ผมเข้าใจว่า คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินเรื่องการร้องขอ หรือการเกิดกระแสข่าวการขาดแคลนน้ำในภาคเกษตร และในระยะหลังๆ นี้ยังมีประเด็นการแก่งแย่งทรัพยากรน้ำ เพื่ออุตสาหกรรม ชุมชน การท่องเที่ยว และเพื่อการดูแลระบบทรัพยากร ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่า
เกษตรกรมีน้ำไม่พอใช้ และควรจัดสรรหรือจัดการให้เกษตรกรมีน้ำอย่างเพียงพอ เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอเพียงในระดับครัวเรือนและชุมชน
แต่ก่อน ผมก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน จึงเคยพยายามทำงานโครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำและทรัพยากรน้ำ ให้กับเกษตรกรทั้งในระดับครัวเรือน และชุมชน
ทำให้ผมได้มีงานวิจัยและมีวิถีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับระบบการจัดการทรัพยากรน้ำในระยะหลายปีที่ผ่านมา
จนกระทั่งเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมานี้
ผมได้เริ่มกิจกรรม ทำนาเอง เพื่อทำความเข้าใจถึงระบบการจัดการทรัพยากรในระดับไร่นาและระดับชุมชน ทำให้ผมได้รับบทเรียน ทั้งในแง่ดี และแง่ที่ไม่พึงประสงค์ในหลายๆมุมด้วยกัน ซึ่งผมได้นำมาใช้ในการเขียนบันทึกในหลายๆเรื่อง เช่น
· ถ้ามีน้ำเกษตรกรจะทำอะไร
· โครงการโขง-ชี-มูล ได้ประโยชน์ในประเด็นใด
· และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องถึงการจัดการน้ำและระบบทรัพยากรชนบท
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ผมได้มาจากการทำงานวิจัยร่วมกับชุมชน ศึกษาระบบการจัดการน้ำ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การหมุนเวียนการใช้น้ำ และประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับครัวเรือน ซึ่งทำให้ผมได้พบว่า
· เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้น้ำอย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ปริมาณน้ำที่ใช้จริงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งหมด และส่วนใหญ่ไม่มีการเก็บกัก แต่ปล่อยทิ้งให้ไหลไปเฉยๆ
· ระบบการเก็บกักน้ำของเกษตรกร ยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการขาดความรู้ ขาดเครื่องมือ และขาดทรัพยากรในการจัดการ
· เกษตรกรที่มีน้ำพอเพียง กลับไม่ค่อยเห็นคุณค่าของน้ำ ปล่อยให้น้ำไหลทิ้งไปเฉยๆ และยิ่งกว่านั้น ก็ยังบ่นกลายๆว่า “ตนมีน้ำไม่พอใช้”ทั้งๆ ที่น้ำที่ปล่อยทิ้งนั้น มากมายมหาศาล
ประเด็นสุดท้ายนี้ ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยว่า
เกษตรกรมีน้ำเท่าไหร่จึงจะพอใช้ และนำไปสู่ความพอเพียงได้
ผมพยายามมองประสิทธิภาพการใช้น้ำ การรู้จักคุณค่าของน้ำและทรัพยากรน้ำ แต่พบอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ ๆ คือ
· เกษตรกรส่วนใหญ่มักร้องเรียนว่า ตนเองขาดแคลนน้ำ และเรียกร้องให้มีการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ด้วยเหตุผลข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่ร้องเรียนว่า มีน้ำไม่พอเพียงนั้น ก็มีการปล่อยน้ำให้ไหลทิ้งไปเฉยๆ อย่างมากมาย
· เกษตรกรที่มีน้ำพอเพียง หรือเกินพอก็ยิ่งปล่อยให้ทรัพยากรน้ำไหลทิ้งไปเฉยๆ เป็นจำนวนมาก โดยชีวิตตัวเองก็ยังอยู่ภายใต้ความไม่พอเพียงอยู่เช่นเดิม
ข้อสังเกตประการสำคัญที่ผมพบในการทำการเกษตรด้วยตนเอง ก็คือ
