สองวันมานี้ รู้สึกตัวเองเหมือนคนว่างงานครับ ฮิฮิ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ตลอดเดือนมิ.ย. มีงานนัดพิเศษเพียงสองวันเท่านั้นเอง แต่ความจริง ไม่ได้ว่างหรอกครับ งานยังกองอยู่เพียบเลย โดยเฉพาะการตัดเกรดภาคซัมเมอร์ ตอนนี้ก้าวหน้าไปเพียง 40% เท่านั้นเอง รายงานวิจัยระยะที่ 1 ก็ต้องเร่งแล้ว งานอบรมผู้บริหารโรงเรียนตามกิจกรรมวิจัย ยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย แต่แค่เห็นตารางนัดหมายในโทรศัพท์ว่างบ้าง ก็โล่งใจแล้วครับ

วันนี้เดิมตั้งใจจะไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาครับ แต่เปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย ไปปัตตานีได้แค่ตะลุโบะ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเพชรสุภา ไปเคลียร์วิจัยค้างเก่า ตัววิจัยเสร็จไปตั้งแต่ปีที่แล้วครับ แต่รายการงบยังไม่ได้เคลียร์ โดนทวงมาหลายรอบ ผลัดมาตลอด อันเนื่องจากไม่มีเวลาไปคุ้ยหาใบเสร็จที่ฝังอยู่ในกองเอกสาร (ฮือ งานหนักจริงๆ ครับ เอกสารมันกองโตมาก) จนกระทั่งผู้ประสานงานโทรมาก่อนไปนราธิวาส ผมเลยบอกว่า ไม่เกินวันที่ 6 มิ.ย. ผมจะไปเคลียร์ให้เสร็จ แต่แล้วก็เกินครับวันที่ 8 เพิ่งไปส่งเอกสารทั้งหมด

ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยจะมีวินัย และความเรียบร้อยครับ ทั้งๆ ที่มีแฟ้มเก็บเเอกสารหลักฐานงานวิจัยเรียบร้อย แต่แล้วป้ายติดแฟ้มหลุดหายไป ที่สำคัญแฟ้มที่เจอก็ปรากฏว่า เอกสารหล่นหายไปเสียเยอะ การเคลียร์งบโครงการวิจัยเลยทำยากหน่อย ซึ่งบางทีต้องยอมรับว่า ทำงานวิจัยจากแหล่งอื่นๆ นอกจาก สกว. (ท้องถิ่น) และมหาวิทยาลัยต้นสังกัดแล้ว เคลียร์งบง่ายมาก ส่งเล่มก็คือเสร็จไม่ต้องมีใบเสร็จ แต่สองแหล่งนี้ ใบเสร็จต้องละเอียดครับ เอกสารบางส่วนหายไปอันเนื่องจากย้ายโต๊ะทำงานครับ โครงการวิจัยนี้กว่าจะเสร็จ ย้ายโต๊ะนั่งไปสามห้อง ฮิฮิ

ด้วยวินัยในตัวเองค่อนข้างน้อยครับ ผมเลยจำเป็นต้องมีผู้ช่วยวิจัยในการสร้างวินัย ซึ่งโครงการที่ทำอยู่ปัจจุบัน เดิมเขาไม่ยอมให้มีผู้ช่วยวิจัยครับ เนื่องจากไม่ใช่โครงการชุด แต่แค่สองสามเดือนผ่านไป เห็นภาพของความย่ำแย่ และผมก็กลัวว่าจะกลับเป็นแบบโครงการเดิมของผม เลยต้องขออนุญาตเจ้าของงบ แล้วก็ได้ตามคำขอครับ คือ ได้ผู้ช่วยวิจัยมาหนึ่งคน ทำหน้าที่สำคัญคือการดูแลงานธุรการ การเงิน การประสานงานของการวิจัย และหน้าที่สำคัญคือ เป็นเจ้านายสำหรับหัวหน้าโครงการอย่างผมด้วย

