การบริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

“บางครั้งในการทำงานของเราในอาชีพแพทย์พยาบาลส่วนใหญ่จะเป็น

hard evidence ที่แสดงว่ามนุษย์มีความสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างไร

แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราทำให้คนไข้ เช่นการพลิกตัวคนไข้แล้วถามใส่ใจ

สนใจว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง ปวดตรงไหน รู้สึกอย่างไรบ้าง จะเป็นการสืบทอดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

ให้เขารู้สึกว่า อย่างน้อยเราก็แสดงให้เห็นว่าเราดูแลซึ่งกันกันอย่างไร ไม่สำคัญหรอกว่า อัตราการตายที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ขอให้เราพยายามอย่างที่สุด และมองหาว่าอะไรคือความหมายที่แท้จริงที่เราได้มายืนอยู่ข้างเตียง

อะไรที่ทำให้เรามีความเป็นอภิสิทธิชน

ณ เวลานั้นมีเราเพียงคนเดียวที่จะทำให้คนไข้ที่อยู่ข้างหน้าเรามีความสุขได้และเรามีอิสระที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ และนั่นคือการเลือกของเราทุกๆ วัน”

ท่านอ.ดร.นพ.สกล สิงหะ

สวัสดีค่ะ คุณอภิสิทธิชน ทุกท่าน

พอลล่าขอนำคำว่าอภิสิทธิชน มาจากท่านอ.ดร.นพ.สกล สิงหะ ปรมาจารย์ ที่ท่านได้มาจุดประกายให้เราทีม SHA ภาคใต้ เข้าใจเรื่องการสูญเสียและการดูแลหลังจากการสูญเสีย หรือภาษาประกิตเขาเรียกว่า Bereavement Care ค่ะ ท่านอาจารย์บันทึกของท่านไว้แล้วค่ะ สนใจอ่านต้นฉบับได้เลยค่ะ ที่นี่ http://gotoknow.org/blog/phoenix-mirror/267307

 

Bereavement: ความหมาย การดูแลสมาชิกของครอบครัวและญาติสนิทมิตรสหายให้"ดำรงชีวิตต่อไปได้"

The entire experience of family members and friends in the anticipation, death and subsequent adjustment to living following a death of a loved one."

Christ et al 2003

เพราะการตายไม่ใช่แค่การสูญเสียชีวิตของคน คนหนึ่ง แต่ทำให้วิถีชีวิตของครอบครัวที่ยังอยู่นั้นเปลี่ยนไปด้วยค่ะ

วันนี้พอลล่าขอนำสิ่งที่ฟังจากต้นฉบับ มาถอดบทเรียนของตนเองนะคะ ชอบประโยค ปิดท้ายของอาจารย์มากๆค่ะ(ที่โพสไว้ด้านบนค่ะ)  แทบจะไม่ต้องบรรยายอะไรมากแล้วค่ะ

แพทย์ พยาบาล เรามักคิดว่าเราเป็นอภิสิทธิชน เป็นระดับ Privilege ที่เหนือกว่าอาชีพอื่น เราสามารถใช้คำถาม ถามคนไข้ได้ โดยที่หากเป็นคำถามนี้ถูกถามโดยอาชีพอื่นแล้ว คงจะเป็นเรื่องแน่ๆ ค่ะ เช่นคำถามคุณมีเพศสัมพันธ์มาเมื่อไหร่ กับใคร ครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ มีใครเคยถามคนอื่นไหมคะ

สิ่งนี้เองที่เราทำได้ เราเป็นอภิสิทธิชน จนบางครั้งทำให้การให้ความหมายในการดูแลคนไข้ของเราเป็นแบบเดิม  

สิ่งสำคัญที่เราจะใหการดูแลญาติ หรือครอบครัวผู้สูญเสีย หรือผู้ที่อยู่ในภาวะเศร้าโศกได้ เราต้องฟังเป็น ฟังด้วยหัวใจ อาจารย์ยกตัวอย่างการเล่นดนตรีวงใหญ่คนเล่นต้องฟังจังหวะรู้ว่าตอนไหนเป็นหน้าที่ของเรา และตอนนี้ใครจะเป็นผู้นำ แต่สุดท้ายที่เหมือนกันคือเล่นเพลงเดียวกัน

