ความสำเร็จแค่เอื้อม

สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาตั้งแต่ undergraduate ป.ตรี ป.โท และ ป.เอก ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหัวข้อ Philisophy of Humanity และ หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ทำให้่ได้ประจักษ์ต่อความจริงประการหนึ่งว่า "การรับรู้" ของปัจเจกบุคคลนั้น มีผลมากมายเพียงไรต่อกระบวนคิดและวิธีการเรียน รวมไปถึงความพึงพอใจในการทำงานประจำด้วย

"อะไร" เป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ "เราทำ" ความเชื่อมโยงตรงนี้ จะมีผลเยอะ โดยเฉพาะอย่างย่ิงถ้ามีการเชื่อมโยงระหว่าง "ความงาม" ของตัวเรากับ "ผลงาน" ที่ว่า ไปๆมาๆ มันจะพาลเชื่อมโยงเรื่อง "ความไม่งาม" กับผลงานของเราไปด้วย (รึเปล่า?) ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีบางท่านทำงานและเปลี่ยนงานมาหลายครั้ง "เพื่อหาความท้าทาย" บางท่านก็เรียนเพิ่มเติม "เพืื่อกลับไปเปลี่ยนแปลง" บางคนก็มาเรียนเพราะ "มันอยู่ในหลักสูตร" สิ่งต่างๆเหล่านี้สะท้อนถึงแรงผลักดัน และทำให้เราเข้าใจมากขึ้นในพฤติกรรมการเรียนและการทำงานของแต่ละคน

มีภาพยนต์สั้นเรื่องหนึ่งเรื่อง Make a Difference เป็นเรื่องราวของเด็กชายเท็ดดี เสตลลาร์ด (สามารถ download หรือสั่งซื้อ high definition DVD ได้จาก www.makeadifference.com) ที่ผมนำมาฉายและใช้เป็นเครื่องมือเชื่อมโยง

มิสทอมป์สันเป็นครูที่เผชิญกับ dilemma ที่เด็กคนหนึ่งในชั้นเรียนคือเท็ดดี ไม่ค่อยสนใจเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง เนื้อตัวสกปรกไม่ค่อยสนใจดูแลตัวเอง ผลการเรียนก็ย่ำแย่ คะแนนต่ำ จนตอนมิสทอมป์สันตรวจข้อสอบก็เป็นไปอย่่างที่เธอคาดไว้ กากะบาทตัวใหญ่ พร้อมให้คะแนน F ตัวใหญ่อย่างรู้สึกสาสมใจ จนมาวันหนึ่งที่มิสทอมป์สันต้องทำ review ประวัติเด็กนักเรียนในชั้น จึงค่อยพบว่าเท็ดดีไม่ได้เป็นแบบนี้มาแต่แรก แต่เดิมนั้นเป็นเด็กที่สดใส รื่นเริง และอารมณ์ดี แต่พอแม่ของเขาป่วย เป็น terminal illness และเสียชีวิตในที่สุด เท็ดดีค่อยๆเปลี่ยนบุคลิกจนกลายมาเป็นแบบที่เธอพบ (รายละเอียดแนะนำให้ไปชมตามที่ link ไว้ครับ)

สิ่งที่มิสทอมป์สันทำในตอนแรก คือ mission ที่ครูทุกๆคนถูกสอนมาให้ทำ คือ ตรวจข้อสอบ ให้คะแนน แน่นอนที่ความภาคภูมิใจส่วนหนึ่งของครูมักจะเป็นความสำเร็จเชิงการศึกษาของนักเรียน และตอนนั้นเอง ที่มิสทอมป์สันอาจจะรู้สึกว่า เท็ดดี ไม่ได้เป็นหลักฐานที่ดีเท่าไหร่นักในเรื่องนี้ ความ "ไม่ชอบ" ก็ผลิดอกออกผลขึ้นมาในใจ

ทั้งๆที่การที่เท็ดดีเรียนไม่ได้ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอนดี สอนไม่ดี ของมิสทอมป์สันสักเท่าไหร่เลย แต่การที่มิสทอมป์สันรู้สึกแบบนั้น แปลว่าเธอ "รู้สึก" อย่างนั้นเพราะอะไร?