เกษตรกรส่วนใหญ่ ยังพึ่งพาอาหารจากภายนอก แม้จะมีการปลูกข้าวเพื่อการรับประทาน และมีทรัพยากรน้ำเพื่อการปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ และผลิตอาหารอื่นๆ ได้อีกมากมาย แต่ก็ไม่มีการดำเนินการเช่นนั้น
มีการปล่อยที่ดินให้ว่างไว้หรือใช้อย่างไม่คุ้มค่าเป็นจำนวนมากมาย
ทั้งๆ ที่มีน้ำ
มีการพึ่งพาอาหารจากภายนอก เป็นจำนวนสูงมาก
ทั้งๆ ที่สามารถผลิตเองได้
ซึ่งทำให้ต้องใช้เงินในการดำรงชีวิตเป็นจำนวนมาก
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
แม้จะมีทรัพยากรน้ำ เกษตรกรก็ใช้เพียงพอเพื่อการปลูกข้าว แทนที่จะใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ทางด้านอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง หรือเพื่อการพึ่งตนเอง
ผมจึงได้ข้อสรุปว่า
- เมื่อเกษตรกรยังไม่มีความรู้ หรือความรู้ไม่พอใช้ นั้น
- มีน้ำเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้
- ยิ่งมีมาก ยิ่งมีปัญหามาก
- และไม่มีทางที่จะพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงได้เลย
- อันเนื่องมาจากการขาดความรู้นั่นเอง
การขาดความรู้
- ทำให้เกษตรกรเน้นการพึ่งพาภายนอก
- ไม่เคยคิดที่จะพัฒนาระบบการพึ่งพาตนเอง
ยกตัวอย่างง่ายๆ :ผมทดลองปลูกข้าวรับประทานเอง ทำบ่อปลา และขุดร่องน้ำเพื่อดักปลา ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ปลูกไม้ผล ซึ่งทำให้ผมแทบไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเลย โดยเฉพาะด้านอาหาร ซึ่งผมไม่เคยพบว่าเกษตรกรพยายามจะทำอย่างที่ผมทำ
แม้แต่การจับปลา เพื่อการรับประทานประจำวัน เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ไม่ทำ
ผมลองทำดู ก็ได้ปลาทุกวัน มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ก็พอรับประทาน บางวันได้มาก ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นหรือแจกคนอื่นบ้างตามสมควร
เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นว่า
ถ้าเราพยายามที่จะพัฒนาระบบการพึ่งพาตนเองนั้น ความรู้ในการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีประกอบกันไปกับความตั้งใจในการพัฒนาการพึ่งตนเอง
ณ วันนี้ ผมจึงขอสรุปง่ายๆ ว่า
การจัดการหรือจัดสรรทรัพยากรน้ำ โดยปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง
ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดความพอเพียงได้เลย
โดยเฉพาะกรณีตัวอย่างพื้นที่บริเวณรอบๆนาของผม อย่างมากก็มีแค่เพียงข้าวรับประทาน แม้จะเป็นข้าวที่ปนเปื้อนสารพิษก็ตาม ก็เพียงเท่านั้น
ความคิดในการพัฒนาอาหารด้านอื่นๆ ไม่มีเลย
แล้วความคุ้มค่าในการจัดการทรัพยากรน้ำที่ประเทศชาติลงทุนให้กับเกษตรกร และภาคเกษตรกรรมนั้น สามารถตอบแทนได้ด้วยวิธีใด?
อันนี้ ผมไม่แน่ใจ
ผมเพียงแต่รู้สึกว่า
เรากำลังจัดการในสิ่งที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไหร่?
ตราบใดที่เรายังไม่มีการให้ความรู้ที่ถูกต้องกับเกษตรกร สิ่งที่เราให้ไปก็แทบจะสูญเปล่า
และไม่มีความเป็นธรรมกับคนอื่น ที่ยังไม่ได้รับการจัดสรร
ฉะนั้น ผมจึงคิดว่า การจัดการความรู้ต้องคู่กับการจัดการน้ำและทรัพยากรอื่นๆจึงจะสามารถนำไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจพอเพียงได้
มิฉะนั้นแล้ว ทุกอย่าง คงไม่ไกลจากคำว่า “สูญเปล่า” มากนัก
นี่คือการ “บ่น” ดังๆ จากประสบการณ์ตรงในชีวิตประจำวันของผมครับ!!
