ย้ายที่อยู่ในวัด

คืนนี้... ผู้เขียนได้ย้ายจากกุฏิเดิมมาจำวัดในศาลาการเปรียญเพื่อความเหมาะสมบางประการ ซึ่งอะไรๆ ก็ยังไม่เรียบร้อยเข้าที่เข้าทาง คงจะอยู่ไปจัดไปและค่อยๆ ขนของเท่าที่จำเป็นมาเรื่อยๆ สำหรับวันนี้ก็ได้แต่เพียงย้ายสายโทรศัพท์จากกุฏิหลังเดิมมายังศาลาฯ แล้วก็ยกเครื่องคอมมาใช้เท่านั้น...

วิธีการหนึ่งของการแก้ปัญหาในวัดก็คือการย้ายที่อยู่ ซึ่งเหตุผลในการย้ายก็มีหลากหลาย เช่น วัดมีพระภิกษุน้อยแต่พื้นที่ในวัดกว้าง เมื่อพระภิกษุบางรูปลาสิกขาหรือย้ายไป ทำให้บริเวณส่วนนั้นขาดคนดูแล นานๆ ไปก็อาจรกเรื้อด้วยสิ่งต่างๆ เป็นที่ทิ้งขยะของชาวบ้านชาววัด หรือเป็นที่ซ่องสุ่มของพวกใฝ่ใจในทางเลว... ท่านเจ้าอาวาสหรือพระเถระบางรูปจึงย้ายไปอยู่กุฏิบริเวณนั้นเพื่อจะได้ทำความสะอาด ป้องปรามใครบางคน ทำให้พื้นที่ส่วนนั้นไม่เปลี่ยวเกินไป...

หรือบางวัดนั้น ภายในพรรษามีพระบวชใหม่อยู่จำพรรรษาเยอะถึงห้าหกสิบหรือบางปีเกือบร้อยรูป แต่เมื่อออกพรรษาแล้วพระเณรน้อยเหลือไม่ถึงสิบรูป ดังนั้น หลังจากออกพรรษารับกฐินเสร็จ พระเถระหรือเจ้าอาวาสก็อาจย้ายไปอยู่ตามกุฏิว่างๆ เพื่อช่วยกันดูแลมิให้กุฏิชำรุดทรุดโทรมเร็วเกินไป...

 

กุฏิเดิมที่ผู้เขียนอยู่นั้น (คลิกที่นี้) เป็นกุฏิสองชั้นแบบโบราณ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปภายในวัด ซึ่งผู้เขียนอยู่ชั้นบน (ชั้นล่างยังไม่ได้ซ่อม) มีประตูสามชั้นและมักปิดประตูตลอดเพราะผู้เขียนอยู่แต่ภายในห้อง... เคยคิดว่าจะเอาเครื่องคอมฯ มาตั้งด้านนอกแล้วเปิดประตู แต่ก็ไม่เหมาะสม เพราะโต๊ะคอมจะอยู่สูงกว่าแท่นโต๊ะหมู่ด้านหน้ากุฏิ... อีกทั้งขึ้นลงค่อนข้างลำบากสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งก็มีเป็นประจำเมื่อญาติผู้ใหญ่มา ผู้เขียนต้องลงมาคุยด้านล่าง...

ศาลาฯ อยู่ด้านนอกข้างประตูวัด มีต้นมะขามขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า และมีศาลาพักร้อนหลังเล็กใต้ต้นมะขาม ซึ่งมักมีใครต่อใครจับจองเป็นที่นั่งที่นอนกันทั้งวันทั้งคืน หรือบางครั้งบางเวลาก็เป็นที่มั่วสุม... อีกทั้งระยะหลังมานี้ ของภายในศาลาก็ค่อยๆ สูญหายไปเรื่อย เช่น เชิงเทียนรูปสุพรรณหงส์ทำด้วยทองเหลือง ๔ อัน และกระถางธูปทองเหลืองขนาดใหญ่พอสมควร ๒-๓ อัน ก็สูญหายไปหมดแล้ว... นอกจากนี้พระพุทธรูปทองเหลืองซึ่งญาติโยมบรรจุอัฐิของบรรพบุรุษไว้ และโกฏิทองเหลืองบรรจุอัฐิก็ค่อยๆ สูญหายไปเรื่อยๆ (สิ่งที่ทำด้วยทองเหลืองภายในวัด เดียวนี้สูญหายบ่อย)

ผู้เขียนจึงคิดว่า ถ้ามาอยู่ในศาลาฯ อาจป้องปรามพวกที่มาชุมนุมใต้ต้นมะขามได้บ้าง ของภายในศาลาฯ ก็น่าจะสูญหายน้อยลงหรือช้าลง (แต่จะมิให้สูญหายเลย คงเป็นไปไม่ได้)... อีกอย่างหนึ่งก็คือ บรรดาญาติโยมที่จะมาเยี่ยมเยือนหรือธุระบางอย่างก็อาจสะดวกยิ่งขึ้น... จึงลองคุยกับญาติโยมที่อยู่หน้าวัดซึ่งมักจะมานั่งเล่นภายในวัด ก็มีแต่คนเห็นด้วย ดังนั้น จึงได้ย้ายมาเพื่อจะแก้ปัญหาตามที่คาดหวัง แต่จะได้ผลหรือไม่เพียงใด ก็คงจะต้องคอยดูกันไปในอนาคต...

อีกอย่างหนึ่ง ภายในศาลาฯ ค่อนข้างจะรกเรื้อในบางจุด ซึ่งก่อนที่จะย้ายมาอยู่นี้ ๒-๓ วันก่อน ผู้เขียนก็ชวนพระเณรรื้อของ (หรือ สมบัติบ้าในวัด เคยเขียนเล่าไว้หลายตอนในบันทึกเก่าๆ) ทิ้งไปหลายอย่าง เช่น เสื่อพลาสติก สัปทน พานแว่นฟ้า ผ้าขาว ผ้าม่าน แท่นอาสนะ ซึ่งพิจารณาว่าหมดอายุ พังแล้ว หรือสกปรกจนเกินไปก็ให้เอาไปทิ้ง... ชุดโต๊ะหมู่เก่าๆ ซึ่งครบบ้างไม่ครบบ้างชำรุดบ้าง ก็ช่วยกันขนไปไว้ใต้กุฏิผู้เขียน (ซึ่งต่อไป บางชิ้นอาจพิจารณาเผาหรือฝัง)

การมาอยู่ในศาลาฯ อาจเป็นผลดีต่อภาพรวมของวัด จะได้ค่อยๆ ทำความสะอาดและกำจัดจุดรกเรื้อให้หมดไป และอาจเป็นผลดีต่อผู้เขียนในแง่มวลชน... แต่โดยส่วนตัวแล้ว มิใช่ผลดีนัก เพราะต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น หรือบางครั้งก็อาจเป็นที่ไม่สบอารมณ์ต่อใครบางคน ซึ่งคงต้องคอยดูกันไปในอนาคตเช่นเดียวกันว่าจะเป็นอย่างไร...

  • ใครว่าบวชนานสบาย ผู้เขียนคิดว่ายิ่งอยู่นานยิ่งยุ่ง...