การประกาศใช้รัฐนิยมของรัฐบาลชาตินิยมจอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้เวลานับตั้งแต่เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2482 ถึงเดือนมักราคม พ.ศ. 2485 รวม 12 ฉบับ จะเห็นได้ว่า ฉบับที่ 9 และฉบับที่ 10 นั้นมีการบังคับใช้ในเรื่องการใช้ภาษา และหนังสือภาษาไทยกับหน้าที่พลเมืองดี และการแต่งกายของประชาชนชาวไทย ที่มีผลกระทบทางจิตใจของประชาชนในสี่จังหวัดภาคใต้อย่างรุนแรง เพราะมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง เมื่อรัฐบาลได้ตั้งสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2485 โทษฝ่าฝืน พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2485 ปรับไม่เกิน 100 บาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ อัตราค่าปรับ 100 บาท หากเทียบกับสมัยนี้ก็ตกราวๆ 1,500 – 2,000 บาท ซึ่งก็มากโขอยู่สำหรับชาวบ้านธรรมดา
เมื่อมีการบังคับก็มีการลองของ ตนกูปัตตารอ พี่ชายของ อดุลย์ ณ.สายบุรี หรือตนกูอับดุลยะลานาแซร์ นุ่งโสร่งออกมานอกบ้าน จึงถูกตำรวจจับกุม...(นี่ถ้าเป็น พ.ต.อ.ชาญเดช คงไม่ถูกจับกุมแน่ เพราะท่านจะต้องใช้หลักรัฐศาสตร์)...และไม่ยอมเสียค่าปรับ ตำรวจจึงกักตัวไว้ที่สถานีตำรวจ จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต กลายเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับชาวบ้านสี่จังหวัดภาคใต้
สตรีมุสลิมถูกกระชากผ้าคลุมผม ออกจากศีรษะของนาง เพราะไม่ยอมนุ่งกระโปรง ใส่เสื้อแขนสั้น และสวมหมวกปีกตามแบบรัฐนิยมที่ทางราชการกำหนด ส่วนโต๊ะครูบางคนที่จังหวัดนราธิวาสนั้น ถูกเจ้าหน้าที่(...........)จับถอดผ้าโผกศีรษะออกจากหัว มาทำเป็นลูกตระก้อเลยก็มี ความจริงแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ ในยุคนั้น
การใช้นโยบายรัฐนิยม จริงๆแล้วไม่เพียงแต่ทำลาย วัฒนธรรมประเพณีของพี่น้องมุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้เท่านั้น แม้แต่คนไทยโดยทั่วไปก็ยังถูกทำลายวัฒนธรรมประเพณีลงด้วย เช่นการกินหมาก การนุ่งโจงกระเบน ฯลฯ แต่ก็ดีไปอย่างไม่อย่างนั้น วันนี้เราคงได้เห็น ลูกแอ๊ด กินหมาก นุ่งโจงกระเบน ไปทำงาน หรือนิเทศตามโรงเรียนต่าง แฮะๆไม่อยากจะคิด...อิอิ
เป็นที่น่าสังเกตว่าในระหว่างที่ประเทศไทยใช้นโยบายวัฒนธรรม ซึ่งเป็นระยะที่กำลังเริ่มสงครามมหาเอเชียบูรพา อังกฤษเองก็มีความโกรธเคืองไทยที่เข้าร่วมสงครามกับญิ่ปุ่นเต็มตัว เมื่อรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสงครามต่ออังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เมื่อตอนเที่ยงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485 ญิ่ปุ่นตอนแทนไทยด้วยการยกสี่รัฐมลายู(ไทรบุรี ปะลิศ กลันตัน ตรังกานู) และรัฐฉาน(เชียงตุง เมืองพาน) ที่ตีได้จากอังกฤษ โดยลงนามรับมอบ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2486 สังเกตได้จากเมื่อญิ่ปุ่นแพ้สงคราม รัฐบาลไทยรีบประกาศคืนดินแดนที่ได้มาให้แก่อังกฤษทันที
