พิพิธภัณฑ์บุคคลสำคัญ จะสร้างฝันให้เยาวชนของเรา ต่อสู้เพื่อสร้างฝันให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน

        ยังไม่อยากไปที่อื่นครับ ยังอยากอยู่กับ Air Force One เพราะมีเรื่องขำๆ เล่าสู่กันฟัง

        ผม ภรรยาและลูกสาวไปถึงบันไดเพื่อเข้าไปใน Air Force One ก็มีแหม่มเจ้าหน้าที่ยืนรออยู่แล้ว เธอบอกว่า เป็นบริการถ่ายรูป หากเราสนใจจะถ่ายให้แล้วไปรับภาพถ่ายเมื่อออกจากเครื่องบิน พวกเราตกลง

         เจ้าหน้าที่ให้เรายืนอยู่หน้าประตู หันหน้ามาทางหล่อน

         "ยืนชิดๆ ค่ะ คุณผู้ชายแขนซ้ายไขว้หลังหน่อยค่ะ โบกมือด้วยนะคะ  ยิ้มค้างไว้ค่ะ พร้อมแล้วนะคะ หนึ่ง สอง สาม เสร็จแล้วค่ะ...."

 

       ภาพนี้ไม่ชัด เพราะถ่ายจากภาพที่เจ้าหน้าที่สาวสวยของพิพิธภัณฑ์โรนัลด์ เรแกน ถ่ายให้ (ภาพนั้นคมชัด และเท่มาก ๆ ครับ)

        หลังจากกล่าวขอบคุณแล้ว เราก็เดินเข้าไป ส่วนหัวเป็นที่นั่งกัปตันและผู้ช่วย มีปุ่มและอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด ถัดไปเป็นที่นั่งทำงานของประธานาธิบดี ผมเอื้อมมือไปจับพนักเก้าอี้ พอสัมผัสใจก็ตูมขึ้นมาทันที ที่นั่งนี้คงมีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายท่านได้นั่ง ผมลูบไล้ที่วางแขนเบาๆ แต่พอลูกสาวผมสกิดให้ดูป้าย "โปรดอย่าจับ" ผมรีบเอามือออกด้วยความเสียดาย

        ห้องถัดไป เป็นห้องประชุมสำหรับสิบคน ห้องนี้มีเจ้าหน้าที่ยืนบรรยายด้วย (ผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่ทำท่าพยักหน้าอมยิ้ม แหะ แหะ) 

        ถัดไปอีกเป็นที่นั่งที่นอนพักผ่อน มีเก้าอี้ปรับเอนสิบที่นั่ง ต่อไปเป็นที่รับประทานอาหาร และสุดท้ายเป็นห้องครัว ซึ่งมีฝรั่งหน้าตาดุยืนอยู่ พอเราเดินมาก็มองเราอย่างละเอียดละออ ผมยิ้มให้ก็ไม่ยิ้มตอบ เขาคงมีหน้าที่ดูว่าจะมีใครหยิบอะไรออกไปไหม

         ออกจาก Air Force One ก็เกือบเที่ยงวัน เราลงไปชั้นล่างสุด มีเฮลิคอปเตอร์ รถยนต์โรสรอย ประจำตัวประธานาธิบดี

ยืนตรงพยายามจะให้เหมือนทหาร ใจรักแต่หุ่นไม่ให้

          หลังจากเดินและยืนดูจนพอใจ ลูกสาวก็พาเราไปกินแฮมเบอร์เกอร์ที่มุมห้อง ลูกสาวและภรรยากินได้ครึ่งก้อน ก็บอกอิ่มแล้ว ที่เหลือจะให้ผมกิน ผมบอก ไม่ไหวหรอก ไม่อร่อย และก็เยอะอีกต่างหาก (เยอะหากอร่อยก็ไม่แน่) เขาเลยเอาไปลงถังขยะ แล้วเดินไปดูของที่ระลึก ผมก็กินของผมไป

