครับ"
ผมบอกกับพยาบาลที่ ward ว่าคนไข้รายนี้อาจจะได้ประโยชน์จากอาสาสมัครข้างเตียง เพราะแกมี broken family และทุกข์ของแกเกิดจาก relationship ที่เปราะบางมาตลอดทั้งชีวิตโดยเฉพาะจากพ่อและแม่ ส่วนกับหมอกับพยาบาล แกประทับใจมาก คุณพยาบาลก็ยิ้ม แต่บอกว่า "แต่บางทีเราก็เสียงดังนะคะ เพราะแกได้มอร์ฟีนเยอะ สลึมสะลือ" ผมเลยบอกพยาบาลแกไปว่า "น้องคนนี้ เขามี good impression กับเสียงดังครับ เพราะคนเสียงดังที่เขาเจอนั้นใจดี"
ตอนที่ผม recite เรื่องราวนี้ขึ้นในสมอง เกิดขึ้นตอนที่เราคุยกับน้องๆทันตะว่า "เราจะได้อะไรบ้าง อะไรคือ learning objectives ที่เราจะได้จากกิจกรรมเหล่านี้" ในที่สุดผมก็ตอบว่า "ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเราจะได้อะไรบ้าง แต่มันป่วยการที่จะ label ไว้ก่อนว่าเราจะได้อะไรบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้น มันเป็นการเตรียมตัวอะไรบางอย่าง ที่เราสมควรจะได้ เราจึงได้ไปอยู่ตรงนั้น ถ้าเราไปแสวงหาโดยตั้งเป้าไว้ก่อน เราอาจจะพลาดสิ่งที่ถูกส่งมาให้เราเรียนโดยเฉพาะในวันนั้นไป"
แม้กระทั่งสิ่งที่คนไข้รายนี้กำลัง "สอนเราอยู่" เขาเองก็อาจจะไม่รู้ตัว น้องทันตะคนหนึ่งบอกว่า "หนูอยากจะทำเรื่องนี้ เพราะมันเป็นการให้ และน่าจะเป็นความดีด้วย" เมื่อผมคิดถึง case คนไข้รายนี้ ผมจึงบอกไปว่า "ก็จริง.. แต่บางที เราอาจจะไม่ได้เป็นผู้ให้หรอกนะ ที่เราไปอยู่ที่นั่น บางครั้งเราพบว่าเรากำลังไปเรียน และเรากำลังไปเอา มากกว่าที่เราจะให้คนไข้เสียอีก"
จิตที่ "อหังการ" ทำให้เราเกิดความฮึกเหิมคะนอง ทรงพลัง อาจจะทำให้เรามีความกระชุ่ม กระชวย และมี "ไพ่ขลิบทอง" อยู่ในมือ ที่เรามีไว้่เล่นในเกมแห่งชีวิต ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่จิตอหังการอาจจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ได้เหมือนกัน ถ้าเรา "สรุป" ไว้ก่อนว่าเราไปในฐานะผู้ให้ ไม่ได้เป็นผู้รับ
และข้อสำคัญ เราอาจจะ "ขาดความรู้สึกกตัญญูรู้คุณ" ไป ซึ่งเป็นอีกบทเรียนหนึ่ง ที่เราควรจะได้เรียน ในขณะที่เรามีอภิสิทธิ์ไปยืนอยู่ในห้องเรียนชีวิตนั้นๆ
ถ้าหากเราไปทำงาน (และเป็นคำเหมือนกับ "ไปเรียน") ณ เวลานั้นเอง ที่เรากำลังรับหน้าที่สืบทอดองค์ความรู้ในห้องสมุดชีวิตส่วนตัวของเรา สืิบทอดเพื่ออะไรเล่า? ก็เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้กับใครที่กำลังรอรับอยู่สักคนหนึ่งในอนาคต อาจจะเป็นคนที่เรายังไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำในตอนนี้ แต่เราได้มาเรียน เพื่อจะเป็นตัวเชื่อมความรู้ตรงนี้ไปหาคนสมมติคนนี้ที่กำลังรอเราอยู่ หรือแม้กระทั่งอาจจะนำไปใช้ กับคนที่เรารู้จัก กับญาติพี่น้อง และสุดท้ายกับตัวเราเองก็เป็นได้