นอกจะฟังเป็นแล้ว การดูแลคนไข้ระยะสุดท้าย ขึ้นอยู่กับความหมายของเราที่เราแปลว่าอย่างไร หากเราแปลความหมายว่าคนไข้เราต้องไม่ตาย เพราะจะทำให้อัตราการตายของเราสูงขึ้น เราจะทำทุกวิถีทางที่จะฟื้นคืนชีพเขา และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนอยากเข้า ICU คิดว่า ICU เป็นหอผู้ป่วยที่สามารถช่วยให้เราไม่ตายได้ มีแพทย์ที่เก่ง เครื่องมือครบถ้วน เพื่อทำให้เราไม่ตาย หากมีใครมาขายยาอายุวัฒนะ กับยาตายดี เราจะเลือกยาไหน สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือความหมายของเราที่เราจะดูแลคนไข้กลุ่มนี้อย่างไร

เราต้องเชื่อในสิ่งที่คนไข้พูด Trust เป็นความเชื่อจริงๆ ที่เราเชื่อทุกอย่างในตัวเขา ความรู้สึกของเขา เป็นอย่างไร เราต้องเชื่อ เช่นคนไข้รูปร่างผอมมากๆคนหนึ่งมาบอกเราว่าอยากลดน้ำหนัก เราต้องเชื่อว่าเขารู้สึกว่าเขาผอมจริงๆ “ไม่มีใครอยากมารพ. เขามีความทุกข์ เขาจึงมาหาเราให้ช่วยเขา” แต่บางครั้งเราคิดว่าเขาหลอก เป็นอาการทางจิตบ้าง จึงสั่งยาหลอก ” Placebo”ให้คนไข้ก็มี

ภาวะเศร้าโศก เป็นธรรมชาติของการสูญเสีย เราต้องเข้าใจและไม่ขัดขวาง ไม่กลัวน้ำตา เพราะน้ำตาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ การที่เขามาร้องไห้กับเรา เพราะเขาไว้ใจเรา เราจะไม่ไปหยุดยั้งความไว้ใจ เชื่อใจ ความรู้สึกว่าเราเป็นอภิสิทธิชนเหนือเขาด้วยการบอกว่า หยุดร้อง หรือส่งกระดาษทิชชู่ หรือบอกว่า ไม่เป็นไร ....ญาติเขาเสียทั้งคน เราน่ะไม่เป็นไร แต่เขาคงไม่ใช่ เราควรตั้งใจฟังเขา อยู่กับเขา ปล่อยให้เขาระบาย ร้องไห้เพื่อเยียวยาความรู้สึกของเขาเองค่ะ

กฏระเบียบหรือมาตรฐานที่เราเป็นคนตั้ง ถามตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่าตั้งเพื่อเรา หรือตั้งเพื่อคนไข้ การเซ็นไม่ยินยอมรับการรักษา นั้น เพราะเขาไม่เห็นด้วยกับการรักษาของเราใช่หรือไม่ การมีแพทย์เฉพาะทาง แต่เมื่อคนไข้มาแผนกฉุกเฉิน ไม่ใช่สาขาเรา ต้องตามแพทย์สาขานั้นมาดูคนไข้หรือไม่ ทั้งๆ ที่จรรยาบรรณของวิชาชีพแพทย์ที่เราเรียนมานั้นไม่เคยบอกไว้ว่าต้องตามแพทย์เฉพาะสาขามาดู ...

 

สุดท้าย “เราต้องดูแลตนเองให้ดี เพื่อให้เรามีพลังงาน มีสุขภาพที่ดี

เราดูแลคนที่เปราะบางกว่าธรรมดาได้”

เรียนท่านอาจารย์สกล มาตรวจการบ้านพอลล่าด้วยนะคะ เดี๋ยวจะเพี้ยนค่ะ อิอิ