เมื่อผมไปเป็นกรรมการร่างรายงานแก้ปัญหาความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้๒

การแก้ปัญหาด้วยการหมกเม็ดปกปิดความจริง ไม่ยอมรับเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นแค่โจรกระจอก และคิดจะจัดการแบบง่ายๆโดยใช้ความรุนแรงแบบจัดการหัวโจกเสียก็สิ้นเรื่อง รับรองสามเดือนจบ คำถามเกิดขึ้นมาว่าทำถูกคนแล้วหรือ มีอะไรพิสูจน์ล่ะว่าเขาทำ คนคือมนุษย์ครับไม่ใช่ผักปลาที่จะจัดการง่ายๆแบบนั้น ญาติพี่น้องเขาก็มี สังคมมุสลิมเป็นสังคมที่รักพวกพ้องถึงไม่ใช่ญาติแต่มุสลิมทั่วโลกเขาเป็นพี่น้องกัน เรื่องเหล่านี้บรรดาผู้บริหารทั้งหลายต้องทำความเข้าใจเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

          คราวที่แล้วผมเล่าให้ฟังถึงการร่วมมือกันแก้ปัญหาระหว่างไทยพุทธและมุสลิมแก้ปัญหาความขัดแย้งร่วมกัน นั่นจบไปครั้งหนึ่ง แต่จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่พุทธแก้ฝ่ายเดียวแล้วจะแก้ปัญหาได้ ปัญหานี้เราต้องแก้ด้วยกันทั้งพุทธและมุสลิมครับ แต่ในการปกครองมักเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันอยู่เรื่อยแหละครับ ท่านนายกฯชวน ได้เล่าให้ฟังสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการรณรงค์วัฒนธรรมนำไทย หรือวัฒนธรรมไทยนิยม (ให้คนไทยสวมหมวก(มาลานำไทย) ห้ามกินหมาก อันนี้ผมว่าเอง....) ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านไปพบนายอดุลย์ ณ สายบุรี หรือตวนกูยะลานาแซร์ อดีต ส.ส.ที่ไม่พอใจการกระทำของจอมพล ป.หลังจากถูกจำคุกในคดีเกี่ยวกับความมั่นคง ๗ ปี แล้วท่านก็ไปอยู่ที่รัฐกลันตันไม่ยอมกลับไทย ท่านนายกฯชวนและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไปเยี่ยม ขอให้ท่านกลับมาเมืองไทยแต่ท่านไม่ยอมกลับ เพราะรับไม่ได้กับจอมพลป.ที่บังคับให้ท่านคำนับพระพุทธรูป ในที่สุดนายอดุลย์ ณ สายบุรี ก็เสียชีวิตที่รัฐกลันตัน

        ในสมัยจอมพลป.คนไทยได้รับผลกระทบมาก เราจะเห็นนิยาย ละคร ที่พูดถึงความไม่เป็นธรรมที่ได้รับจากรัฐบาลสมัยนั้น ถูกบังคับอย่างภาพยนตร์เรื่องโหมโรง ที่ถูกคำสั่งห้ามเล่นดนตรีไทยให้เล่นดนตรีสากล หรือนักเขียนอย่างกุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่ถูกจับเนื่องจากไปเขียนวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เป็นต้น (ย่อหน้านี้นายกฯชวนไม่ได้เล่า ผมเล่าเอง อิอิ)

        แล้วท่านนายกฯชวนก็เล่าให้ฟังว่าการแก้ปัญหาภาคใต้ในสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี กำลังเดินหน้าไปด้วยดีเหตุการณ์สงบลงเรื่อยๆ ในปี ๒๕๔๓ เกิดเหตุการณ์ไม่สงบเพียงไม่เกิน ๑๐ ครั้ง แต่มาถึงปัจจุบันมันเกิดมากเหลือเกิน ท่านเล่าให้พวกเราฟังถึงนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนใต้ เริ่มเขียนใช้ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๑ สมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ฉบับนี้ใช้ถึง ๑๐ ปี ฉบับต่อๆมาใช้ฉบับละ ๔ ปี

        นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนใต้ได้ศึกษามาจากทุกกลุ่ม พี่น้องพุทธ มุสลิมและศาสนาอื่น ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ ทหาร ตำรวจ พลเรือนทุกฝ่าย ผู้นำศาสนา ทั้งฝ่ายต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องในบ้านเมืองมามีส่วนรวมในการกำหนดแนวนโยบายว่า ในท่ามกลางความหลากหลายในพื้นที่ เราควรจะมีแนวนโยบายเป็นหลักอย่างไร พื้นที่นี้จึงจะมีความเจริญก้าวหน้าในวันข้างหน้า....

