สบายดีกันทุกคนใช่ไหมครับ
ผมเพิ่งพาตัวเองปลีกวิเวกออกมาจากห้วงบรรยากาศการรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย
โดยปล่อยวางให้ทีมงานได้ทำหน้าที่กำกับดูแลและคอยอำนวยความสะดวกต่างๆ แก่ผู้นำนิสิตกันอย่างเต็มที่

สำหรับน้องใหม่นั้น
ผมหวังแต่เพียงว่า  บรรยากาศของวันนี้  จะกลายเป็นอีกนิยามหนึ่งของความทรงจำของเขาเอง

และเมื่อวันวัยแห่งชีวิตล่วงพ้นไปสู่วันหนึ่งในภายหน้า
การหวนกลับมารำลึกถึงฉากชีวิตของวันนี้  ก็คงช่วยให้ชีวิตได้แช่มชื่นและรื่นรมย์ได้บ้าง กระมัง

 

 

 

ผมสนทนากับตัวเองอยู่เรื่อย
ในบางห้วงที่สนทนานั้น  หลายต่อหลายครั้ง  ผมมักสำรวจค้นตัวเองเสมอว่า-
"ณ วันนี้  มีสิ่งใดกำลังจากจางไปจากชีวิตบ้าง?”
แน่นอนครับ...ผมมักเป็นเช่นนั้นเสมอ
แต่ก็ยังอยากที่จะยืนยันว่า  วิถีเช่นนั้น  หาใช่การสลัดไม่พ้นจากร่างเงาอดีตของตัวเองเสียทั้งหมด

เพราะมันเป็นแต่เพียงกระบวนการหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตดูสดชื่นและมีพลังพอที่จะก้าวขยับไปสู่วันนี้และวันหน้า

 

 

 

ผมเดินทางอยู่บ่อยครั้ง
ในห้วงแห่งการสัญจรไปสู่ตัวเมืองต่างๆ  ผมมักรู้สึกราวกับว่าตัวเอง
ลีบเล็ก  ยังไงไม่รู้
และนั่นยังไม่รวมถึงความรู้สึกที่ดูประหนึ่งว่า-
ชีวิตกำลังถูกปีกแห่งความว้าเหว่โอบรัดจนแทบหายใจไม่ออก

ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับการท่องสัญจรไปยังหมู่บ้านต่างๆ
ซึ่งนั่นหมายถึงว่า  ชีวิตกำลังได้ท่องเล่นอยู่ในสวนหญ้าอันนุ่มละไม

 

 

 

ผมหลงรักบรรยากาศของหมู่บ้านเสมอ
ซึ่งหมายถึงการหลงรักชีวิตในทุกๆ ฉากชีวิตของผู้คนในหมู่บ้าน...
หลงรักโดยไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์เหตุและผลให้เมื่อยสมอง
ผมไม่เคยรู้สึกเป็นอื่นกับท้องไร่ท้องนา-ป่าเขา-และสัตว์เลี้ยง
ผมไม่เคยรู้สึกแปลกแยกและแปลกหน้ากับใต้ถุนบ้านอันรกเรื้อและโทรมทรุด
ผมไม่เคยประเมินค่าวิถีแห่งอาหารที่วางรายเรียงอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ว่าด้อยค่าด้อยสุขภาวะ...
เพราะทั้งหลายทั้งปวงนั้น  หากต้องวิพากษ์หรือพิพากษาในเรื่องเช่นนั้น
สำคัญที่สุด  เราต้องถามตัวเองเสียก่อนว่า  เราซึมลึกและเข้าถึงนัยสำคัญแห่งวิถีนั้นกี่มากน้อย

 

 

 

 

ในทุกคราวครั้งของการไปเยือนหมู่บ้านต่างๆ...
ผมมักหลงรักเรื่องทุกเรื่องที่กรีดกรายร่ายระบำอยู่เบื้องหน้าของผมเอง
ยิ่งหากเป็นวิถีแห่งเสรีภาพและจินตนาการของเด็กๆ
ผมก็ยิ่งหลงรักและสุขใจกับการได้พานพบ

เพราะนั่นคือคำตอบของชีวิตที่ผมกำลังสนทนาและพร่ำถามตัวเองว่า

ณ วันนี้  มีสิ่งใดกำลังจากจางไปจากชีวิตบ้าง?”

 

เป็นธรรมดากระมังครับ
การเติบโตของชีวิต ก็เป็นประหนึ่งการโบยบินไปจากวัยเยาว์ของชีวิตทั้งนั้นแหละ
ไม่มีใครปฏิเสธวิถีแห่งการเติบโตและงอกงามเช่นนั้นได้แม้แต่คนเดียว

การหวนคิดถึงร่องรอยชีวิตในวัยเด็ก  ทำให้ผมมีพลังชีวิตอย่างมหัศจรรย์
ผมคิดถึงการละเล่นที่หลากรูปลักษณ์กับเพื่อนพ้องน้องพี่ในหมู่บ้าน
คิดถึงกระโดดยาง กิ๊ง ก่อง แก้ว...
คิดถึงหมากเก็บที่ผมมักตกเป็นฝ่ายพ่ายยับให้เก็บเพื่อนหญิงอย่างซ้ำซาก
คิดถึงม้าก้านกล้วยแสนวิเศษที่พาผมและเพื่อนๆ ท่องทะยานไปทั่วคุ้งแควของหมู่บ้านอย่างไม่รู้เหนื่อย

คิดถึงการเล่นตำรวจจับผู้ร้ายที่ใครต่างก็ไม่พึงปรารถนาที่จะเป็นผู้ร้าย..
และอื่นๆ อีกมากมายที่ชีวิตร่ำรำลึกถึงอย่างแสนรัก

 

 

 

แน่นอนครับ  การได้หวนคิดถึงอดีตอันเยาว์วัยของตัวเองผ่านตัวละครจริงอันเป็นเด็กๆ ในหมู่บ้านต่างๆ  ล้วนเป็นกระบวนการสำรวจร่องรอยชีวิตที่ดีอีกวิธีหนึ่ง  เพราะนั่นคือการได้เติมเติมความรื่นรมย์ให้กับตัวเองอย่างง่ายๆ  โดยไม่ต้องลงทุนเป็นเม็ดเงินใดๆ ให้เปล่าเปลือง

 

โลกของเด็กๆ  เต็มไปด้วยจินตนาการที่กว้างไกลไร้ขอบเขต
โลกของผู้ใหญ่ก็กว้างไกลไม่แพ้กัน  หากแต่ต้องลงแรงคิดให้มากกว่าเด็กๆ เป็นหมื่นล้านเท่า
เพราะความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่ต่อหน้านั้น  บางครั้งสิ่งที่เห็น.. ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่เลยก็ได้

 

 

 

ลองดูครับ...
ณ วันนี้  มีสิ่งใดกำลังจากจางไปจากชีวิตบ้าง?”

ลองดูครับ...
วันนี้  มีเรื่องราวใดในอดีตบ้างที่กลายมาเป็นความจริงของวันนี้..

ลองดูครับ
คุณโบยบินมาจากความเยาว์วัยของชีวิต ไกลแค่ไหนแล้ว
ลองดูครับ
คุณมีวิถีแห่งการเติมพลังให้ชีวิตตัวเอง ด้วยกระบวนการใดบ้าง

 

โชคดีกับชีวิตกันทุกคน
๒๑ มิถุนายน  ๕๒