มิใช่เฉพาะไทยเท่านั้นที่ประกาศ ให้ความร่วมมือกับญิ่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา บรรดาสุลต่านของสหพันธรัฐมลายู ต่างก็ให้ความร่วมมือกับญิ่ปุ่นเช่นกัน ด้วยเหตุนี้อังกฤษจึงจำเป็นต้องถอยร่นไปตั้งหลักอยู่ที่อินเดีย เพราะถูกกองทัพญิ่ปุ่นโจมตีจากยะลา เข้าถล่มภาคเหนือของดินแดนมลายู อันเป็นอาณานิคมของตน
ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดขบวนการเสรีไทย และเสรีมลายูขึ้น ฝ่ายเสรีไทยเราทราบกันดีอยู่แล้ว ส่วนเสรีมลายูอังกฤษได้เลือกเอา ตนกูมุไฮยิดดิน หรือกูดิน ลูกชายคนเล็ก ของรายาอับดุลกอเดร์ อดีตเจ้าเมืองปัตตานี และให้สัญญาว่าจะหาทางเอาเมืองปัตตานีคืนจากไทยเป็นการตอบแทน นี่ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดขบวนการกู้ชาติต่างๆเกิดขึ้น หรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอดีตและปัจจุบัน ระยะหลังที่ประสบความสำเร็จมาก ก็ด้วยการผสมผสานเอาแนวคิดทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่สำคัญยิ่งก็คือการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบางคน ที่ใช้วิธีตัดไม้ข่มนาม และการไม่ทำกฎหมายที่เท่าเทียมกัน
ตนกูมุไฮยิดดิน ผู้นี้เป็นใคร ? ........เขาเคยได้รับการอุปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ศึกษาในโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ในฐานะมหาดเล็กหลวง ก่อนที่จะไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ในที่สุดต้องกลับมาอาศัยอยู่ที่รัฐกลันตัน เนื่องจากรายาวิชิตภักดี อับดุลกอเดร์ ผู้เป็นบิดาได้ก่อกบฏ ในปี พ.ศ. 2466 และหนีการจับกุมไปอยู่ที่รัฐกลันตันจนถึงแก่ชีวิต เมื่อ ปี พ.ศ. 2476
ตนกูมุไฮยิดดิน เคยเดินทางกลับเข้ามาอาศัยในประเทศไทย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. /2475 โดยแจ้งต่อรัฐบาลในสมัยนั้นว่า ขอเป็นพลเมืองอาศัยอยู่ในประเทศสยามต่อไป เพราะเห็นว่าสยามมีระบบรัฐธรรมนูญ เป็นที่พอใจแล้ว จากนั้นจึงเดินทางออกนอกประเทศ ในช่วงเริ่มต้นของสงครามมหาเอเชียบูรพา โดยร่วมมือกับอังกฤษ เข้าเป็นสมาชิกกองกำลังอาสาสมัครของกลันตัน ประจำอยู่ ณ.กรุงเดลฮี ประเทศอินเดีย ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของวิทยุกระจายเสียงใต้ดินของอังกฤษ โดยเรียกร้องให้คนมลายูต่อต้านญิ่ปุ่น และก่อตั้งสหพันธรัฐมลายู
ในตอนปลายสงครามมหาเอเชียบูรพา นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ แทนในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในฐานะหัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทย ได้รับข่าวจาดเสรีไทยคนหนึ่งในอินเดียว่า มีนายทหารอังกฤษกลุ่มหนึ่งในอินเดีย จัดงานเลี้ยงฉลองให้กับ ตนกูมุไฮยิดดินว่า “ขอให้กษัตริย์แห่งปัตตานี จงทรงพระเจริญ” การกระทำเช่นนี้ของอังกฤษ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเพียงต้องการประท้วงจากการกระทำของรัฐบาลไทย ที่ไปสนับสนุนญิ่ปุ่น เรื่องนี้นายแช่ม พรหมยงค์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ตนกูมุไฮยิดดิน ได้วางแผนแบ่งแยกดินแดนครั้งสำคัญเมื่อปี 2488-2489 ในครั้งนั้นเขากำหนดไว้ว่า ถ้าไทยต้องคืนดินแดนสี่จังหวัดในอินโดจีนให้ฝรั่งเศส เขาก็จะดำเนินการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ทันที”