        ปัญหาภาคใต้มารุนแรงในสมัยรัฐบาลนายกฯทักษิณ แต่ผมไม่โทษท่านเพียงลำพังหรอกครับ(นี่ผมว่าเองนะ..ไม่เกี่ยวกับนายกฯชวน) เพราะปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับมลายูปาตานีมันมีมาก่อนเป็นร้อยปีแล้วจะโยนใส่ท่านคนเดียวก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะหากมลายูปัตตานีเพิ่งได้ความเดือดร้อนจากการกระทำของคนไทยในปัจจุบันก็ไม่น่าจะทำให้เหตุการณ์ลุกลามขนาดนี้ แต่พฤติกรรมและวจีกรรมของท่านเป็นตัวจุดเชื้อประทุมากกว่า...

        การแก้ปัญหาด้วยการหมกเม็ดปกปิดความจริง ไม่ยอมรับเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นแค่โจรกระจอก และคิดจะจัดการแบบง่ายๆโดยใช้ความรุนแรงแบบจัดการหัวโจกเสียก็สิ้นเรื่อง รับรองสามเดือนจบ คำถามเกิดขึ้นมาว่าทำถูกคนแล้วหรือ มีอะไรพิสูจน์ล่ะว่าเขาทำ คนคือมนุษย์ครับไม่ใช่ผักปลาที่จะจัดการง่ายๆแบบนั้น ญาติพี่น้องเขาก็มี สังคมมุสลิมเป็นสังคมที่รักพวกพ้องถึงไม่ใช่ญาติแต่มุสลิมทั่วโลกเขาเป็นพี่น้องกัน เรื่องเหล่านี้บรรดาผู้บริหารทั้งหลายต้องทำความเข้าใจเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

        ทางฝ่ายมุสลิมเองในพื้นที่ก็มีการปลูกฝังความรู้สึกเกลียดชังซีแยอย่างต่อเนื่อง การปลูกฝังเด็กตั้งแต่ยังแบเบาะด้วยเพลงกล่อมเด็ก การแอบแฝงฝังลึกค่านิยมในโรงเรียนเอกชนในระดับต่างๆ หรือสร้างสรรค์เป็นเพลงชาติ ล้วนแล้วแต่สร้างความเกลียดชัง ความกลัว ให้กับยุวชนมุสลิม ในขณะที่ชาวไทยเองสอนในเรื่องประวัติศาสตร์ให้ยิ่งใหญ่กว่าชาติอื่น แทนที่จะสอนประวัติศาสตร์ด้วยความจริง แทนที่จะสอนให้เข้าใจเพื่อนบ้าน เรากลับสอนว่าเขาด้อยกว่าเรา เราไม่นึกว่าเขาก็เป็นชาติ ดังนั้นคงไม่มีใครอยากเห็นชาติของตัวเองต่ำกว่าคนอื่น ทุกชาติย่อมอยากจะเห็นชาติของตนยืนทัดเทียมชาติอื่น ได้รับเกียรติจากชาติอื่นเคียงบ่าเคียงไหล่กัน การเขียนประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้คนไทยไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง คิดว่าตัวเองกำลังจะเป็นเสือตัวที่ ๕ ทำไมทำมาผมว่าได้แค่แมวตัวที่ ๑๐ ก็เก่งแล้ว อิอิ

