ด้วยกระบวนการสอนที่ค่อยเป็นค่อยไป ..ค่อยๆดึงศักยภาพของน้องๆออกมา และด้วยข้อมูลที่น้องๆมีอย่างเต็มเปี่ยมทำให้แม่ต้อยอดที่จะทึ่งไม่ได้ว่า หลายๆคนที่มาเรียน สามารถเขียนเรื่องราวได้ดี เหมือนคนที่ผ่านงานเขียนมาโชกโชน

เรื่องเล่า...เปลี่ยนโลกได้...เปลี่ยนสังคมได้.. .ซึ่งเราได้ใช้กันน้อยมาก ..เพียงได้อ่านเรื่องเล่าไม่กี่เรื่องทำให้เราฉุกคิดอะไรได้หลายๆอย่างๆ..การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่ดีคือการปรับเปลี่ยนผ่านการเล่าเรื่อง....

 

  การทำงานในโรงพยาบาล เราทำงานผ่านชีวิตของผู้คนมากมาย ซึ่งเราไม่สามารถเล่าความประทับใจ หรือความรู้สึกชื่นชมผ่านตัวเลขต่างๆได้..

 

ที่สำคัญ...ระบบสุขภาพมักจะมีความทรงจำในด้านลบ..

 

 

       ในห้องประชุมที่สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม บรรยากาศที่เย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศ ความคุ้นเคยของผู้เข้าร่วมประชุมที่เริ่มทำความรู้จักกันผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานตั้งแต่เมื่อวานเย็นจนถึงสี่ทุ่ม ทำให้การเริ่มต้นของหลักสูตร “Narrative medicine “  ของเช้าวันแรกเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย โน้มนำให้ผู้เข้าเรียนนั่งฟังอย่างตั้งใจ  คุณหมอโกมาตรเริ่มต้นเล่าเรื่อง เรื่องเล่าเปลี่ยนแปลงโลก  อย่างถึงแก่นความจริง น้องๆทุกคนนั่งเงียบอย่างใจจดจ่อ..

 

แม้ว่า...

 

หลายๆคนยังมีแววตาที่งุนงงสงสัย ปนความไม่แน่ใจว่า หลักสูตรนี้จะให้อะไรกับเขาได้  หรือเมื่อครบสามวันแล้ว จะสามารถที่จะเอาเรื่องราวการทำงานในชีวิตประจำวันมาเขียนเป็นเรื่องเล่าได้อย่างไรกัน ?  มันไม่น่าจะเป็นไปได้?

 

       และแม่ต้อยเองก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน? เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมา น้องๆหลายคนได้แนะนำตัวเองว่าที่มาครั้งนี้ เพราะว่าโรงพยาบาลไม่มีใครมา เขาเลยให้หนูมา ..แม่ต้อย แอบใจเสีย...และแอบเสียใจ เหมือนกัน นะคะ..ที่ได้ยิน น้องคงพุดเล่นๆน่า ..แม่ต้อยปลอบใจตัวเอง ...ปลอบใจวิทยากรด้วยหละ..

 

คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์..เป็นวิทยาการหลักในหลักสูตรนี้ โดยมีวิทยากรผู้ช่วยซึ่งเป็นน้องๆที่ทำงานในโรงพยาบาลชุมชนบ้าง โรงพยาบาลศูนย์บ้าง หรือมาจากสถานีอนามัยบ้างมาช่วยเป็นวิทยากรพี่เลี้ยง และมาให้กำลังใจแก่ผู้ที่จะหัดเป็นนักเขียนเรื่องเล่าระบบสุขภาพในโรงพยาบาล

 

ผู้เรียนจะแบ่งเป็นกลุ่มๆ มีพี่เลี้ยงทุกกลุ่มซึ่งจะคอยแนะนำ ให้กำลังใจ หรือชี้ประเด็นตลอดระยะเวลาสามวันนี้..

 

แม่ต้อยลงไปนั่งในกลุ่มที่ ๓ ซึ่งมี น้องอิ๋ว หรือชื่อจริงว่า คุณอมรรัตน์ เอมอาจ จากสถานีอนามัยตำบลวัดแก้ว อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เป็นพี่เลี้ยง..

   น้องอิ๋วซึ่งมีผลงานการเขียนจากงานของเธอตีพิมพ์แล้วอาสามาเป็นพี่เลี้ยงให้พวกพี่ๆ

 

การเรียนเป็นไปด้วยความสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะเฮฮา สลับการบรรยายเป็นระยะๆ คุณหมอโกมาตรมีเรื่องเล่าอย่างมากมาย และด้วยลีลาท่าทาง  น้ำเสียง ตลอดจนวิธีการเล่า ทำให้คนเรียนซึมซับเรื่องเล่าได้ จนสามารถที่จะแปลความหมายของเรื่องที่ได้ฟังได้อย่างไม่รู้ตัว

 

และนี่เป็นบทแรกของการเรียน.. ที่ไม่เหมือนการเรียน.ที่เคยผ่านมา...จริงๆ

 

บทเรียนดำเนินไปในหลายๆรูปแบบ จากการจินตนาการตัวละคร การวิจารณ์หนังสั้นๆ( สนุกมาก..) เพื่อหาหัวใจของเรื่อง หรือจากการสร้างฉากจากภาพที่เราเห็นด้วยถ้อยคำและภาษาที่งดงาม

 

