เอ่อ...ใช่จริงด้วย 555 เมาขี้ตาค่ะ พิมพ์ตอนพึ่งตื่น ยังไม่ได้ล้างหน้าเลยเปลี่ยนตำแหน่งให้ สงสัยใจมันนึกเรื่องนั้นอยู่ : ) แต่อยากให้ท่านอัยการได้ลองอ่านดูแล้วจะรู้ว่าสมัยเด็กเราเรียนกันยังไง ทุกวันนี้ก็ยังสอนกันแบบเดิม ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้และทำความเข้าใจชนชาติอื่น มันเลยกลายเป็นปมลึกๆ ที่มาของปัญหา เพราะเกิดการตั้งข้อรังเกียจโดยไม่รู้ตัว มันฝังลึกเหมือนที่ทางท่านอัยการก็เขียนว่ามุสลิมบางกลุ่มเขาก็สอนมาให้เกลียดชังคนนอกศาสนา (แต่เชื่อว่าเป็นแค่บางกลุ่มในพื้นที่นั้น หลักการมุสลิมจริงๆ ก็สอนให้รักและเมตตาคนอื่นเช่นกัน)
ถ้าชำระตำราการเรียนประวัติศาสตร์บ้านเราได้ จะเห็นถึงประโยชน์มิติใหม่ๆ ในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านกับเรา เพราะจะได้เรียนรู้ เข้าใจสิ่งที่เขาต่าง ยอมรับและไม่พยายามเอาเกณฑ์ของเราไปเทียบ แบบนั้นจะทำให้เกิดการอยู่กันอย่างปรองดองได้ การเรียนประวัติศาสตร์ต้องเรียนอย่างคนนอกมองเหตุการณ์ ดูบริบทโดยรวมกว้างๆ ไม่เอาตัวเองลงไปคลุกจะทำให้เกิดอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เรื่องมันผ่านไปแล้วจะไปยึดติดทำไม แถมไม่ยึดติดเปล่านำเอามาเป็นชนวนทำให้เกิดปัญหาในยุคของเราด้วย อย่างแรกเลยต้องเปลี่ยนความเข้าใจเสียใหม่ว่าประเทศเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาล อย่าเอาประวัติศาสตร์เราเป็น center ในการ judge ชาติอื่นๆ ว่าอะไรดีอะไรเลว คือมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดคู่ขนานกัน ณ ช่วงเวลานั้น ต่างคนต่างมีพื้นฐาน วัฒนธรรม สังคม และปัจจัยไม่เหมือนกัน ถ้าเรามองจากหลายๆ ด้านก็จะทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น และถ้าเปลี่ยนการเรียนรู้แบบนั้นได้ มันจะนำมาซึ่งความเข้าใจและลดช่องว่างของความกลัวหรือเกลียดชังที่ซึมอยู่ตามรูขุมขนได้
หว่านอะไรก็ได้อย่างนั้น หว่านเพาะความเกลียดชังก็ได้ความเกลียดชัง หว่านความจริง ความรักและความเข้าใจก็จะได้ผลแห่งความรู้จริง ความรักและความเข้าใจกลับมา ต้องถามคนที่กำหนดนโยบายการศึกษาบ้านเราแล้วล่ะค่ะว่า เราจะเลือกหว่านอะไร