        วันนี้เหตุการณ์ในภาคใต้กำลังร้อนระอุ ทั้งพุทธและมุสลิมต่างรู้สึกเจ็บปวด การที่มัสยิดถูกยิงกราดมีคนเจ็บและคนตาย คนมุสลิมเขารู้สึกสับสนสงสัยว่าใครทำ กระแสที่ปลุกปั่นก็บอกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐทำ เพื่อเพิ่มความเกลียดชัง แต่ผมมองด้วยใจเป็นกลางว่าเรายังไม่รู้จริงๆว่าใครก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อ แต่ถ้าคนของรัฐทำมันก็โง่เง่าสิ้นดี จับตัวได้สมควรประหารชีวิต ไม่มีศาสดาพระองค์ใดในศาสนาใดสอนให้คนทำอย่างนั้นกับศาสนาอื่น แต่ก็มิได้หมายความว่าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิเสธจะรับฟังไม่ได้เลย เพราะการโยนความผิดใส่เจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งๆที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ทำมันมีจริงๆ

        ทุกวันนี้ชุดลายพราง ชุดดำ ชุดเขียว มีขายกันเกร่อไปในท้องตลาด ใครซื้อเอามาใส่ก็ได้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นกลุ่มผู้ก่อการไม่สงบ เพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างพุทธกับอิสลาม ถ้าผมเป็นมุสลิมก็ต้องถือว่าเขาไม่ใช่ศาสนิกในศาสนาที่ผมนับถือ เพราะเราจะฆ่าคนเพื่อให้บรรลุความต้องการโดยอ้างเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าผมว่าไม่เป็นธรรมกับพระองค์ท่าน เพราะท่านสอนให้รักมนุษย์มิใช่หรือ...

        เอาเถอะไหนๆมันเกิดขึ้นมาแล้ว ขอให้ทั้งพุทธและมุสลิม จึงมีความมั่นคงในจิตใจ รับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยใจเป็นกลางแล้ววิเคราะห์ด้วยเหตุด้วยผลปราศจากอคติ เราคงเข้าใจความจริงได้บ้าง เราคงจะหาทางแก้ไขปัญหาให้สงบลงโดยเร็ว

        ท่านนายกฯชวนได้อ่านร่างรายงานของพวกเราแล้ว ท่านแสดงความเห็นด้วยบางประการ ไม่เห็นด้วยบางประการด้วยเหตุและผลซึ่งเราก็รับมาวิเคราะห์วิจารณ์ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน นี้เราจะนำเสนอในการสัมมนา การเมืองต้องนำการทหาร ซึ่งร่วมกันจัดโดยเครือข่ายสันติภาพชายแดนใต้ (Peace Net) ที่โรงแรมสยามซิตี้ ถ.ศรีอยุธยา พญาไท กรุงเทพฯ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าพญาไท ครับ

คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อว่าข้อเสนอของพวกเรามีอะไร...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อัยการชาวเกาะ



ความเห็น (18)

เขียนเมื่อ 
  • ประเด็นไหนที่ท่านชวนไม่เห็นด้วยบ้างครั้ง
  • รออ่านข้อเสนอของทีมงาน
  • อันนี้คนนอกแอบไปฟังได้ไหมครับ
  • ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน นี้เราจะนำเสนอในการสัมมนา การเมืองต้องนำการทหาร ซึ่งร่วมกันจัดโดยเครือข่ายสันติภาพชายแดนใต้(Peace Net) ที่โรงแรมสยามซิตี้ ถ.ศรีอยุธยา พญาไท กรุงเทพฯ
เขียนเมื่อ 
  • ลืมไปว่า
  • ปกติ ผมเข้าไปอ่านที่นี่บ่อยๆๆครับ
  • เอามาฝากท่านอัยการ

ดร.ขจิต ครับ

บางครั้งการวิพากย์วิจารณ์ถ้าบอกไม่เห็นด้วยต้องอธิบายกันยาว มิฉะนั้นคนที่มีอคติอยู่แล้วก็มองไปอีกทางหนึ่ง ความขัดแย้งก็เพิ่มขึ้น ขอเป็นคุยหลังไมค์ดีกว่านะขอรับ อิอิ

ไม่ต้องแอบครับ ไปฟังได้ เพียงแต่ตอนนี้กำหนดการยังไม่ชัดว่าห้องใดที่โรงแรมสยามซิตี้ครับ

บทความศูนย์ข่าวอิศรา,ดีฟเซ้าท์ว๊อช น่าสนใจครับ ทำให้เราเหตุการณ์ภาคใต้ได้รอบด้านขึ้นครับ