สวัสดีค่ะ อาจารย์
คิดคล้ายกับอาจารย์ ในเรื่องนี้ มานานมากๆแล้วค่ะ จนคนหลายคน มีความรู้สึกว่า ทำไม ต้องประหยัดน้ำอะไรกันมากนัก ก็น้ำ ...มันของฟรีนี่ !!!???
ผมก็คนหนึ่งที่ทำนา เห็นสมควร
เดินตามแนวคิดอาจารย์ครับ เพียงแต่ผมไม่มีพื้นที่ทำนา อ่านบล็อกท่านแล้วทำให้มั่นใจในการดำเนินชีวิต หลายอย่างทุกคนต่างก็แนะนำ โดยเฉพาะภาคราชการ แต่ขาดผู้ปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะไม่เอาตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาเผยให้สังคมเห็น ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงนั้น ทำให้เกษตรกรจริง ๆ หลงทางกับไปเรียนแบบอย่างที่ได้เห็นว่าลงทุนตามที่ได้ไปศึกษาดูงานใช้ต้นทุนมากเกินตัวไม่ค่อยเป็นค่อยไป
ท่านลองคิดดูการทำปุ๋ยหมัก นั้น เกษตรไม่เอาอย่างมาประยุกต์กับกอบปี้ ทั้งหมดมาลงทุน ขายที่นาทั้งหมดยังทำไม่ได้ส่วนเดียวที่เห็นมา
ปัญหาคือเกษตรกรหลงทาง ทางราชการต้องแก้ไข ตามแนวทางที่ท่านเขียน มีแนวคิดที่ดีอย่างท่านและมีประสบการณ์เหมือนท่านที่ทำนาเองแล้ว ขอชื่นชมด้วยความจริงและขอยกย่องให้เป็นผู้นำเกษตร อย่างแท้จริง
ขอบคุณครับ
ปัญหาการพัฒนาตอนนี้เราใช้ "ความรู้เทียม" (Pseudo-science) กันมาก
ทั้ง
เป็นความรู้ที่คิดขึ้นมา แบบ"เทียมๆ"
ผมคิดว่า "ความรู้เทียม" นี่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ
เรื่องนี้ผมเคยเขียนบันทึกไว้แล้ว แต่ผมคิดว่าคงไม่มีใครเข้าใจ หรือสนใจ หรือ นำไปสู่การแก้ไขใดๆ (บ่นอีกแล้ว)
ก็คงจะต้องบ่นไปเรื่อยๆ อีกสักกี่ชาติก็ไม่ทราบครับ จึงจะมีคนได้ยินบ้าง
อิอิ
พูดถึงเรื่องน้ำแล้วไม่เฉพาะแค่เกษตรกรหรอกครับที่ใช้เค้าอย่างไม่พอเพียงและเพียงพอ ในชีวิตประจำวันของทุกคนก็ใช้แบบไม่พอเพียงด้วย โดยเฉพาะน้ำดื่ม
ถ้ามีคนมาพูดเมื่อ 30ปีที่แล้วว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องซื้อน้ำกินกัน ผมว่าคงจะมีแต่คนหัวเราะเยาะกันกรามค้างแน่นอน แต่ปัจจุบันนี้หล่ะเกิดอะไรขึ้นกัน แต่นักการตลาดและนักบริหารจะบอกว่า คนที่คิดอย่างนั้นมี วิศัยทัศน์กว้างไกล (Vision)
เมื่อวานได้คุยกับคนงานที่ทำงาน ที่ครอบครัวพ่อแม่ของเค้ามีที่นาอยู่แถว อ.สทิงพระ จ.สงขลา ปรากฏว่าฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ข้าวเสียหายเนื่องจากน้ำท่วม เวลานี้ชาวนาต้องซื้อข้าวสารกินแล้วครับ
ประเด็นหนึ่งที่ผมขอตั้งเป็นข้อสังเกตุไว้ ณ.ที่ตรงนี้ก็คือสายพันธุ์ข้าวที่นำมาปลูกกัน ปัจจุบันนี้เป็นสายพันธุ์ทางการค้าที่หลวงนำมาแจกจ่ายกันให้ปลูกทั้งสิ้น โดยไม่รู้ว่าเหมาะสมกับสภาพพื้นที่แค่ไหน พื้นที่แต่ที่ย่อมมีความแตกต่างกันตามสภาพถูมิศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เปรียบเหมือนกับคน ทำไมฝรั่งตัวโต จมูกโด่ง ผมทอง แต่คนไทย ผิวดำ ผมดำ ตัวไม่ใหญ่ แม้แต่คนไทยด้วยกันเอง แต่ภาคก็มีความแตกต่างกัน พืชก็เหมือนกันครับ แต่นักวิจัยไม่เคยมองมุมนี้เลย
