แม้เอกสารมหาชน (Public Document) จะเป็น "พยานบอกเล่า" (Hearsay) แบบหนึ่ง แต่มันก็มีความแตกต่างจากพยานบอกเล่าอื่นๆ เพราะ เอกสารมหาชนเป็นข้อยกเว้น (อย่างหนึ่ง) ของหลักห้ามรับฟังพยานบอกเล่า
มาตรา 127 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เขียนไว้ชัดๆๆ ว่า "..เอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น และเอกสารเอกชนที่มีคำพิพากษาแสดงว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร"
เหตุที่ป.วิ.แพ่ง ให้รับฟังเอกสารมหาชนได้ ทั้งๆ ที่เป็นพยานบอกเล่า ก็เพราะเอกสารมหาชน ได้รับความคุ้มครองจากประมวลกฎหมายอาญา ม.267 ให้ผู้เล่าต้องบอกเล่าข้อมูลที่เป็ฯจริง มิฉะนั้น จะมีความผิดทางอาญา
แต่จะว่าไป ความหนักแน่นของพยานเอกสารมหาชน ก็ให้ผล 2 ด้าน ถ้าเอกสารนั้น ระบุข้อความตรงกับข้อเท็จจริงก็ดีไป แต่จากหลายๆ cases ของงานสถานะบุคคล ทำให้เราเรียนรู้ได้ว่า เอกสารมหาชนจำนวนไม่น้อย ถูกกรอกข้อความที่ผิด เพี้ยนไปจากข้อเท็จจริง ทำให้ต้องมีกระบวนการโต้แย้ง แก้ไขเอกสารมหาชน ..ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว มักไม่มีการดำเนินการ
อาจเพราะเขาเองก็ไม่รู้
อาจเพราะเดินเรื่องแล้ว ถูกปฏิเสธ
ฯลฯ
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ตัวอย่างที่ชัดเจน คุณสุทธิชัย หยุ่น และคุณเทพชัย หย่อง เป็นพี่น้องคลานตามกันมาแห้ๆ แต่นามสกุลต่างกัน ก็จากความเพี้ยนของอำเภอในยุคนั้นครับ
ปัญหาในภายภาคหน้าที่รัฐไทยต้องแก้ไขละครับ ชื่อบิดามารดาผิดเพี้ยนไป ในสูติบัตรของแรงงานต่างด้าว เพี้ยนแบบหาทางเข้าไม่เจอ ต่อกันไม่ได้
ครั้นพอจะขอเปลี่ยนให้ถูกก็ต้องตรงตามบัตรประชาชนพม่า ฝ่ายอำเภอก็ดันให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายแปลเอกสารภาษาพม่าเป็นภาษาไทยก่อนจึงจะแก้ไขให้
ทำให้ผมสงสัยว่าที่มีข่าวออกมา ว่าทางการไทยส่งเอกสารพิสูจน์สัญชาติพม่าไปประมาณ 60,000 คน แล้วผ่านเพียง 10 % เท่านั้น ทางการพม่าสงสัยพยานหลักฐานอะไรกันแน่ ?
อืมมม ..เราควรปรับแบบฟอร์ม "เอกสารมหาชน" ของเราในส่วนที่เกี่ยวกับคนต่างด้าวหรือเปล่าเนี่ย..