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยค่ะในเรื่องประวัติศาสตร์บ้านเราที่สอนกันให้คลั่งชาติ ทุกวันนี้หลักสูตรเรียนของกระทรวงยังเป็นหลักสูตรเหยียบย่ำเพื่อนบ้านอยู่เลย ไม่รู้เอาอะไรมาคิดกันถึงได้เขียนแบบนี้ ปฎิเสธความจริงเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกภูมิใจโดยไปกดคนอื่นนี่มันน่ารังเกียจ อันที่จริงเราควรนำเสนอประวัติศาสตร์ในมิติที่หลากหลายเพื่อให้คนในชาติรู้ว่าแต่ละชนชาติมีความแตกต่างกัน และเราก็ควรศึกษาเพื่อเข้าใจไม่ใช่เพื่อเปรียบเทียบว่าเขาดีไม่ดี เราดีกว่าอะไรทำนองนั้น อันที่จริงสื่อเองก็มีส่วนมากค่ะ หนังหรือละครสารพัดที่ทำโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของชาติพันธุ์อื่นก็ได้รับความนิยม คนสร้างก็มักจะบอกว่าคนชมมีวิจารณญาณ ซึ่งเป็นการแก้ตัว แต่ความเป็นจริงแล้วคือคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ชาติและเพื่อนบ้านแบบงูๆ ปลาๆ มาก ส่วนใหญ่หนักไปทางคลั่งชาติเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเจอหนังหรือละครแนวนี้เข้าไปตอกย้ำ ยิ่งทำให้มั่นใจว่าตูคิดถูกแล้ว ชาติเราดีที่สุด พม่า ลาว เขมร มลายูเป็นพวกไม่ดีทั้งนั้น คือเอาความรู้สึกตัวเอง ณ เวลานี้ไปตัดสินปัญหาในอดีตของคนเมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว โดยไม่รู้บริบทรวมอะไรทั้งสิ้น มีข้อมูลอยู่เท่านี้เลยด่วนตัดสิน และลามมาเป็นรังเกียจคนชาติอื่น ณ เวลาปัจจุบันนี้ด้วย คนไทยเป็นเยอะที่รังเกียจเพราะแค่เขาต่างจากเรา ซึ่งดีหรือไม่เป็นไงไม่รู้ ตั้งป้อมไว้ก่อน

หลายคนอาจจะปฎิเสธว่าไม่จริงถ้าพูดถึงเรื่องนี้ว่าเขารู้ผิดๆ แต่ลองจับมาถามไล่เรียงเป็นคนได้เลย ร้อยคนจะมีสักหนึ่งที่รู้ประวัติศาสตร์เชิงลึกหรือมิติอื่นนอกเหนือหลักสูตรที่ร่ำเรียนมา เพราะฉะนั้นจุดที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในการแก้เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งน่าจะหันมาเริ่มต้นที่หลักสูตรการเรียนประวัติศาสตร์พื้นฐานของคนในประเทศค่ะ คนเขียนหลักสูตรต้องเป็นคนที่รู้จริง ไม่ใช่พวกทำงานวิจัยไม่ได้ สอนไม่ได้ บริหารไม่เป็น เลยหาที่ยืนโดยการมาเขียนหลักสูตรให้เด็กเรียน เขียนเพื่อเอาซีและเขียนเอาใจความรู้สึกคนในประเทศเพียงอย่างเดียว น่าจะเริ่มทำจุดนี้ควบคู่กันไปกับการทำงานลงพื้นที่ค่ะ เพราะอีกห้าปีสิบปี เด็กที่โตขึ้นมาก็จะมีความรู้และความเข้าใจคนร่วมชาติในท้องถิ่นต่างๆ มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ท่านอธิการลองไปเอาบทเรียนเด็กประถมวิชาประวัติศาสตร์มาอ่านแล้วจะอึ้งค่ะ ว่าคนเขียนมันคิดกันได้เท่านี้ดันมาเขียนตำราสอนลูกหลานเรา

เขียนเมื่อ 

มาเป็นกำลังใจให้ท่านอัยการ ค่ะ

จนท. รัฐต้องเข้าไปคลุกวงในกับชาวบ้าน ให้มากกว่านี้ค่ะ ลดความแตกแยก ในส่วนของศาสนา ภาษา วัฒนธรรม โดยรณรงค์สื่อ ให้ความสนใจ ลดความแตกแยก ในส่วนของศาสนา ภาษา วัฒนธรรม โดยรณรงค์สื่อ

