ประวัติภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต

หาเหตุผล ค้นคำตอบ ๑

ประวัติภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต

 

ประวัติภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต

                ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต จัดอยู่ภาษาอินเดีย-ยุโรป ซึ่งเป็นตระกูลภาษามีวิภัตติปัจจัย(ภาษาที่มีวิภัตติปัจจัย คือ ภาษาแบบที่มีการสร้างคำด้วยการใช้วิภัตติปัจจัยประกอบเข้ากับรากศัพท์ซึ่งเป็นหน่วยคำไม่อิสระทำให้เกิดเป็นคำที่แสดงเพศพจน์ กาล มาลา วาจกอย่างชัดเจนเพื่อเข้าสัมพันธ์ทางไวยากรณ์กลมกลืนกับคำอื่นในประโยค)  ( ปรีชา ทิชินพงศ์,๒๕๓๔ : ๑)

ภาษาสันสกฤต

                ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาในคัมภีร์พระเวทของชาวอารยัน ถือเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนชั้นสูง แต่เดิมนั้นไม่ได้มีการวางหลักเกณฑ์เคร่งครัดนัก ต่อมาเมื่อระยะเวลาล่วงไปนานๆ ประกอบกับภาษาในคัมภีร์พระเวทนี้มีภาษาพื้นเมืองปะปนอยู่มาก เป็นเหตุให้หลักเกณฑ์ต่างๆ ของภาษานี้คลาดเคลื่อนไปมาก จนกระทั่งได้มีนักปราชญ์ของอินเดียคนหนึ่งชื่อ “ปาณินิ” ได้ศึกษาคัมภีร์พระเวททั้งหลาย แล้วนำมาแจกแจงวางหลักเกณฑ์ให้เป็นระเบียบและรัดกุม แต่งเป็นตำราไวยากรณ์ขึ้นเรียกชื่อว่า “อัษฎาธยายี” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตำราไวยากรณ์เล่มแรกที่แต่งได้ดีที่สุดและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก และต่อมาได้มีผู้เรียกภาษาที่ปาณินิได้จัดระเบียบของภาษาไว้เป็นอย่างดีและสมบูรณ์ที่สุดนี้ว่า “สันสกฤต” ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า “สิ่งที่ได้จัดระเบียบและขัดเกลาเรียบร้อยดีแล้ว” แต่กฎเกณฑ์ที่ปาณินิได้วางไว้นี้กลับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาษาสันสกฤตไม่มีวิวัฒนาการเหมือนภาษาอื่นๆ เพราะนอกจากภาษาสันสกฤตจะถือว่าเป็นภาษาที่ศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในหมู่ของนักปราชญ์ โดยเฉพาะกษัตริย์และพราหมณ์ที่เป็นบุรุษเพศ กฎเกณฑ์และรายละเอียดปลีกย่อยยังทำให้ไม่เอื้อต่อการใช้ จึงทำให้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาตายในที่สุด

 

ภาษาบาลี

                ภาษาบาลี เป็นภาษาปรากฤตภาษาหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมาจากภาษาพระเวท ภาษาบาลี คือ ภาษาที่ชาวมคธใช้พูดกันในแคว้นมคธ เรียกว่า “ภาษามาคธี” พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษานี้ประกาศพระศาสนาของพระองค์ ภาษามาคธีนี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ (เจิม ชุมเกตุ, ๒๕๒๕:๓)

๑.            สุทธมาคธี เป็นภาษาของชนชั้นสูง คือภาษาของกษัตริย์หรือภาษาทางราชการ

๒.          เทสิยาหรือปรากฤต ได้แก่ ภาษาประจำถิ่น

พระพุทธเจ้าทรงใช้สุทธมาคธีเป็นหลักในการประกาศคำสั่งสอนของพระองค์ และในสมัยนั้นทรงเผยแผ่พระธรรมด้วยวิธีมุขปาฐะ โดยมิได้มีบันทึกหรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ภาษาบาลีนี้นำมาใช้บันทึกพุทธวจนะเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓ ปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช ถือเป็นภาษาประจำพุทธศาสนานิกายหินยาน  

         ส่วนศาสนานิกายมหายานใช้ภาษาสันสกฤตบันทึกพุทธวจนะ(สุภาพร มากแจ้ง,๒๕๓๕ : ๔) และต่อมาก็ใช้ภาษาบาลีจารึกพระธรรมลงในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นตำราหลักทางพระพุทธศาสนาอย่างไรก็ตามภาษาบาลีก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับภาษาสันสกฤต คือใช้เป็นภาษาเขียนในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ได้ใช้พูดหรือใช้เขียนในชีวิตประจำวัน จึงไม่มีการเจริญเติบโต ไม่มีวิวัฒนาการเหมือนกับภาษาอื่นๆและกลายเป็นภาษาตายในที่สุด

เหตุที่คำภาษาบาลีและสันสกฤตเข้ามาปะปนในภาษาไทย

                เมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่เข้ามาสู่ประเทศไทย  และคนไทยได้ยอมรับนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ  คนไทยจึงจำเป็นต้องเรียนภาษาบาลีและสันสกฤต  เพราะคำสอนทางศาสนาเป็นภาษาบาลีและสันสกฤต  (สันสกฤต : มหายาน)  ดังนั้นจึงได้เกิดคำภาษาบาลีและสันสกฤตใช้ในภาษาไทยมากขึ้น  (วิสันติ์  กฎแก้ว,๒๕๒๙ : ๑)  นอกจากการรับนับถือศาสนาพุทธแล้ว  ไทยยังได้รับเอาความเชื่อ  ขนบธรรมเนียมประเพณี  พิธีกรรมต่างๆรวมทั้งวรรณคดีบาลีและสันสกฤตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย  ซึ่งเป็นส่วนทำให้เรารับคำภาษาบาลีและสันสกฤตซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งต่างๆเหล่านั้น  เข้ามาใช้ในภาษาไทย 