ทุกๆค่ำคืนน้องๆทุกคนจะมารวมตัวกันในห้องประชุมถึงสี่ทุ่ม หรือห้าทุ่ม เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน หรือ ฝึกหัดการเขียน ไม่มีใครแม้แต่สักคนที่จะแสดงความอ่อนล้าหรือเบื่อหน่ายให้เห็น( หรือแม่ต้อยไม่เห็น..อิอิ)

 

ในวันที่เริ่มฝึกการเขียน น้องๆจะไปแอบตามมุมสงบเพื่อสร้างเค้าโครงและหัวใจของเรื่อง แม่ต้อยแอบมองน้องๆมีสีหน้าเอาจริงเอาจังในการหยิบจับปากกาและสมุด ราวกับนักเขียนมืออาชีพที่คุ้นเคยในการเขียนเรื่องมาแรมปี

 

ไม่มีใครรู้ว่า ด้วยกระบวนการสอนที่ค่อยเป็นค่อยไป ..ค่อยๆดึงศักยภาพของน้องๆออกมา และด้วยข้อมูลที่น้องๆมีอย่างเต็มเปี่ยมทำให้แม่ต้อยอดที่จะทึ่งไม่ได้ว่า หลายๆคนที่มาเรียน สามารถเขียนเรื่องราวได้ดี เหมือนคนที่ผ่านงานเขียนมาโชกโชน  ด้วยวีธีการเปิดฉาก การดำเนินเรื่อง และการสร้างความสมจริงของตัวผุ้คนในเรื่องเล่าเหล่านั้น

ดีกว่า.. หลายๆเรื่องที่แม่ต้อยไปซื้อมาอ่าน.. เสียงปรบมือดังอย่างถูกใจเมื่อแม่ต้อยออกมาให้กำลังใจหน้าห้อง

 น้องๆคงนึกว่าแม่ต้อยเพียงแค่พุด แต่แม่ต้อย หมายความอย่างนั้นจริงๆ

หมอต้องเขียนตอนที่สอง ต่อนะคะ

 

 แม่ต้อยเอ่ยปากกับคุณหมอสุนทร จากรพ.สงขลานครินทร์ เพราะว่าคุณหมอจบเรื่องนี้แบบคาใจจริงๆ มันช่างเร้าใจจนอยากที่จะอ่านต่อเพื่อ ลุ้นว่า อาจารย์ แพทย์ ที่เป็นตัวเอกของเรื่องซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งจะดำเนินชีวิตอย่างไร ระหว่างงานที่รับผิดชอบกับสุขภาพของตัวเอง ..

เสียงสนับสนุนดังเซ็งแซ่..จริงๆๆ หมอต้องเขียนต่อให้จบ แม่ต้อยมีกองเชียร์มากมาย  คุณหมอส่งสายตาแวววาวด้วยความดีใจที่ผลงานเป็นที่ชื่นชอบ

 

น้องๆเขียนจากงานประจำที่ดูเหมือนแห้งแล้งและขมขื่น แต่เมื่อแปรเปลี่ยนมาเป็นเรื่องเล่า สัมผัสได้ถึง อารมณ์ ความรู้สึก ความมีชีวิตชีวา ทำให้แม่ต้อยเห็นตัวละครเอกเต้นเร่าในทุกที่ทุกหนทุกแห่ง

ดังเช่นเรื่องของคุณหมอ จิรฐา บุตรแก้ว( ANNY)  จากขอนแก่นได้สัมผัสความรู้สึก ความเหน็ดเหนื่อย และความรับผิดชอบอย่างมากของคนที่ทำหน้าที่เป็นแพทย์ในชนบทที่ทำงานบนความคาดหวังจากคนไข้ คนรอบข้าง และสังคมอย่างสูง จนทำให้บางครั้งมีความท้อแท้ และหมดกำลังใจ  แต่เมื่อได้มีโอกาสไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ไปทำงานให้การรักษาแก่คนไข้ที่ไม่เคยรู้จัก รวมไม่ใช่คนไทยทำให้คุณหมอเปลี่ยนแนวคิดมาเป็นอีกมุมมองหนึ่ง  ได้

เรื่องเล่านี้ช่างทรงพลังเสียเหลือเกิน ทุกคนในห้องนิ่งเงียบ เงียบเพื่อฟังเรื่องเล่านี้ จนแม่ต้อยว่าแม้แต่เข็มตกกับพื้นสักเล่ม เราคงได้ยินแน่ๆ

 

ในช่วงเวลาสามวันนี้ แม่ต้อยคิดว่ามีสิ่งมหัศจรรย์ อย่างน้อยสามอย่างที่เกิดขึ้น

อย่างแรก แม่ต้อยได้เห็นพลังที่เต็มปรี่ของคุณหมอโกมาตร ที่สอนตั้งแต่แปดโมงครึ่งถึงสี่ทุ่มครึ่ง.. ไม่มีอาการล้า เพลียหรือ แสดงสักนิดว่าเหนื่อย ( แม่ต้อยว่าเวลานอนคงหลับปุ๋ยแน่ๆ ฮ่าๆๆ)

อย่างที่สอง  แม่ต้อยก็ได้เห็นว่าคนที่มาเรียนก็ มีความตั้งใจมากจริงๆคะ ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม บางคนถึงเที่ยงคืนก็มี

อย่างที่สาม แม่ต้อยได้เห็นศักยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวของน้องๆอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ก่อนจากกันในวันสุดท้าย...

พวกเราก็ได้คำตอบว่า..เขียนเรื่อง.. เขียนโลก.เป็นอย่างไร?

สวัสดีและขอบคุณมากคะ

ผู้ก่อการทั้งสามคะ