สิ่งสำคัญคือ ท่าทีของรัฐ ที่ปฏิบัติต่อปชช. พลเมือง รวมถึง ความเอาใจใส่ต่อทุกพื้นที่อย่างจริงจัง จริงใจ ... ยังหวัง ยังรอ  ... น่าจะมีแนวโน้มที่ดีนะคะ หากการเมืองเพิ่มกระจ่าง และเศรษฐกิจเริ่มสดใส ... เป็นกำลังใจค่ะ 

สวัสดีครับลิตเติ้ลแจ๊ส

เห็นด้วยกับความคิดคุณซูซานเต็มๆเลย เราควรมาแกะประวัติศาสตร์กันใหม่ เอาความจริงมาพูดมาสอนกัน อย่าเอาแต่ความรักชาติจนมั่วไปหมด

ผมได้ดูหนังท่านมุ้ยสร้างตั้งแต่พระนเรศวรไปอยู่กับกษัตริย์พม่าซึ่งดูแลพระนเรศวรอย่างลูกอย่างมีศักดิศรี้เท่าลูกกษัตริย์แล้วประทับใจมาก เกิดความรู้สึกที่ดีต่อพม่า ไม่ใช้มีแต่ภาพลบ

แฮ่ะๆ ผมเป็นอัยการ ไม่ได้เป็น อธิการ แฮ่ๆ

สวัสดีครับน้องปู

เจ้าหน้าที่ของรัฐหลายหน่วยงานไม่กล้าเข้าไปในพื้นที่เพราะกลัวจะโดนทำร้าย เพราะความกลัวตัวเดียวจึงทำให้เกิดเรื่อง ชาวบ้านกลัวเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่รัฐกลัวชาวบ้านเพราะไม่รู้คนร้ายคือใคร พอเกิดความไม่ไว้วางใจก็เป็นช่องว่างให้คนที่แสวงหาประโยชน์เข้ามาสร้างความแตกแยกให้ห่างออกไปเรื่อยๆ

ผมมองว่าเราต้องทำความเข้าใจทุกภาคส่วนโดยรวมและต้องทำทีเดียวให้เห็นภาพ แก้พร้อมกันทุกจุดที่เห็นว่าเป็นปัญหา เช่น แก้พร้อมกันทั้งการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม การทหาร การเมือง นับหนึ่ง สอง สาม แล้วทำพร้อมกัน มันจะเห็นเป็นรูปธรรมครับ ถ้าต่างคนต่างทำ หน่วยงานนั้นทำเรื่องนี้นิด หน่วยงานนี้ทำเรื่องนี้หน่อย มันมองไม่ให้ศักยภาพของรัฐที่กำลังแก้ไขปัญหาครับ ที่สำคัญอย่าหลอกตัวเองว่าสิ่งที่ตนทำอยู่ คาดการณ์ คาดคะเน นั้นถูกต้องฝ่ายเดียว..

สบายดีนะ เมื่อไหร่ไปกินข้าวกับพี่...

เขียนเมื่อ 

เอ่อ...ใช่จริงด้วย 555 เมาขี้ตาค่ะ พิมพ์ตอนพึ่งตื่น ยังไม่ได้ล้างหน้าเลยเปลี่ยนตำแหน่งให้ สงสัยใจมันนึกเรื่องนั้นอยู่ : ) แต่อยากให้ท่านอัยการได้ลองอ่านดูแล้วจะรู้ว่าสมัยเด็กเราเรียนกันยังไง ทุกวันนี้ก็ยังสอนกันแบบเดิม ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้และทำความเข้าใจชนชาติอื่น มันเลยกลายเป็นปมลึกๆ ที่มาของปัญหา เพราะเกิดการตั้งข้อรังเกียจโดยไม่รู้ตัว มันฝังลึกเหมือนที่ทางท่านอัยการก็เขียนว่ามุสลิมบางกลุ่มเขาก็สอนมาให้เกลียดชังคนนอกศาสนา (แต่เชื่อว่าเป็นแค่บางกลุ่มในพื้นที่นั้น หลักการมุสลิมจริงๆ ก็สอนให้รักและเมตตาคนอื่นเช่นกัน)

