สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือวานเพื่อนที่ขับรถของโรงแรมไปส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ ครับนับว่ายังโชคดีที่โรงพยาบาลช่วยไว้ได้ทัน
ตอนที่ 15
วัยที่เต็มไปด้วยความรัก
ความคิดในช่วงนั้นเห็นว่าทำงานสองที่รายได้ดีชักขาดเรียนบ่อยครั้งใน และบางครั้งถึงกับขาดสอบเมื่อเป็นเช่นนี้เลยตัดสินใจขอหยุดพักการเรียนชั่วคราวหันมาทำงานหาเงินอย่างจริงจัง เมื่อมีเงินเริ่มที่จะอยากจะมีแฟน เพื่อนคนที่เรียนรามด้วยกันตอนแรก ๆ คบหากันดีอยู่ แต่พอผมไม่ค่อยได้ไปเรียน เค้าก็มีเพื่อนชายคนใหม่ แต่ก่อนหน้านั้นผมก็พอรู้อยู่บ้างเพราะมีเพื่อนผมอีกคนเห็นเพื่อนหญิงผมไปเดินกับเพื่อนชายอื่นเค้าเลยโทรมาบอกผม ผมทำใจไว้ตั้งแต่ตอนเพื่อนโทรมาบอกแล้วล่ะ
แต่จู่ ๆ เพื่อนหญิงคนที่เรียนรามด้วยกันมาหาผมที่ทำงาน ในช่วงเวลานั้นผมทำงานอยู่เคาว์เตอร์แคชเชียร์ เค้าก็มานั่งคุยด้วยเหมือนกับมาง้อผมเค้าก็พูดอะไรต่อมีอะไรเยอะแยะไปหมด ผมนิ่งฟังเค้าพูดอยู่ฝ่ายเดียวเค้าพูดให้ผมฟังเป็นชั่วโมงเพื่อที่จะขอคืนดีกับผม แต่ผมยังเฉย เค้าออกไปข้างนอกซื้อโค๊กมาสองถุง เค้ายื่นให้ผมถุง แต่ผมไม่ได้ดื่มผมแขวนไว้ใกล้ ๆ กับที่นั่งทำงาน ส่วนเค้าดูดโค๊กจนหมดถุง แล้วเค้าถามผมว่าไม่ดื่มเหรอะถ้าไม่ดื่มก็เอาคืนมา เค้าหยิบถุงโค๊กที่ผมไม่ดื่มไปดูดจนหมดถุง ผมไม่รู้ว่านานสักเท่าไหร่พักใหญ่ ๆ เห็นจะได้ เค้าล้มลงไปน้ำลายฟูมที่ปากผมก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร คนที่ทำงานแตกตื่นกันใหญ่นึกว่าเป็นลมแต่ทำไมน้ำลายฟูมปาก มีเพื่อน ๆ ที่ทำงานหลายคนถามผมว่าไปกินยาอะไรมาหรือเปล่า ผมบอกไม่รู้เหมือนกันผมนึกขึ้นได้หยิบถุงโค๊กที่เค้าทิ้งลงในขยะข้างผมมาดมปรากฏว่ากลิ่นยาฆ่าแมลงหึ่งเลย
สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นก็คือวานเพื่อนที่ขับรถของโรงแรมไปส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ ครับนับว่ายังโชคดีที่โรงพยาบาลช่วยไว้ได้ทัน เมื่อทางบ้านเพื่อนหญิงเค้ารู้ ในตอนแรกเค้าโกรธผมน่าดูโดยเฉพาะพี่ชายเค้า มาเจอผมที่โรงพยาบาลจะเอาเรื่องผมให้ได้แต่ผมทำใจดีสู้ ว่าขอให้พี่ชายเค้าฟังจากปากของน้องสาวเค้าว่าอะไรมันเกิดขึ้น ผมเองก่อนหน้านั้นเข้าออกบ้านเค้าอยู่เป็นประจำ มาระยะหลังก่อนหน้าที่จะเกิดเรื่องไม่ค่อยได้ไป ตอนเค้าอยู่โรงพยาบาลผมไปเยี่ยมสามครั้งไม่นับรวมตอนไปส่ง ผมเจอพี่ชายเค้าครั้งที่สองพี่ชายเค้าเข้ามาคุยกับผมว่าเค้าไม่ติดใจที่จะเอาเรื่องเอาราวกับผมการคบหากับน้องสาวเค้าสุดแล้วแต่ว่าจะคบกับน้องสาวเค้าต่อหรือไม่ ผมเข้าใจว่าเมื่อเพื่อนหญิงผมฟื้นขึ้นมาแม่และพี่ชายเค้าคงถามเรื่องผมกับเค้า และกับเพื่อนชายอีกคนให้แม่และพี่ชายของเขาฟัง ไม่เช่นนั้นถ้าทีของพี่ชายเค้าคงจะไม่เปลี่ยนถึงขนาดพูดกับผมว่าแล้วแต่ ตอนนั้นผมพูดกับแม่และพี่ชายของเขาไปว่าขอดูก่อน แต่ในใจผมตอนนั้นผมรับไม่ได้
หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วเค้าเงียบไปเลย ผมเองก็ไม่ได้ไปหาเค้าเลย ประมาณปีเศษ ๆ จังหวะพอดีมีงานที่จะต้องไปทำแถว ๆ บ้านเพื่อนหญิง กะว่าจะไปเยี่ยมแม่เพื่อนหญิงสักหน่อย แต่ปรากฏว่าบ้านรื้อไปแล้วเปลี่ยนเป็นอาคารตึกแถว สอบถามคนแถวนั้นได้ความว่าย้ายไปอยู่อยุธยา จากนั้นมาก็ไม่ได้พบหรือพูดคุยกันอีกเลย จนปีที่สามเค้าโทรมาหาผมที่ทำงานพูดคุยกันเค้าบอกขอเป็นเพื่อนคุยได้ไหม ผมบอกเค้าไปว่าได้ไม่มีปัญหา เพราะในช่วงนั้นผมมีเพื่อนหญิงใหม่แล้วโดยพบกันที่โรงพยาบาลกลาง ผมเองมีพี่สาวเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลกลาง เค้าไปหาพี่สาวเค้า ผมก็ไปหาพี่สาวผม และก็รู้จักกันทีนี้ก็นัดกันมาหาพี่สาวเมื่อหาพี่แล้วก็ไปเที่ยวต่อด้วยกัน
เธอเองพักอยู่ที่กองปราบ (เมื่อก่อนกองปราปรามอยู่แถวคลองถมติดแอร์สมัยนี้) ได้สิทธิจากพี่ชายของเธอที่เป็นตำรวจที่กองปราบ ระหว่างกองปราบกับโรงพยาบาลกลางก็ไม่ไกลกันเท่าไรเดินแป๊ปเดียวก็ถึง เมื่อไปเที่ยวมาแล้วผมจะไปส่งเธอที่กองปราบเป็นประจำ ลืมบอกไปว่าเธอเรียนมหาวิทยาลัยศรีนครินท์วิโรฒ ( มศว. ประสานมิตร) อยู่แถวถนนสุขุมวิท ซึ่งในบางครั้งเมื่อผมทำงานเสร็จก็จะไปรับเธอที่มหาลัย ไปตอนนั้นนั่งรถเมล์ไปครับแล้วก็นั่งกลับมาด้วยกัน คบกันประมาณ ๒ ปีมีอันต้องเลิกลากันไปเนื่องจากพี่ชายเธอให้เลิกโดยเธอบอกกับผมว่าผมเป็นคนไม่มีอนาคต ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นผมก็เรียนรามฯ แต่ระยะหลังขอพัก (เค้าไม่รู้ว่าผมขอพักเรียน) คือคงเห็นว่าผมทำงานโรงแรม ดูแล้วไม่มีอนาคตจริง ๆ ประกอบกับผมเองทำงานด้วยเรียนด้วยเค้าต้องคิดว่าครอบครัวทางบ้านผมคงไม่ดีเค้าจึงเตือนน้องสาวของเค้าให้เลิกคบกับผม ตอนนั้นผมคิดมากเหมือนกันว่าคนเราเค้าดูกันแค่ตรงนี้เองหรือ ผมเองก็ยังไปหาพี่สาวที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นประจำปรกติ แต่ไม่เจอเพื่อนที่อยู่ มศว. ตั้งแต่พี่ชายเค้าห้ามไม่ให้คบกัน ผมคุยกับพี่สาวเค้าซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่พี่สาวแท้ ๆ เป็นลูกพี่ลูกน้องกันเค้าก็บอกว่าให้ผมตัดใจพี่สาวเค้าบอกกับผมว่าอย่าคิดมากเค้าคงไม่ใช่เนื้อคู่กับเรา