.........................................................................................................................................

*  โปรดใช้วิจารณญาณก่อนเข้ามาอ่านในบันทึกนี้  *

.........................................................................................................................................

 

ในสภาพสังคมปัจจุบัน เราจะเห็นว่า การเมืองไม่เสถียร เศรษฐกิจเริ่มตกต่ำ คนว่างงานมากขึ้น ทำให้สภาพสังคมโดยรวมดูจะมีคนมีทุกข์มากขึ้น ... สังเกตได้จากร้านหนังสือใหญ่ ๆ จะมีหนังสือจิตวิทยาประยุกต์ให้กำลังใจมากขึ้น หนังสือทำอย่างไรถึงจะรวยมากขึ้น หนังสือธรรมมะเพิ่มปริมาณมหาศาลจากชั้นวางที่เคยมีไม่กี่เล่ม เดี๋ยวนี้มีปริมาณตู้หนึ่งไม่เพียงพอ แถมยังเล่มใหม่ ๆ หลั่งไหลมาทุก ๆ สัปดาห์

ยิ่งไปกว่านั้น มีหนังสืออีกประเภทหนึ่ง คือ พวกสิ่งลี้ลับที่เหนือธรรมชาติ หรือเหมือนว่าจะเป็นธรรมะที่เป็นคำสั่งสอนจากพระพุทธองค์ แต่ไม่ใช่เสียทีเดียว กลับเป็นพวกการแก้กรรม ตัดกรรม สร้างฐานกรรม แก้มนตร์ดำคุณไสยต่าง ๆ มากขึ้นมหาศาล

 

รายการโทรทัศน์ประเภทวาไรตี้ก็โหมเรื่องนี้กันหนักขึ้น หมอดูตาทิพย์ โหรของทหาร คนเห็นกรรม ฯลฯ

อาทิเช่น รายการ ตีสิบ เพิ่งสัมภาษณ์ คุณกฤษณา สุยะมงคล ผู้ซึ่งได้ชื่อว่ามีตาทิพย์ มองเห็นกรรมในปัจจุบันและอดีตชาติ จะว่าเป็นหมอดูก็ไม่เชิง เรียกว่า เป็นผู้ปฏิบัติธรรมมากกว่า เนื่องจากคุณกฤษณาได้เข้าไปปฏิบัติธรรมกับ หลวงพ่อจรัญ แห่งวันอัมพวัน สิงห์บุรี เกจิอาจารย์ซึ่งมาทางสายวิปัสสนาสำหรับการแก้กรรม

ดังนั้น มีผู้สงสัยว่า เราสามารถลบกรรมชั่ว กรรมไม่ดีที่เราเคยกระทำเอาไว้ ให้มันหายไปได้ด้วยหรือ ถึงได้มีคำว่า "ตัดกรรม" หรือ "แก้กรรม" เกิดขึ้นมา

 

ในเรื่องนี้ คุณกฤษณา สุยะมงคล ผู้เขียนหนังสือ "สแกนกรรม" ได้แสดงทัศนะไว้ดังนี้

"...

ข้อที่มีผู้สงสัยกันมากคือ การตัดกรรมนี่ทำได้จริงหรือไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าจริง ๆ แล้วการตัดกรรมก็คือ การสร้างความดีชดใช้ให้เขา บางคนกำลังชดใช้อยู่เพราะตกอยู่ในสภาวะของความทุกข์ นั่นก็คือการชดใช้นั่นเอง การตัดกรรมก็คือ ตัดให้มันเบาบางลง ให้ทุกข์ที่เป็นสภาวะจิตยินดีชดใช้กรรมนั้นโดยไม่ทุกข์ไม่ร้อน เพื่อให้หายจากความเศร้าโศกและไม่โวยวาย

หลวงพ่อจรัญท่านพูดถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานว่า ร้อยคนก็ไม่ใช่ว่าจะได้ผลเหมือนกันทั้งหมด ถ้าเขาไม่มีบุญเก่าก็เอาแค่ทำใจให้ได้ก็พอ อย่างตัวข้าพเจ้าก็มักจะชอบต่อต้านในสิ่งที่เห็นก่อน อยางเช่นถ้าหลวงพ่อท่านบอกว่าจะมีคนมาให้ช่วย ข้าพเจ้าก็จะไม่อยากไปช่วย ไม่อยากให้มา แต่สุดท้ายเขาก็ต้องมาและต้องช่วยเขาจนได้ ท่านบอกว่ามนุษย์ทุกคนอยากจะพ้นจากเวรจากกรรม เพราะเมื่อไม่เจอก็ไม่รู้สึก บางคนอยากจะออกจากทุกข์ เมื่อบอกให้ไปทำอะไรก็จะรีบไปทำ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี

เช่นถ้าเขาเริ่มทำบุญ เขาก็จะได้อ่อนโยนลงบ้าง ทำใจรับปัญหาได้บ้าง ถ้าเราไม่หากุศโลบายในการทำบุญเขาก็จะเฉยเมย จะมาบอกให้ไปนั่งสมาธิเลยก็ไม่ได้ ต้องค่อย ๆ ตะล่อม อย่าผลีผลาม ต้องค่อย ๆ อธิบายให้เขาเข้าใจเสียก่อนว่า เมื่อนั่งสมาธิแล้วเขาจะได้อะไร ข้าพเจ้าบอกอยู่เสมอว่าไม่ได้ให้นั่งสมาธิเพื่อจะไปถึงนิพพาน เพียงแต่ให้นั่งสมาธิเพื่อสร้างบุญสร้างกุศลเอาความดีใส่ตัวเอาความชั่วออกไปบ้าง อะไรที่ผิดพลาดจากความใจร้อนก็ขอให้เอาออกไป คนเรามีกรรมติดตัวมาทุกคน เมื่อเขาประสบสภาวะทุกข์มาแล้วเราอ่านกรรมให้เขา เขาก็ร้องอ๋อ และยอมรับว่าเคยทำจริง ๆ ถึงได้เป็นอย่างนี้ และในที่สุดกรรมของเขาก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี เพราะได้รู้กรรมและรู้หนทางในการแก้กรรม

การแก้กรรม มีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามี 3 อย่างนี้ก็จะแก้กรรมได้ เป็นการแก้ที่ใจเรา แก้กรรมให้มันเบาบางลง ให้มันหาย ให้มันดีขึ้น เหมือนกินยาเพื่อให้หายป่วยเร็วขึ้น

หลวงพ่อจรัญเคยบอกไว้ว่า สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน ก็เริ่มจากใช้ทายาก่อนเพื่อให้เข้มแข็ง แล้วจึงค่อยกินยาทีหลัง การเสพติดอะไรก็ตามล้วนมาจากเหตุของมัน คือ ความทุกข์ที่เกิดจากกรรมเก่า

การแก้กรรมนั้น ไม่ได้หมายความว่า ข้าพเจ้าจะสามารถแก้กรรมให้กับผู้ที่มาขอสแกนกรรมได้ทั้งหมด เพราะข้าพเจ้าจะกำหนดกรรมปัจจุบันที่จะส่งผลเท่านั้น และในความเป็นจริงไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแก้กรรมของผู้อื่นได้ทั้งหมด ข้าพเจ้าเป็นเพียงตัวแทนที่จะสื่อสารกับวิญญาณต่าง ๆ เพื่อให้คนที่มาดูได้พบความจริงและคลี่คลายเรื่องทุกข์ให้หมดไปได้ และแม้จะแก้ไขให้ดีขึ้นได้แล้ว แต่หลังจากนั้น หากเขายังกลับไปทำตัวเหลวไหล วิถีชีวิตของเขาก็จะเปลี่ยนไปตามการกระทำนั้น และจะได้รับวิบากกรรมต่อไป

..."

 

ซึ่งทัศนะของคุณกฤษณาที่ได้กล่าวมานั้น ตรงกับสิ่งที่ผมเคยทราบมาว่า "ไม่มีใครในโลกนี้สามารถจะหนีกรรม ตัดกรรม หรือลบกรรมที่ตนเองเคยกระทำได้มาได้แน่นอน ทำได้เพียงการบำเพ็ญธรรม สร้างความดี นั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐานหาสาเหตุของกรรมที่เกิดขึ้น แล้วเอาอโหสิกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเรา เพียงแค่ทำให้กรรมที่จะมาสนองเราเบาบางลงเท่านั้น มิได้หมายถึงว่า หายไป"

พระพุทธองค์กล่าวว่า "หากเราปลูกมะม่วงฉันใด ก็ย่อมต้องได้ลูกมะม่วงฉันนั้น จะเป็นผลไม้อย่างอื่นมิได้"

 

การก่อกรรมทำเข็ญในปัจจุบันชาติ อดีตชาติ ย่อมต้องได้รับกรรมนั้น โดยหลีกเลี่ยงมิได้ เพียงแต่จะเข้ามาอย่างไร เข้ามาช่วงเวลาไหน ไม่มีใครทราบ

 