ถ้าชำระตำราการเรียนประวัติศาสตร์บ้านเราได้ จะเห็นถึงประโยชน์มิติใหม่ๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกับเรา เพราะจะได้เรียนรู้ เข้าใจสิ่งที่เขาต่าง ยอมรับและไม่พยายามเอาเกณฑ์ของเราไปเทียบ แบบนั้นจะทำให้เกิดการอยู่กันอย่างปรองดองได้ การเรียนประวัติศาสตร์ต้องเรียนอย่างคนนอกมองเหตุการณ์ ดูบริบทโดยรวมกว้างๆ ไม่เอาตัวเองลงไปคลุกจะทำให้เกิดอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เรื่องมันผ่านไปแล้วจะไปยึดติดทำไม แถมไม่ยึดติดเปล่านำเอามาเป็นชนวนทำให้เกิดปัญหาในยุคของเราด้วย อย่างแรกเลยต้องเปลี่ยนความเข้าใจเสียใหม่ว่าประเทศเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาล อย่าเอาประวัติศาสตร์เราเป็น center ในการ judge ชาติอื่นๆ ว่าอะไรดีอะไรเลว คือมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดคู่ขนานกัน ณ ช่วงเวลานั้น ต่างคนต่างมีพื้นฐาน วัฒนธรรม สังคม และปัจจัยไม่เหมือนกัน ถ้าเรามองจากหลายๆ ด้านก็จะทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น และถ้าเปลี่ยนการเรียนรู้แบบนั้นได้ มันจะนำมาซึ่งความเข้าใจและลดช่องว่างของความกลัวหรือเกลียดชังที่ซึมอยู่ตามรูขุมขนได้

หว่านอะไรก็ได้อย่างนั้น หว่านเพาะความเกลียดชังก็ได้ความเกลียดชัง หว่านความจริง ความรักและความเข้าใจก็จะได้ผลแห่งความรู้จริง ความรักและความเข้าใจกลับมา ต้องถามคนที่กำหนดนโยบายการศึกษาบ้านเราแล้วล่ะค่ะว่า เราจะเลือกหว่านอะไร

ขอบคุณลิตเติ้ลแจ๊สมากๆครับที่มาช่วยเติมเต็มให้กับบันทึกนี้

อย่างที่ลิตเติ้ลแจ๊สบอกนั่นแหละครับ บางพื้นที่บางกลุ่ม้ท่านั้นที่สอนการปลูกฝังอย่างนั้น แต่นั่นเป็นการบอกว่าปัญหาไม่จบง่ายๆเพราะความรู้สึกก็เหมือนเด็กไทยพุทธที่ถูกปลูกฝังว่าเราเก่งกว่าชาติอื่นนั่นแหละครับ จนกว่า..รัฐจะพิสูจน์ได้ว่าเรามิได้กดขี่ข่มเหงมองเขาเป็นชนชั้นที่ต่ำกว่า การพูดภาษาไทยไม่ได้ไม่ได้หมายความว่าเขาโง่ แต่เขาเป็นมนุษย์ที่เขาเลือกที่จะรักษาวัฒนธรรมประเพณีของเขา แล้วเรามักจะทำอะไรที่ขัดแย้งกันอยู่เรื่อย เช่น ในหลักสูตรท้องถิ่นปัจจุบันหลายแห่งกลับมาฟื้นฟูภาษาถิ่น แต่มุสลิมมลายูในพื้นที่เขาใช้ภาของเขามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เราก็พยายามไปกลืนเขา พยายามให้เขาพูดเขาใช้แต่ภาษาไทยในโรงเรียน มันก็แปลกดี ผมว่าถึงเวลาที่เราจะต้องช่วยกันสร้างความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์กันเสียทีครับ

เขียนเมื่อ 

เห็นด้วยกับท่านอัยการเป็นอย่างยิ่งค่ะ 

 

เพราะเห็นๆ แต่ละฝ่ายต่างทำงานกันไป ไม่พร้อมกัน

เหมือน ถนนไง คะ  เดี๋ยวโทร ขุด  เดี๋ยวท่อ ปะ เดี๋ยว รื้อ ล้าง 5 5

สงสัยว่า คงยังหา คนเริ่มต้น  และขาดผู้ประสาน ?  ชวนกันเริ่มต้น  ?

