กวีมีภาษา

                      ภาษากวี

     ภาษากวี หมายถึงอะไร    จะขอกล่าวพอให้เป็นที่เข้าใจพอสังเขปดังนี้

        ภาษากวี  แตกต่างจากภาษาคนธรรมดาหลายประการ เข่น

     ภาษาคนธรรมดาส่วนมากย่อมมีความหมายไปตามแนวทางของวัตถุ โดยอาศัยวัตถุเป็นพื้นฐาน จึงพูดแต่เรื่องวัตถุเรื่องโลก หรือเรื่องที่เห็นได้โดยตาธรรมดาของสามัญชน

    ส่วนภาษากวีนั้น โดยมากหมายไปในทางนามธรรมที่มองไม่เห็น ทั้งนี้เพราะกวีมีตาที่สามอย่างที่เรียกกันว่า  "ตาของใจ" หรือ   " ตาภายใน"  (inward eye)สามารถมองสิ่งต่างๆ ที่คนธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้

   ภาษาของกวีจึงเป็นภาษานามธรรม ที่บอกความรู้สึกและความกระเทือนใจอย่างแรง กับทั้งเป็นภาษาแห่งจินตนาการที่คิดฝันอย่างพิสดาร  เช่น เห็นดวงเดือนเหมือนดวงหน้าของนาง นึกว่าจะมีกิ่งฟ้าอย่างต้นไม้ หรือกวีอาจพูดจาปราศรัย กับต้นหมาก รากไม้ เห็นท้องฟ้าเป็นไข้ และได้ยินเสียงคร่ำครวญ เป็นต้น

  ภาษากวีเป็นภาษาศิลปะ ต่างกับวิทยาศาสตร์ หรือภาษาคนธรรมดาทั่วไปเช่น1+2 = 3   , ปลาอยู่ในน้ำ  ฯลฯ เป็นภาษาวิทยาศาสตร์ ซึ่งบอกข้อเท็จจริง มีความหมายแม่นยำตรงตัว  ส่วนภาษากวีเป็นภาษาที่ค่อนข้างจะกำกวม ไม่มีความหมายแน่นอน ภาษากวีนอกจากจะมีความหมายกำกวมแล้ว ยังไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงอีกด้วย  การพูดแบบนั้นเหมือนการโกหก แต่กวีไม่คำนึงถึงเรื่องนั้น หากพูดไปตามอารมณ์สะเทือนใจมากกว่า  เมื่ออ่านภาษากวีจะไปจับผิดไม่ได้เพราะวรรณคดีอยู่คนละแดนกับความเป็นจริง

   ภาษากวียังเป็นภาษาที่ไพเราะอ่อนหวาน สละสลวย ชวนฟัง ฟังแล้วซาบซึ้งตรึงใจ ทำให้ได้อรรถรส มากมาย

                                      ตัวอย่างภาษากวี

          " บุตรของเธอ  ไม่ใช่บุตรของเธอ

          เขาเหล่านี้เป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต

          เขามาทางเธอ  แต่เขาไม่ได้มาจากเธอ

          และแม้ว่าเขาจะอยู่กับเธอ  แต่ไม่ใช่สมบัติของเธอ

          เธออาจให้ความรักแก่เขา  แต่ไม่อาจให้ความนึกดิดได้

          เพราะเขามีความคิดเป็นของตนเอง

          เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายเขาได้  แต่ไม่ใช่แก่วิญญาณของเขา

          เพราะว่าวิญญาณของเขานั้นอยู่ในบ้านของพรุ่งนี้

          ซึ่งเธออาจไปเยี่ยมเยียนได้แม้ในความฝัน

          เธออาจจะพยายามเป็นเหมือนเขาได้   แต่อย่าได้พยายามให้เขาเหมือนเธอ

          เพราะชีวิตนั้นไม่เคยเดินถอยหลัง  หรือห่วงใยอยู่กับเมื่อวันวาน

          จงให้ขนมปังแก่กัน  แต่ให้กัดกินจากก้อนเดียวกัน

          จงรื่นเริงและร้องรำด้วยกัน   แต่ขอให้แต่ละคนมีโอกาสอยู่อย่างโดดเดี่ยว

          จงมอบดวงใจ แต่มิใช่ต่ออีกฝ่ายหนึ่ง

          จงยืนอยู่ด้วยกัน  แต่ว่าอย่าใกล้กันนัก

          เพราะว่าเสาของวิหารนั้น  ก็ยืนอยู่ห่างกัน

          และต้นโพธิ์ ต้นไทร  ก็ไม่อาจเติบโตใต้ร่มเงาของกันได้ "

                                                               ท. ณเมืองกาฬ