ตั้งแต่บริษัทนำระบบการเรียนการสอนด้วย CBT (Computer Base Training) มาใช้ ทำให้ทีมงานมีเวลาพัฒนาหลักสูตรมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการสอน ซึ่งระบบ CBT (Computer Base Training) นี้ก่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ทั้งผู้เรียนและผู้สอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ผู้เรียนจะเรียนเมื่อใดก็ได้ ครั้งละนานเท่าใดก็ได เรียนซ้ำกี่ครั้งก็ได้ ผู้สอนก็ไม่ต้องมาคอยเช็คชื่อว่าผู้เรียนเข้าเรียนครบหรือไม่ ไม่ต้องสอนเอง สามารถตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนได้ตลอดเวลา หรือแม้กระทั่งการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียนโดยที่ไม่ต้องเห็นหน้าค่าตามกันก็ได้ อาจจะติดต่อผ่านระบบ Link ของ E-mail /Intranet/Internet โดยเป็นการติดต่อแบบ Interactive ก็ได้

 

ระบบที่ผมใช้อยู่เป็นของ IBM เป็นโปรแกรมของ LMS (learning Management System) ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสทำหน้าที่เป็น SME  ชื่อ SME ไม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจใดๆ แต่เป็นคำย่อของ Subject Management Expert ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบ จัดการวางระบบเนื้อหาในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น Subject Management Expert จึงทำหน้าที่เป็นเจ้าของหลักสูตรสำหรับการสอนในรายวิชา/เนื้อหานั้นๆ ด้วย ซึ่งกว่าจะเป็นโปรแกรมของวิชาที่ Upload ขึ้นระบบเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนกันนั้น จะมีขั้นตอนอย่างไรบ้างนั้นเดี๋ยวเรามาดูกันครับ

 

เริ่มแรก  SME ต้องร่างโครงสร้างของเนื้อหาก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยโครงใหญ่ๆ  ดังนี้ คือ

1.      Pre-Test,

2.      Content

3.      Post-Test

ก่อนจะมี Pre-Test  เราก็ต้องรู้ก่อนว่าหลักสูตรของเรามีวัตถุประสงค์อย่างไร และแน่นอนวัตถุประสงค์นั้นต้องเป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเท่านั้น การตั้งวัตถุประสงค์นั้นยิ่งละเอียดเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เมื่อเราได้วัตถุประสงค์แล้วก็นำมาร่างเนื้อหา ซึ่งต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ได้ตั้งไว้ก่อนหน้านั้น คือคิดง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เช่น ถ้าตั้งวัตถุประสงค์เป็น "อธิบายฟังก์ชันการทำงานของรูปแบบ (Mode) การเดินรถไฟฟ้าชนิดต่างๆได้อย่างถูกต้อง" เนื้อหาก็จะเป็นเรื่อง ฟังก์ชันการทำงานของรูปแบบ (Mode) การเดินรถไฟฟ้าชนิดต่างๆ เป็นต้น เมื่อได้วัตถุประสงค์ และเนื้อหาเรียบร้อยแล้ว ก็จะเหลือ Post-Test ซึ่ง Post-Test นี้ ก็นำมาจากวัตถุประสงค์นั้นแหละ แต่ควรจะให้ละเอียดยิ่งขึ้น โดยแตกวัตถุประสงค์จากเนื้อหาอีกครั้งหนึ่ง เช่น จากเรื่อง ฟังก์ชันการทำงานของรูปแบบ (Mode) การเดินรถไฟฟ้าชนิดต่างๆ ผมก็แตกวัตถุประสงค์ ออกไปได้อีก 3 วัตถุประสงค์ ดังนี้

1.      อธิบายลักษณะการทำงานเฉพาะของแต่ละรูปแบบ (Mode) การเดินรถไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง

2.      ระบุชื่อ รูปแบบ (Mode) การเดินรถไฟฟ้าตามการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง

3.      บอกความเร็วสูงสุดของแต่ละรูปแบบ (Mode) การเดินรถไฟฟ้าตามการใช้งานในสถานการณ์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง

การทำ Post Test ในแต่ละเนื้อหามีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียน ดังนั้น เมื่อผู้เรียนตอบคำถาม จะต้องมีคำตอบพร้อมทั้งคำอธิบายเหตุผลให้ชัดเจนพร้อมข้อมูลอ้างอิงให้ถูกต้องด้วย  Pre-Test และ Post-Test ตามทฤษฎีแล้วต้องไม่ใช่ข้อสอบตัวเดียวกัน แต่ต้องเป็นข้อสอบคู่ขนาน หมายถึง เป็นข้อสอบที่อาจจะมีมีคำถามและคำตอบที่ไม่เหมือนกัน แต่ตอบสนองการวัดผลของวัตถุประสงค์เดียวกัน

 

หลังจากที่ได้โครงสร้างของหลักสูตรแล้ว เราก็นำข้อมูลต่างๆเหล่านี้ไปประสานงานกับ Courseware Designer ซึ่งคนคนนี้ จะทำหน้าที่ในการออกแบบ เขียนโปรแกรม ถ่ายภาพ ทำ Animation ทำ Graphic  ลำดับเนื้อหาตามความต้องการของ SME ซึ่งจะเห็นว่า Courseware Designer ทำหน้าที่ครอบคลุมเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ ปกติแล้ว Courseware Designer อาจประกอบด้วยคนหลายๆ คน ในแต่ละความเชี่ยวชาญของแต่ละคน เช่น คนนี้ทำ Animation อย่างเดียว คนนี้ทำ Graphic อย่างเดียว เป็นต้น แต่เนื่องด้วยความจำกัดของทรัพยากรบุคคล เราจึงต้องให้Courseware Designer เป็นคนดูแลเพียงคนเดียว ดังนั้นหลักสูตรหนึ่งๆ จะมีคนดูแลแค่ 2 คนเท่านั้น การประสานของของ SME และ Courseware Designer ต้องคุยกันให้เข้าใจกันอย่างชัดเจน บางครั้ง Courseware Designer  อาจจะต้องศึกษาเนื้อหาจาก SME ให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วย

 

ขั้นตอนสุดท้ายที่ทำโปรแกรมเสร็จแล้ว  SME ต้องตรวจสอบ ลำดับโปรแกรม เนื้อหา การวัดผล ให้ถูกต้องตามที่ต้องการ ขั้นตอนนี้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าสำหรับ ทีมงานอยู่ไม่น้อย เพราะต้องดูรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Wording ความถูกต้องของเนื้อหา ลำดับเนื้อ ความสัมพันธ์ของเนื้อหาและลำดับของเนื้อหากับ Animation/Graphic  โดยเฉพาะข้อสอบที่ต้องมีการ Random ทำให้ต้องใช้เวลาอย่างมากในการแก้ไข จากนั้นจึงนำไปทดลองใช้กับระบบครั้งแรกโดยการทดลองเรียนและเก็บข้อมูลของเวลาการเรียน การทดสอบเพื่อเก็บเป็นมาตรฐานไว้ จากนั้นจึงจะนำไปงานจริงได้