          ขณะที่ผมกำลังตั้งอกตั้งใจทำลายขนมปังห่อแฮมกับผักชิ้นสุดท้าย ภรรยาก็เดินกระหืดกระหอบมาหา พอมาถึงก็ถามผมว่า

         "เห็นหมวกนิกไหม..." (เขาเรียกตัวเองว่า นิก) 

         "ไม่เห็น...เอาไว้ยังไงล่ะ" ผมตอบแล้วขยอกขนมปังชิ้นสุดท้ายลงท้องไป 

         เขาบอกว่าเอาเหน็บไว้ที่กระเป๋าถือ สงสัยว่าจะหล่นใน Air Force One  แล้วรบเร้าให้ผมไปตามหา เพราะเขาชอบหมวกใบนี้มาก ผมแกล้งเฉไฉบอกว่าตอนเข้าในเครื่องไม่เห็นมีหมวกลืมไว้ที่อื่นรึเปล่า เขายืนยันหนักแน่นและทำหน้าละห้อย ผมจึงต้องชวนลูกสาวออกไปตามหา

         ด่านแรกก่อนเข้าประตู ผมบอกสาวสวยที่บริการถ่ายรูปซึ่งเปลี่ยนเวรเป็นอีกคนแล้ว ว่า ขอเข้าไปหาหมวก เธอทำหน้างง แต่ก็โอเค ผมกับลูกสาวเดินหาหมวกภรรยาจนถึงประตูท้ายเครื่องไม่มี ผมเลยต้องถามฝรั่งหน้าเข้มที่ประตู ฝรั่งคนนี้หน้าเข้มจริงแต่เวลาพูดเขาพูดดี (เพราะผมฟังรู้เรื่อง ฮิฮิ) เขาบอกให้ไปถามเจ้าหน้าทีที่อยู่ชั้นล่าง 

         ผมขอบคุณ (วันนั้นใช้คำว่า "ขอบคุณ" บ่อยมาก) แล้วพาลูกสาวออกจาก Air Force One ไปพบเจ้าหน้าที่ที่โต๊ะติดต่อสอบถาม ซึ่งภรรยาผมรีบมาสมทบ

        โต๊ะนั้นมีฝรั่งอยู่สามคน ยืนสองคนนั่งหนึ่งคน  พอผมถามพวกเขาว่า ขอโทษครับเห็นหมวกผมไหม คนนั่งก็ล้วงมือเข้าไปในโต๊ะ มีหมวกสีแดงติดมือออกมา

         "หมวกนี้ใช่ไหม" เขาถามผม

         "Yes, Thank you." เราสามคนพูดเกือบพร้อมกัน

         "มาจากไหนครับ" ฝรั่งคนที่ยืนถามเรา

          "ประเทศไทยค่ะ" ลูกสาวผมตอบ

          แทบไม่น่าเชื่อ ฝรั่งคนนั้น ก้มหน้าพนมมือแล้วพูดว่า

          "ซาหวัดดีคร้าบ" พวกเราหัวเราะด้วยความดีใจขึ้นพร้อมกัน ผมรีบพูดว่า

           "เก่งมากครับ ที่พูดไทยได้" เขายิ้ม พวกเราขอบคุณเขาอีกครั้งหนึ่งแล้วเดินจากไป

           หมวกที่ภรรยาผมชอบนักหนาคือ หมวก Air Asia สีดำขอบแดง ผมคิดเล่นๆ ว่า Air Force One โดน Air Asia ลูบคมเสียแล้ว

           ก่อนออกจาก Ronald Reagan Presidential Library And Museum ผมนั่งรอภรรยาและลูกสาวซื้อของที่ระลึก ใจเหม่อลอยถึงเมืองไทยของเรา ผมมั่นใจว่า พิพิธภัณฑ์บุคคลสำคัญ จะสร้างฝันให้เยาวชนของเราต่อสู้เพื่อสร้างฝันให้เป็นจริงได้อย่างแน่นอน