ผมลองสอบถามคนงานผมย้อนกลับไปว่าเมื่อก่อนที่เค้ายังเด็ก ให้เค้าลองนึกดูว่าข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่เคยปลูกเป็นอย่างไร ก็ปรากฏว่า ข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ชาวบ้านเคยปลูกอยู่นั้นลำต้นจะสูงมาก (ซึ่งโดยสภาพแวดล้อมจริงๆ ซึ่งอยู่ติดกับทะเลสาบ มีโอกาสที่จะเกิดน้ำจากทะเลสาบหนุนได้)ธรรมชาติเลยปรุงแต่งให้เค้ามีลำต้นที่สูงเพื่อให้เค้ามีชีวิตอยู่รอดเมื่อฤดูน้ำทะเลหนุนมาถึง และมันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆทุกๆปี แต่ปีที่ผ่านมานี้หนักมาก ถึงขนาดชาวนาไม่มีข้าวให้เกี่ยวต้องซื้อข้าวสารกินแล้วเวลานี้ แม่ของคนงานผมถึงกับพูดกับคนงานของผมว่า ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งมีปีนี้แหละที่ต้องซื้อข้าวสารกิน
เป็นที่น่าเสียดายว่า ข้าวพันธุ์พื้นเมืองถูกลืมไปจากสารบบชาวนา เนื่องจากคำว่า การตลาด ให้ผลิตที่ตลาดต้องการ
เวลานี้ทฤษฎีการตลาดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่การที่จะทำให้เกษตรกรปรับตัวนี้ซิมันโคตรยากเลย คุณครูว่าไหมครับ
คุณครูครับ ขอ comment เกี่ยวกับเขื่อนยักษ์ใหญ่ที่ประเทศจีนสร้างที่ต้นน้ำโขงหน่อยครับ
แล้วประเทศปลายน้ำอย่างเรา รวมไปจนถึง ลาว เขมร เวียดนาม จะมีการแก้เกมนี้กับประเทศจีนอย่างไรครับ เพราะมันเขื่อนต้นน้ำได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในเวลานี้ใช่มั๊ยครับ
เรื่องนี้ผมว่าไม่น่าจะเป็นกังวลมากนัก
เราใช้น้ำจากแม่น้ำโขงไม่มากนัก แม้เราจะอยู่ในลุ่มน้ำโขงก็ตาม
ผลจะเกิดกับกิจกรรมริมน้ำโขงในฤดูแล้ง
เช่นการปลูกมะเขือเทศ ยาสูบ และพืชผักบางชนิด ที่เราสามารถปรับตัวใช้น้ำในประเทศเราได้
ผลกระทบน่าจะมี แต่ไม่น่าจะรุนแรงมากนัก และน่าจะปรับตัวได้ทัน ผมเชื่ออย่างนั้นครับ
สวัสดีครับอาจารย์ดร.แสวง
ผมหายไปนาน ไม่ได้แวะเข้ามาเลย แต่แวะมาอ่านบันทึกอาจารย์ทีไรได้พลังอยากจะเขียนบ้างอีกครั้ง อ่านบันทึกนี้แล้วอยากจะขออนุญาตคิดต่ออย่างนี้ครับ