                สุธิวงศ์ พงษ์บูลย์  (๒๕๒๓ : ๕) ได้กล่าวถึงเหตุที่คำภาษาบาลีและสันสกฤตเข้ามาปนอยู่ในภาษาไทยว่าเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ สรุปได้ดังนี้

๑.            ความสัมพันธ์ทางด้านศาสนา 

เมื่อศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเผยแผ่เข้ามาสู่ประเทศไทยศาสนาพราหมณ์ใช้ภาษาสันสกฤตและศาสนาพุทธใช้ภาษาบาลีในการเผยแผ่ศาสนา  ไทยได้รับศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติและรับคติของศาสนาพราหมณ์มาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในลัทธิธรรมเนียมประเพณีต่างๆ  เราจึงรับคำในลัทธิทั้งสองเข้ามาใช้ในลักษณะของศัพท์ทางศาสนาและใช้เป็นศัพท์สามัญทั่วไปในชีวิตประจำวัน

๒.           ความสัมพันธ์ทางด้านประเพณี

เมื่อชนชาติอินเดียได้เข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย  ก็นำเอาประเพณีของตนเข้ามาปฏิบัติทำให้มีคำที่เนื่องด้วยประเพณีเข้ามาปะปนในภาษาไทย  และนานเข้าก็ได้กลายเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทย  เช่น  ตรียัมปวาย  มาฆบูชา  ตักบาตรเทโว  ดิถี  กระยาสารท           เทศน์มหาชาติ  กฐิน  จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  ฉัตรมงคล  พืชมงคล  เป็นต้น

๓.           ความสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรม

อินเดียเป็นประเทศที่เจริญทางด้านวัฒนธรรมมานาน  อิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมของอินเดียมีต่อนานาประเทศทางภาคพื้นตะวันออกก่อนที่วัฒนธรรมตะวันตกจะเข้ามา  ไทยได้รับอิทธิพลของอินเดียทุกสาขา  เช่น

๑.            ศิลปะ  ศิลปะไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดียทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม  เช่น  ทางดนตรีและนาฏศิลป์  ภาษาที่ใช้เนื่องด้วยเป็นศิลปะจึงเข้ามาปะปนในภาษาไทย  เช่น  มโหรี  ดนตรี  ปี่พาทย์

๒.          ดาราศาสตร์  อินเดียมีความเจริญทางด้านดาราศาสตร์มาช้านานจนมีตำราเรียนกัน  เมื่อวิชานี้แพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย  ทำให้คำต่างๆที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  เช่น  สุริยคติ  จันทรคติ  จันทรคราส

๓.           การแต่งกาย  ศัพท์ทางด้านวัฒนธรรมการแต่งกายที่ได้รับมาส่วนใหญ่เป็นเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์  เช่น  มงกุฎ  ชฎา  สังวาล 

๔.           สิ่งก่อสร้าง  คำภาษาบาลีและสันสกฤตที่เกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นศัพท์ที่เรียกชื่อสิ่งก่อสร้างทางศาสนาและราชวัง  เช่น  นภศูล  ปราสาท  เจดีย์

๕.           เครื่องมือเครื่องใช้  เครื่องมือเครื่องใช้ที่ชาวอินเดียนำเข้ามาในประเทศไทย  ทำให้เราได้รับคำที่เรียกเครื่องมือเครื่องใช้นั้นๆเข้ามาใช้ด้วย  เช่น  อาวุธ  ทัพพี  คนโท

๖.            การใช้ราชาศัพท์  การใช้ราชาศัพท์เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทย ที่ต้องการแยกศัพท์ของคนสามัญชนออกจากศัพท์ที่ใช้กับพระราชาและเชื้อพระวงศ์  เป็นเหตุให้เรารับคำบาลีและสันสกฤต  ซึ่งถือว่าเป็นภาษาที่สูงเข้ามาใช้  เช่น  พระเนตร  พระบาท  พระกรรณ  บางคำก็รับเข้ามาเป็นคำสุภาพ  เช่น  บิดา  มารดา ฯลฯ 

๔.           ความสัมพันธ์ทางด้านวิชาการ 

เนื่องจากวิทยาศาสตร์และวิทยาการเจริญกว้างขวางขึ้นทำให้คำที่เราใช้อยู่เดิมแคบเข้า  จึงจำเป็นต้องรับคำบาลี  สันสกฤต  เข้ามาใช้  เพื่อความเจริญและความสะดวก  เช่น  วิทยุ  โทรทัศน์  แพทย์  เภสัช  ฯลฯ

๕.           ความสัมพันธ์ทางด้านวรรณคดี 

วรรณคดีอินเดียมีอิทธิพลต่อวรรณคดีไทยเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งวรรณคดีสันสกฤต  และวรรณคดีที่เนื่องมาจากชาดกในพระพุทธศาสนาเมื่อเรารับเอาวรรณคดีเหล่านี้เข้ามา  จึงมีศัพท์ต่างๆที่เกี่ยวกับวรรณคดีเหล่านี้เข้ามามากมาย  เช่น  ครุฑ  สุเมรุ  หิมพานต์  ฯ,ฯ

 ผู้ศึกษาเห็นว่า   การที่เราจะเรียนรู้เรื่องอะไร   ควรศึกษาที่มาของเรื่องนั้นๆให้ถ่องแท้เสียก่อน  จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็ว   อีกทั้งยังสามารถนำไปเผยแพร่ให้กับบุคคลโดยทั่วไป.

                                                                        จาก.........ครูแอ๊ว