ในเรื่องนี้นายอดุลย์ บิน สะอาด ดาโต๊ะยุติธรรมจังหวัดสตูล เมื่อ พ.ศ. 2490 ได้เคยแจ้งให้นายเจ๊ะอับดุลลาฮ์ หลังปูเต๊ะ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดสตูล และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูลทราบเรื่องที่ฮัจยีสุหลง อับดุลกอเดร์ มีการติดต่อกับอังกฤษ และในขณะเดียวกันน่าจะได้มีการติดต่อกับตนกูมุไฮยิดดิน ไปด้วย โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489
ส่วนนายอดุลย์ ณ.สายบุรี อดีต ส.ส.จังหวัดนราธิวาส และตนกูปัตตารอ พี่ชาย ซึ่งทั้งสองเป็นบุตรชายของพระยาเมืองสายบุรีได้เดินทางไปยังรัฐกลันตัน และทำคำร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอาณานิคมของอังกฤษ ผ่านแม่ทัพอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2488 โดยเล่าถึงความทุกข์ยากของชาวมลายู จากเงื้อมมือของประเทศไทย
ประเด็นสำคัญยิ่งที่ว่าอังกฤษฉวยโอกาส ในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา แก้แค้นไทยที่ไปเข้ากับญิ่ปุ่น ทำให้อังกฤษเสียหายพ่ายแพ้อย่างหนัก ทิ้งอาณานิคมมลายูของตน ไปตั้งหลักทำศึกกับญิ่ปุ่นที่อินเดีย และยุยงปลุกปั่นบรรดาผู้นำชาวมลายูในสี่จังหวัดภาคใต้ พร้อมเสนอให้อามิสสินจ้าง และสิทธิพิเศษต่างๆที่รัฐบาลไทยให้ไม่ได้ เช่น การจะมอบเอกราชให้กับรัฐมลายูทั้งหมด เป็นต้น เหตุการณ์นี่เกิดขึ้นที่จังหวัดยะลาในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2489 ขณะที่ทหารอังกฤษเข้ามาปลดอาวุธทหารญิ่ปุ่น ทั้งๆที่รัฐบาลไทย โดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ยินยอมลงนามใน “ความสมบูรณ์แบบเพื่อยกเลิกสถานะสงครามระหว่างไทย อังกฤษ และอินเดีย ในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2489 ซึ่งหมายถึงไทยประกาศยอมแพ้ต่ออังกฤษอย่างเป็นทางการนั้นเอง แต่เป็นเรื่องแปลกที่ว่าเหตุการณ์นี้ มักไม่ค่อยมีผู้ใดกล่าวถึง
ท่านคงพอจะมองออกแล้วใช่ไหมครับว่า ใครคือผู้จุดชนวนขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผมว่าผู้บริหารระดับสูงรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง ก็เข้าใจประเด็นเหล่านี้ดี การแก้ปัญหาไม่น่าจะยากเกินไปนัก แต่เสียดายที่บางเรื่องกลับปล่อยให้บานปลาย ยังไม่หมดนะครับ ผมทิ้งปริศนาให้คิดเล่นๆว่าเหตุการณ์ภาคใต้กับเหตุการณ์ส่วนอื่น(หมายถึงความวุ่นวาย)ของไทยสัมพันธ์กันหรือไม่ ช่วยถอดรหัสด้วยครับผมมึนหมดแล้ว......

ตนกูอับดุลกอเดร์ ฮัจยีสุหลง แช่ม พรหมยงค์

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปรีดี พนมยงค์ แผนที่ทำโดยฝรั่ง

อดีตดาโต๊ะยุติธรรม จ.สตูล

8 ธันวาคม 2484 ญิ่ปุ่นยกพลขึ้นที่ปัตตานี มัสยิดกรือเซะ

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
สวัสดีค่ะ คุณเบดูอิน
วันนี้นัดลูกสาวไปงานบุญบ้านครูสุธีรา ไม่รู้ตื่นนอนหรือยัง ....