ปัจจุบันเราคงเคยได้ยินคนมีดวงตาที่สามคือ ตาทิพย์ ที่สามารถมองเห็นกรรมในอดีตชาติได้ ทราบว่า ชาติที่แล้วเราทำกรรมอะไรมา ปัจจุบันเจ้ากรรมนายเวรของเราเป็นใคร เราควรแก้ไขได้อย่างไรได้บ้าง

ผมไม่สามารถบอกได้ว่า ผมไม่เชื่อ และผมก็ไม่สามารถบอกได้ว่า ผมเชื่อเต็มร้อย ... ผมเลือกที่จะเลือกเชื่อในเหตุและผลตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่า

ถ้ารู้ว่า เราเคยทำอะไรมาแล้วทุกข์ เช่นนี้แล้ว เราควรจะรู้หรือไม่ สู้ให้เราเพียรทำความดีในทุก ๆ วันไม่ดีกว่าหรือ

 

ระยะหลังมานี้ ผมมีเพื่อนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้ค่อนข้างมาก พร้อมกับมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ทุกเรื่องที่ได้ฟัง ได้เห็น ได้สัมผัส คือ เรื่องจริง ... ผมขอเป็นผู้รับฟังเพื่อน ให้เพื่อนสบายใจ แต่ถามว่า เชื่อเรื่องตัดกรรม แก้กรรมให้มลายหายไปไหม ... ผมไม่เชื่อมากไปกว่า "คำสั่งสอนของพระพุทธองค์"

ไม่มีใครสามารถลบล้างกรรมชั่ว กรรมไม่ดีของใคร ๆ ได้แน่นอน

ตามความเป็นจริง ผมสนใจในเรื่องกรรมมานานแล้ว อ่านหนังสือเรื่องนี้มาตลอด พอเข้าใจในความคิด แก่นของกรรมมากพอสมควร ความเชื่อเรื่องกรรมต่าง ๆ

สองเล่มหลังที่อ่านนี้ คือ "สแกนกรรม" ของคุณกฤษณา สุยะมงคล และ "คนท้ากรรม" ของ ซัน

 

 

ไม่ใช่ไม่เชื่อ แต่ไม่เลือกที่จะ "หลง" เข้าไปงมงายในเรื่องที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ ทึกทักแล้วบอกว่าใช่ บางทีอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เช่น ฝนตกเพราะเทวดาอวยพร แดดร้อนจัดเพราะเกิดอาเพท อะไรแบบนี้ควรเชื่อจริง ๆ หรือ

 

กรรม คือ การกระทำ ... ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ... ทำสิ่งใดย่อมได้ผลสิ่งนั้นเสมอ

 

การทำความดี จะทำให้วิบากรรมไล่อยู่ห่าง ๆ ไม่ได้เข้าใกล้ปัจจุบันขณะมากนัก เพียงแต่ทำชั่วเพิ่มขึ้นเมื่อไหร่ ไม่สร้างคุณความดี บัดนั้น กรรมย่อมวิ่งมาสนองได้ทันท่วงที

บุญรักษา และเพียรทำความดีกันเถอะครับ :)

 

.........................................................................................................................................

เพิ่มเติม : ไม่น่าเชื่อครับว่า หลังจากการเขียนบันทึกนี้ไป 1 วัน ในวันนี้ ช่อง 3 มีละคร ชุด "แดนพิศวง The Sense" นำแสดงโดยผู้แสดงจาก "แสนแสบ นักสืบผีสิง" ที่ฉายทุกวันหยุดราชการใหญ่ ๆ ... นำเสนอเรื่อง "การตัดกรรม" ครับ ... ช่างประจวบเหมาะมาก ๆ ครับ

ได้คำสอนมาดี ๆ ประโยคหนึ่งครับว่า ...

"การตัดกรรม เหมือนนำน้ำแก้วหนึ่งมาใส่เกลือ ยิ่งเติมมากเท่าไหร่ ความเค็มก็ย่อมเจือจางมากขึ้น เหมือน การทำความดี ยิ่งทำเท่าไหร่ ความชั่วย่อมเจือจางลง กรรมย่อมลดความเข้มข้นลง"

.........................................................................................................................................

 

 

แหล่งอ้างอิง

กฤษณา สุยะมงคล. สแกนกรรม.  พิมพ์ครั้งที่ 8.  กรุงเทพฯ: ดีเอ็มจี, 2552.

 

 

ป.ล. ที่มาของความคิดเกิดจากการได้ยินว่า "มีคนที่สามารถตัดสินใจลบล้างกรรมของคนอื่นได้" จึงเกิดข้อสงสัยขึ้นครับ