อาทิตย์ที่แล้ว มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่จำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อน ผมเคยลาหยุดงาน และเดินทางจาก ม.อ. ไปกรุงเทพเพื่อไปชมคอนเสิร์ตไมเคิล แจกสัน (ชุดที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกนั้นแหละครับ) เลยถามผมว่ารู้สึกยังไงบ้าง คงจะเข้าใจว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของไมเคิล แจกสัน ผมก็พึ่งทราบข่าวจาก CNN ตอนกลางคืนว่าไมเคิล แจกสันตาย (ไล่ๆกับฟารา ฟอเซท) อายุอานาม 50 ปี ก็สะท้อนใจ นั่งเหม่อมอง internet ก็ค่อยๆได้อ่าน life review ของไมเคิล แจกสัน ที่ค่อยๆผุดโผล่ขึ้นเป็นชุดๆ นั่งชม video การแสดงคลาสิกมากมาย ก็รู้สึกว่าไม่ว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร ทำอะไรไว้บ้าง แต่คนๆนี้ "ทิ้งอะไรไว้" มากมาย มากกว่าคนอีกหลายๆคนจะได้ทำให้กับโลกที่เราอยู่นี้ การจะด่วนตัดสินคนๆหนึ่ง ดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และไร้สาระอย่างสิ้นเชิง มากกว่าการที่เราควรจะพยายามเรียนรู้ว่า ในช่วงชีวิตหนึ่ง สิ่งที่เรากำลังจะ "ตกทอดไว้ให้คนรุ่นหลัง" คงจะไม่ได้มีเพียงเนื้อหนัง มังสา เขา กระดอง แต่เป็นสิ่งอื่นมากกว่า
พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
เราควรคิดถึงสิ่งดีของคนที่จากไป
โดยเฉพาะไมเคิล แจ๊กสัน ว่าเขาทำสิ่งดีดีเก็บไว้ในโลกนี้ให้ชนรุ่นหลังได้เรียนรู้มากกว่าจะขุดคุ้ยเรื่องอื่นนะคะ
เรื่องที่น่าคิด ทำไมคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ทำไมเขาไม่มีคนที่จะคอยดูแล รักษาให้ชีวิตของเขาให้ยาวนานกว่านี้ได้?............
สวัสดีครับ
จริงครับเรามีอภิสิทธิ์ ที่ได้เรียนรู้ชีวิตผู้คนได้อย่างลึกกว่าใครหลายคนจะมีโอกาส
ขอบคุณคนไข้ที่สอนเราด้วยชีวิตของเขา
สวัสดีค่ะ
มาอ่านเรื่องราวดี ๆ ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
หากเราพากันไตร่ตรองและใคร่ครวญถึงสาระที่แท้ของชีวิตแล้ว เราน่าจะทุกข์น้อยลงค่ะ
(^___^)
มาอ่านบันทึกอาจารย์เเล้วเจอคำถามหนึ่งว่าเคยไกล้ชิดกับความตายมั๊ย หนูก็เลยอยากชวนอาจารย์ไปอ่านบันทึกนี้ค่ะ..http://gotoknow.org/blog/245/274192 หนูคิดว่าความตายมันไม่เคยไกลไปจากเราเลยค่ะ เลยมาคิดว่าเเม้เเต่เราเองก็ไม่รู้ว่าวันไหน
เป็นคนที่ชอบเสียงและลีลาเต้นของไมเคิล แจกสัน ค่ะ
ผมเขียนกลอนสดๆ แบบไม่ขัดเกลาเมื่อหลายปีที่แล้วว่า
มุ่งหวังสิ่งใดในโลกหล้า
เกิดมาก็แต่ตัวเปล่า
ชีวิตใช่นานยาว
ลับโลกทิ้งเรื่องราวใดไว้
...
กลอนนี้ เขียนให้นิสิตที่มานั่งสนทนากับผม เป็นกลุ่มออกค่ายครับ...
สวัสดีคะ
ชีวิตเราหรือใครไม่แน่นอน เหมือนละครเขาว่าน่าดูชม
มีทุกสิ่งทุกอย่างทั้งขื่นขม ทั้งโศกตรมเศร้าสุขคลุกเคล้าไป
แต่นั่นใช่สาระสำคัญของชีวิต ลองคิดดูเถิดไม่แปลกใช่ไหม
มีได้มีเสียขาดทุนกำไร เป็นปกติวิสัยของคนเรา
หากอยู่ที่ใช้ชีวิตนี้เป็นประโยชน์ รู้บาปบุญคุณโทษแก่เราเขา
ไม่หลงผิดคิดชั่วมัวเมา ชีวิตเราจึงมีค่าน่าชื่นชม.
สิ่งที่พี่ได้เรียนรู้จากการตายของไมเคิลคือไตรลักษณืทำให้อยากทำความดีมากขึ้นเพราะไม่รู้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ไปจนถึงเมื่อไหร่เพราะมันเป็นอนัตตาค่ะ
นานๆมาเยี่ยมอาจารย์แต่ต้องเลือกอ่านเพราะเนื้อหาน่าสนใจทุกๆเรื่อง
บางเรื่องไม่ค่อยได้ตามอ่านค่ะ( ไปออสเตรเลียค่ะ )