สวัสดีค่ะ
อิสลามมาลัยห์กุม ท่านเบดูอิน
ประวัติศาสตร์ที่ท่านนำมาบันทึกนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง ปัญหาภาคใต้จากประวัติศาสตร์ก็เหมือนกับด้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังพันกันอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ แล้วต่อมาคนรุ่นหลังก็เอาด้ายมาเล่นต่อ ใครบอกใครห้ามก็ไม่สนใจ ด้ายมันขมวดเข้ามาเรื่อยๆ แล้วก็มีเด็กซนไปกระตุกด้ายจนเกิดเป็นปมแน่น แทนที่จะใช้ความใจเย็นแก้ปมเหมือนแก้ด้าย ก็ใช้โทสะ โมหะ เข้าไปแก้ปัญหา แทนที่ปมด้ายจะแก้หลุดออกก็กลับขมวดแน่นเข้าไปอีก และตอนนี้ก็มีผู้เสนอแนวทางแก้ไขกันหลากหลาย แต่คนเหล่านั้นใช่คนที่อยู่ใกล้ด้ายกลุ่มนั้นที่รู้ปัญหาจริงหรือเปล่า มาช่วยท่านเบดูอินมึนครับ
สวัสดีครับ ท่านเบดูอิน
ประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องทำให้คนเข้าใจตนเอง เรียนรุ็ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง ทำให้รักสามัคคีกัน
แต่มีเงื่อนไขบางอย่างที่เกิดจากการบิดเบือนประวัติศาสตร์ ใส่ความไม่เป็นธรรมตอกย้ำ ทำให้แผลขยายและลุกลาม
ผมติดตามอ่านอยู่ น่าสนใจมากครับ...
มาอ่านแล้วครับ
สวัสดีค่ะ ท่านเบดูอิน
มาอ่านสาระน่ารู้ ขอบคุณค่ะ
กลับจากงานขึ้นบ้านใหม่...
ณ เวลานี้ลูกสาวป๊ะกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพแล้วนะคะ
หวังว่าป๊ะคงเดินทางโดยสวัสดิภาพเช่นกัน
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ..แล้วจะกลับมาอ่านนะคะ..ง่วงแล้ววววจ้า
เป็นบันทึกที่ดีมากเลยครับ..คงต้องตามมาอ่านเป็นระยะๆ...
ในยุครัฐนิยม มีผลกระทบในทางวรรณกรรมหลายอย่างเหมือนกัน นักเขียนหลายคนเลิกเขียนหนังสือไปเลยก็มี...
....ขอบคุณครับ...ขอบคุณที่ย้ำให้เราต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์..ผ่านบล็อกเหล่านี้
แวะมาตั้งใจอ่านอย่างจริงจัง..และตั้งใจอ่านอย่างละเอียด..อิอิ..ไม่อยากบอกป๊ะว่าลูกสาวป๊ะเป็นคนเข้าใจค่อนข้างยากในเรื่องอย่างนี้..จึงทำการทบทวนอ่านย้ำซ้ำทวนหลายหลายรอบ..มึนเหมือนกันในบางประะเด็น..ขอบคุณป๊ะนะคะที่ทำให้พอเข้าใจในบางอย่างได้มากขึ้น...อิอิว่าแต่ว่าอยากเห็นลูกแอ๊ด กินหมาก นุ่งโจงกระเบน หรือเปล่าล่ะคะ..คงดูขำขำไปอีกแบบ..
สวัสดีค่ะป๊ะป๋า
แวะกลับมาสวัสดีก่อนนอนป๊ะอีกรอบ..ป๊ะขาลูกนุชส่ง mail ไปหาป๊ะนะจ๊ะ ถ้าป๊ะมีเวลาช่วยเปิดอ่านด้วยค่ะ..นอนหลับฝันดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ฝันดีนะคะ คิดถึงค่ะ
มาสวัสดียามดึกค่ะ
ปัญหาไม่ได้รับความสนใจ จนฝังรากแก้วลงไปแล้ว
ถ้าแต่ละคนลองหยุดแล้วมาคุยกันใหม แบบเปิดใจ คงดีนะค่ะ
อย่างน้อยก็คงมีความเข้าใจให้กันและกันมากขึ้น
ป๊ะ........สักวันลูกคนนี้คงมีโอกาสได้เจอตัวเป็น เป็น ของป๊ะ นะค่ะ