วันนี้ (๔ พ.ค. ๕๒) คุยกันเรื่อง สตง. และ ทริส จะไปประเมินหน่วยงานหนึ่ง สร้างความหวาดหวั่นว่าผลจะออกมาแบบมีข้อติติง เปิดช่องให้ศัตรูของหน่วยงานเข้าโจมตี ทำให้ผมระลึกชาติกลับไปเมื่อ ๑๔ – ๑๕ ปีก่อน สมัยผมเป็น ผอ. สกว. ที่ สตง. เข้ามาประเมิน สกว.
ผมใช้ยุทธศาสตร์สร้าง partnership เพื่อประเทศไทยกับเจ้าหน้าที่ สตง. โดยชวนเธอ (เป็นผู้หญิง อายุสัก ๔๐) คุยเรื่องคุณค่าของงานวิจัย คุณค่าของ สกว. และการคิดวิธีทำงานสนับสนุนการวิจัยที่แตกต่างจากที่มีกันอยู้แล้ว โดยเรามีอุดมการณ์ทำเพื่อชาติ
ผมชวนเธอร่วมอุดมการณ์ทำเพื่อชาติ โดยตรวจสอบการใช้เงินให้เคร่งครัดที่สุด โดยใช้กฎระเบียบที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบาย สกว. ไม่ใช่ใช้ระเบียบราชการ และขอร้องให้ไปตรวจการใช้เงินของนักวิจัยด้วย ผมบอกเจ้าหน้าที่การเงินและเจ้าหน้าที่บัญชีของ สกว. ให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดโดยไม่ปิดบังใดๆ และแจ้งเจ้าหน้าที่ สตง. ว่าเราจะเปิดเผยข้อมูลการเงินให้ดูทั้งหมด
แต่ผมบอกเธอว่า อย่าตรวจสอบเรื่องการทำงานให้ทุนสนับสนุนวิจัยเลย เพราะเธอไม่มีความรู้เรื่องนี้ ตรวจสอบยังไงก็ไม่เข้าใจ เสียเวลาเปล่าๆ ที่เขาตั้ง สกว. ขึ้นมา และเอาตัวพวกผมมาทำงาน ก็เพราะรัฐบาลเชื่อว่าการทำงานให้ทุนวิจัยต้องมีวิธีจัดการที่ดี โดยต้องพัฒนาวิธีการขึ้นมาใช้ให้เหมาะสมต่อสังคมไทย และพวกผมกำลังทำงานนี้กันอยู่ คนที่จะประเมินวิธีทำงานและผลงานไม่ใช่เจ้าหน้าที่บัญชีอย่างพวกเธอ ต้องเป็นคนที่รู้เรื่องการจัดการงานวิจัย และรู้เรื่องวิชาการ ซึ่งเราก็มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัย ที่จะดูแลเรื่องนี้
โชคดีนะครับ ที่วิธีพูดของผมคงจะทำให้เจ้าหน้าที่ของ สตง. กึ่งงงกึ่งแปลกใจ ที่ผมไม่มองเธอแบบหน่วยราชการทั่วไปมอง สตง. พูดง่ายๆ คือไม่กลัว ไม่เกรงใจ แต่ต้องการให้มาร่วมขบวนการเพื่อสังคมไทย ร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม การตรวจสอบจึงราบรื่น หัวหน้าหน่วยการเงินและหัวหน้าหน่วยบัญชีบอกว่าเจ้าหน้าที่ สตง. ตรวจสอบอย่างสบายใจ ว่า สกว. ดูแลจัดการการเงินอย่างรัดกุม
เราทำงานเพื่อบ้านเมืองเหมือนกัน ทำงานโดยไม่มีนอกมีใน ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบเข้าตัว ย่อมเป็นพวกเดียวกัน
วิจารณ์ พานิช
๔ พ.ค. ๕๒