เมื่อผู้เขียนมีงานทำ มีรายได้ ไปเยี่ยมแม่ทีไร ก็ซื้อข้าวของ ขนม ผลไม้ไปฝากท่าน ให้ท่านได้ใช้ ได้รับประทาน แต่ทุกครั้งแม่ก็จะแบ่งไว้ใช้ ไว้รับประทานเพียงเล็กน้อย นอกนั้นก็แบ่งใส่ถุงแล้วบอกให้ผู้เขียนไปแจกเพื่อนบ้าน ผู้เขียนถามท่านว่า ทำไมไม่เก็บไว้ใช้ ไว้ทานเองเพราะตั้งใจซื้อให้แม่ แม่บอกว่า ของมากมายแม่กิน แม่ใช้ไม่หมด ไม่ต้องโลภกิน โลภใช้ แบ่งปันกันไป การให้เป็นการแสดงความมีน้ำใจและผูกมิตรไมตรีไว้ ว่าแล้วแม่ก็เล่านิทานให้ฟัง ท่านบอกว่า การที่เราจะอยู่อย่างเป็นสุขได้เราจะต้องสร้างบ้านด้วยแสงสว่าง ด้วยเขี้ยวด้วยงา

       ท่านเล่าว่าครอบครัวหนึ่งมีลูกชายอยู่คนหนึ่ง ครอบครัวก็มีความสมบูรณ์ ยามที่ลูกแต่งงานจะออกเรือนไป แม่สอนลูกว่า ลูกจงสร้างบ้านด้วยแสงสว่าง ด้วยเขี้ยวด้วยงานะ แล้วลูกจะอยู่อย่างมีความสุข ลูกก็ทำตามแม่ที่สั่งสอนไว้ สร้างบ้านใหม่ มีรั้วรอบขอบชิด ติดโคมไฟบนรั้วรอบบ้าน และหาซื้องาช้าง เขี้ยวเสือมาประดับประดาและติดรั้วบ้านด้วย ปรากฎว่า โคมไฟก็ถูกขว้างปาจนแตกเสียหาย งาช้าง เขี้ยวเสือก็ถูกขโมยไปขายเสียทั้งหมด ลูกก็ร้องห่มร้องไห้มาหาแม่ แล้วบอกว่าทำอย่างแม่สอนแล้วไม่ได้ผล แม่บอกว่า สร้างบ้านด้วยแสงสว่าง หมายถึงการผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนบ้าน เพื่อนจะคอยเป็นหูเป็นตาดูแลเหย้าเรือนของเราให้เหมือนกับบ้านมีแสงสว่าง ไม่มีใครมาปองร้ายได้ สร้างบ้านด้วยเขี้ยวงา คือรู้จักเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้าน เพื่อให้เรารู้ตัวว่ามีใครมาเรือน และโจรผู้ร้ายก็ต้องกลัว สุนัขเห่าให้เจ้าของบ้านทราบหรือกัดทำร้ายผู้ไม่หวังดี

       ผู้เขียนประทับใจในเรื่องเล่าของแม่ ท่านทำให้ผู้เขียนเห็นด้วย ท่านกำลังสร้างบ้านด้วยแสงสว่าง และปรารถนาให้ผู้เขียนทำอย่างท่าน ท่านเองมีเพื่อนบ้านที่รักใคร่กัน ช่วยเหลือเผื่อแผ่กันตลอด เพื่อบ้านเหล่านี้ไม่ใช่ญาติแต่เหมือนญาติสนิท ไปไหนก็ฝากบ้านกันไว้ ไม่เคยมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นเพราะมีเพื่อนบ้านช่วยดูแลกันนั่นเอง  แต่ถ้าในสมัยนี้การติดไฟสว่างก็มีประโยชน์ และต้องมีกล้องวงจรปิดด้วยซินะ และมีเหล้กดัดรอบบ้านด้วยจึงจะปลอดภัย

       แต่ถึงอย่างไร...วิธีที่แม่เล่ายังใช้ได้ในสังคมปัจจุบันค่ะ