ผมทบทวนวรรณกรรม (lit review) เกี่ยวกับเรื่องระบบความเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนทำงาน นักวิชาการท่านหนึ่งฟันธงว่าจริงๆ ความเชื่อสามารถเปลี่ยนได้ด้วยความสำเร็จในวิธีที่แตกต่าง (Ertmer, 1999) เนื่องจากสาขาของผมเกี่ยวกับการศึกษา ก็เลยขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับการศึกษานะครับ สมมติอาจารย์ท่านหนึ่งสอนเด็กวิธีเดียวมาตลอด แล้วก็คิดว่ามันดีอยู่แล้ว อยู่ๆ ถูกบังคับให้สอนวิธีใหม่ ทีแรกก็ไม่ค่อยอยากเปลี่ยน แต่พอสอนไปสอนมา กลับพบว่าเด็กตั้งใจกว่าเดิม เด็กสนุกกับการเรียนมากขึ้น ก็เลยคิดว่าเออ วิธีนี้มันก็ดีเหมือนกันนี่นา จะเห็นว่าความเชื่อนั้นเปลี่ยนหลังจากการลองปฏิบัติ ซึ่งผมว่าฟังแล้วมันเข้าท่าดี
การเปลี่ยนความเชื่อคนไม่ใช่เรื่องง่าย การจะพร่ำสอนอบรมว่าอะไรดีไม่ดี อะไรมีประสิทธิผลกว่าอะไรนั้น ไม่สู้ให้เข้ามาลองเอง เมื่อเห็นจริงกับตัวเองก็ถึงจะเปลี่ยนความเชื่อ ผมลองมาคิดต่อว่าจะเปลี่ยนความเชื่อคนทำงานอย่างไร ผมลองคิดเล่นๆ ว่าจะเอาเกษตรกรมาเข้าค่ายลองทำตามวิธีอาจารย์ ก็อาจจะลำบากเพราะเขาก็ต้องทำในที่ของเขา แล้วถ้าเอาลูกๆ เขามาเข้าค่ายกับนิสิตนักศึกษาอาจารย์ ออกแบบให้เป็นค่ายเยาวชน ให้ลูกศิษย์อาจารย์คอยดูแล เสร็จแล้วเด็กๆ ก็จะเอาไปขยายผลในพื้นที่ของตนเอง
ผมลองคิดดูเล่นๆ น่ะครับ
ขอบพระคุณครับ
อาจารย์ครับ
ขอบคุณครับที่มาให้ความเห็น
แต่...
ลูกเกษตรกร ส่วนใหญ่ก็ถูกส่งให้ไปตายเอาดาบหน้า อย่ากลับมาอีก (ให้ไปเป็นเจ้าคนนายคนอย่างเดียว ให้ได้...ตามคำอวยพร)
นี่ก็เป็นวิบากกรรมของเด็กครับ
และเด็กที่ถูกสั่งและสอนมาแบบนั้นก็มักไม่ค่อยสนใจเรียนรู้ด้านเกษตร
เลยค่อนข้างยากครับ
ถ้าลองทำดูอาจจะได้ แต่ผมยังทำไม่สำเร็จครับ
ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันครับอาจารย์ว่ามันจะมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างผู้ปกครองและลูกหลาน เพราะระบบการศึกษาเราไม่เห็นค่าของภูมิปัญญาชาวบ้านและไม่ต่อยอดความรู้ของผู้เรียน ตั้งหน้าตั้งตาจะล้างสมองกันท่าเดียว เฮ้อ
เป็นกำลังใจให้อาจารย์ครับ
ขอยกเว้นผมสักคนครับ ดร.แสวง
เพราะทางบ้านก็สั่งสอนให้ไปเป็นเจ้าคน นายคน
ไม่ส่งเสริมให้มาทำเกษตร เหมือนที่บ้าน
แต่ด้วยความชอบส่วนตัวที่มีในสายเลือด เลยลงเรียนเกษตรของ มสธ.เพิ่ม
และสนใจเกษตรมาตลอด โดยเฉพาะการเลี้ยงวัว
อนาคตจะกลับบ้านเกิด และทำเกษตรธรรมชาติ แม้จะถูกแรงเสียดทานจากระบบเกษตรเดิมๆ(เน้นไถ ยาฆ่าแมลง-วัชพืช ปุ๋ยเคมี)ก็ตาม
ครับ
ด้วยความยินดี และปลาบปลื้มที่มีคนทำแบบเดียวกับที่ผมกำลังทำ
ลูกชาวนา กลับมาทำนา เพื่อสอนชาวนา ให้เป็นชาวนา
นี่คือความฝันของผม และยังห่างงงงง.....ไกลจากความจริงมากเหลือเกิน
ไม่ท้อ ขอสู้ต่อไปครับ
.......จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด..........
ยินดีต้อนรับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และชตากรรม ครับ
ยอมรับฟังในคำบ่นค่ะ
นี่คือประเทศไทย เราไม่แก้แล้วจะรอใครมาช่วยครับ