จนภายหลังมิสทอมป์สัน สามารถ "รับรู้" สาเหตุอื่นที่ส่งผลกระทบต่อเท็ดดี ตอนนั้นเองเธอถึงได้รับรู้และเข้าใจว่าเธอเข้าใจผิด และเธอรู้สึก "ละอาย" ในตัวเอง ความรู้สึกนี้เองที่ทำให้เธอตัดสินใจ "give up teaching reading, wriing and arithmatic but start to teach students instead".

และเมื่อ "ความสวยงาม" หรือ "ความสำเร็จ" ของเท็ดดีเกิดขึ้น มิสทอมป์สันรับรู้ได้ว่า "เธอสามารถเป็นส่วนหนึ่ง" ของความสำเร็จเหล่านี้ได้ เพราะเธอเลือก และยังรับรู้อีกว่า "เท็ดดีเป็นคนสอนให้เธอรับรู้ถึงอภิสิทธิ์ที่ว่านี้"

ในการสอนวิชาชีพแพทย์ พยาบาล เราเน้นไปที่ "เราทำ" และ "คนไข้ได้" ค่อนข้างมาก ทั้งโดยตรงและทางอ้อม การประเมินผลในระดับการเรียน และในระดับการทำงาน (ประเมิน รพ. เป็นต้น) ก็ดูที่ output เอาไปสัมพันธ์กับ outcome และบอกว่าเป็น "ความสำเร็จของฉัน ของเธอ เพราะเรา เพราะองค์กรเรา" หรือจะเปลี่ยนที่ "ความสำเร็จ" กับประเด็นตรงกันข้ามคือ "ความล้มเหลว" ด้วย ก็จะเกิดความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

แทนที่จะมองเห็นเป็นความสำเร็จของคนไข้ และสิ่งแวดล้อมทั้งหมดของเขา.....

สิ่งที่ "เรา" ได้นั้น เผลอๆจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิ่งที่คนไข้ได้เลย ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ใครได้อะไรมากกว่าหรือน้อยกว่าใคร แต่ถ้าเรารู้สึกว่าที่แท้จริงแล้ว เราได้จากการที่เราใช้เวลาทุ่มเทจิตใจ ดูแลคน หาทางทะนุถนอมหล่อเลี้ยงคนนั้น เราได้เยอะมากอยู่แล้ว

เราควรจะขอบคุณใครบ้างหรือไม่ แทนที่จะมองหาว่าใครขอบคุณเราหรือยัง?....

การที่คนๆหนึ่งมี "สุขภาวะ" ที่ดีนั้น ใช้ resource มากมายกว่าที่เราคิดไว้เยอะ เป็น "ต้นทุนชีวิต" ที่สั่งสมมานาน และพวกเรา (หมอ พยาบาล) เพียงตักตวงประโยชน์จากต้นทุนเหล่านี้เสริมกับสิ่งที่เรา "พอรู้ พอทำได้" เสริมสร้างสุขภาพให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น เรามีโอกาสที่จะได้ทราบว่า True success is not in the learning but in its application to the benefit of mankind นั้นหมายความว่าอย่างไรอย่างแท้จริง

และความสำเร็จที่ว่านี้ ไม่ต้อง "รอผล" ตอน discharge ตอนทำ SAR ตอนเห็น data ต่างๆ แต่เพียงแค่บางครั้ง เราเอื้อมออกไปกุมมือคนไข้ จับมือญาติ ที่กำลังทุกข์ ว่าเราอยู่ที่นี่ และเราอยากทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ทุกข์น้อยลง ตอนนั้นเองเรากำลังอยู่บนบันไดเลื่อนของความสำเร็จอยู่ในปัจจุบัน

และทุกๆคนก็สามารถมีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ได้ ถ้าเปิดใจและมองค้นหา "ความสำเร็จร่วมของเรา" มากกว่า "ความสำเร็จของฉัน"