 

ขออภัยจริงๆ ท่านอัยการขา ปูนะรู้สึกผิดมากๆ แบบว่า ...  เกรงใจนะคะ J

เกรงท่านจะเลี้ยงไม่ไหว หุ หุ  ปูทานจุ มาก ถึง มากที่สุด นะคะ ...  

สวัสดีค่ะท่านอัยการ

หนูไม่เข้าใจเลยค่ะ

เดี๋ยวว่าง ๆ จะกลับมาอ่านอีกค่ะ

คล้ายๆ ตาอินกับตานาหรือเปล่าครับ

สุดท้ายตาอยู่ สบายไปเลยหนะครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับท่านอัยการชาวเกาะ

             จำความได้...ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดอยู่แล้ว แต่ไกลตัวออกไปมาก ภายในชุมชนแถวบ้านยังพึ่งพาอาศัยกัน...ไม่แยกศาสนาโน้นศาสนานี่...ไม่มีความระแวงต่อกัน....แต่ทุกวันนี้กลับกัน...น่าเสียดาย

                                                โชคดีครับผม

สวัสดีครับน้องปู

นั่งดูรายการ คมชัดลึก ในช่องเนชั่น วันนี้พูดถึงเขตปกครองพิเศษ..ดับไฟใต้

มีหลายเรื่องที่สอดคล้องกับที่เราจะนำเสนอ แต่ฟังที่ท่านนายกฯพูดเรื่องเจรจานั้นไม่เจรจาแน่ เราก็ไม่ได้เสนอเรื่องการเจรจาต่อรอง แต่เราเสนอให้ใช้ Peace Talk พูดคุยกัน รัฐบาลไม่ลงไปพูดคุย แต่คนในประเทศที่อยากเห็นความสงบสุขกลับคืนมา เป็นตัวเชื่อมลงไปคุยกันด้วยความสันติ

หมอแวพูดหลายเรื่องที่เป็นข้อเสนอแนะคล้ายกับที่เราประชุมสรุปร่างรายงานครับ

น้องกอก้าน

ไม่เข้าใจไม่เป็นไร เพราะเรื่องนี้มันหนัก ค่อยๆอ่านทำความเข้าใจครับ

สวัสดีครับว่าที่ ร.ต.วุฒิชัย ครับ

อาจจะใช่อย่างที่ท่านว่า

แต่อย่างหนึ่งก็คือชาวบ้านเขายังมีความรู้สึกว่าเขายังไม่ได้รับความเป็นธรรม เขาจึงยังไม่เกิดความไว้วางใจที่จะเข้าข้างฝ่ายรัฐ ฝ่ายรัฐจะทำอย่างไรล่ะ เรื่องบางเรื่องเล็กๆที่เขาขอก็ไม่ยอมให้เขา แต่ฝ่ายรัฐก็ประกาศใช้กฎหมายพิเศษ เวลาชาวบ้านขอพิเศษบ้างไม่ให้ เขาก็รู้สึกว่ากดขี่ข่มเหงเขา...

เป็นรัฐบาลนี่เหนื่อยเหมือนกันนะ..อิอิ

หวัดดีครับพี่บ่าวนายช่างใหญ่

ฮาย..ไม่รู้ตอไหรจบ

เป็นห่วงครู ข้าราชการ ชาวบ้านที่ไม่รู้จะทำพรือ

เขียนเมื่อ 

พึ่งแลกเปลี่ยนกับท่านอัยการเรื่องหลักสูตรการเรียน นี่โดนเข้ากับตัวเองอีกแล้วค่ะ ลองอ่านดู ความรู้สึกไม่ต่างกับพี่น้องสามจังหวัดที่รู้สึกว่าถูกรัฐรังแกเลย เหตุเกิดเพราะกระทรวงศึกษาไม่รอบคอบ http://gotoknow.org/journals/sspdnong/entries/39956 นี่แค่เรื่องหนึ่งเล็กๆ ที่เจอ แต่มันสร้างความรู้สึกค่ะ อารมณ์แบบเดียวกับที่พี่น้องมุสลิมเขาเจอกัน เล็กๆ น้อยๆ ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่มันก่อสะสมไว้ เมื่อเจออะไรที่เติมมาอีกก็อาจจะสุดทนได้