จุดอ่อนข้อนี้ของผม ผมค่อนข้างจะรู้ตัวครับ แต่แก้ไม่ค่อยจะได้ ตอนนี้ที่ทำอยู่คือพยายามไม่ให้ลูกๆ เลียนแบบครับ แต่ดูเหมือนจะทำได้ยากเหมือนกัน ก็พ่อมันเป็นแบบให้ลูกเสียเต็มๆ นิครับ อย่างคืนนี้อิลฮามเพิ่งได้เข้านอนตอนสามทุ่มครึ่งครับ เพราะทำการบ้านช้ามาก ไม่ใช่ช้าที่ทำครับ เพราะตอนนี้พัฒนาการด้านการเขียนก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัด (โตขึ้นลายมือน่าจะสวยกว่าพ่อแน่ๆ) แต่เขียนได้ตัวหนึ่งก็โม้ก่อน พักก่อน พ่อก็พยายามเร่งให้เขียนให้เสร็จๆ ก็ไม่ได้ผล จนพอสองทุ่มครึ่ง อิลฮามก็บอกว่า ปิดทีวีก่อนนะอาบีย์ อันนี้เห็นด้วยมาก พอปิดทีวีแล้วก็ยังไม่ก้าวหน้าครับ จนกระทั่งสามทุ่มกว่า และผมคิดว่าอิลฮามก็เริ่มง่วงแล้ว เจ้าตัวเลยตั้งอกตั้งใจเขียน ไม่คุยกับใคร แล้วการบ้านของเธอก็เสร็จลงจนได้ ฮือ เห็นแววเลย (ตอนนี้มีบทเรียนที่ได้จากการเลี้ยงลูกเยอะครับ แต่ยังไม่มีเวลาเขียนในบล็อกคู่มือสำหรับพ่อมืออาชีพ)

 สำหรับวินัยในเรื่องการสอน ปกติ ผมมีปัญหาเกี่ยวกับการตรวจงานนักศึกษาครับ แต่ในรอบสองเทอมที่ผ่านมา ผมก็นำเอา Moodle มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งปรากฏมันกลายเป็นตัวสร้างวินัยในการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ ครับ เนื่องจากนักศึกษาสามารถติดตามผลงานของตัวเองได้ตลอดเวลา ทำให้ช่องทางการสื่อสารระหว่างอาจารย์ (อย่างผม) กับนักศึกษามีมากขึ้นครับ นักศึกษาทวงงานได้ว่า ทำไมอาจารย์ไม่ตรวจ ในขณะเดียวกันผมเองก็สามารถตรวจงานได้ทุกเวลาที่มีเวลาว่าง แค่มีคอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ท ซึ่งปกติสองอย่างนี้มันติดตัวผมอยู่แล้ว

และอาจจะด้วยความสำเร็จที่สังเกตเห็นได้ครับ เทอมนี้อาจารย์ในสาขาหันมาใช้มากขึ้น และขยายผลไปยังสาขาวิชาอื่นๆ ได้ด้วย อันนี้น่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมก็พลาดไปอย่างหนึ่งครับ เมื่อครั้งที่จัดอบรมการใช้ moodle ในรอบที่ผ่านมา เนื่องจากไอ้กระผมลืมไปว่า วันนั้นมันวันปฐมนิเทศน์ อาจารย์ส่วนใหญ่ก็ต้องเข้าอยู่ในห้องประชุม ฮิฮิ (โดนรองคณบดีบ่นเลย)

ตอนนี้คุยกันในสาขาวิชาครับว่า คงต้องลงทุนหาเซฟเวอร์ เพื่อสร้างระบบอินทราเน็ทภายใน เพื่อแยกฐานข้อมูลทำให้การเรียนผ่านเว็บมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถาบันภาษาฯ มาอยู่อาคารเดียวกัน ผมยิ่งอยากทำมากขึ้นครับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนภาษาของนักศึกษา ให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพตนเอง ซึ่งความคิดผมคือ ศูนย์การเรียนรู้ภาษาด้วยตนเองครับ แต่ความหวังจริงๆ ของผม อยู่ที่ระบบลีดไลน์ครับ ด้วยสถิติการใช้เว็บในการสอนของมหาวิทยาลัยในปีนี้ ผมว่า ฝ่ายที่รับผิดชอบคงต้องคิดหนักหน่อยนะครับ เรื่องอินฟราฯ