ครับ..สัปดาห์นี้เป็น "สัปดาห์ ๒ มหามงคล" ของมวลชาวไทย และประเทศไทย คือพรุ่งนี้ (๕ พ.ค.๕๒) เป็นวันฉัตรมงคล ซึ่งเอกองค์อัครภัทรมหาราช "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช" ทรงกระทำพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นลำดับที่ ๙ แห่งราชจักรีวงศ์ ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เจริญยิ่งยาวนานกาล ก้าวขึ้นสู่ปีที่ ๖๐ ของการก้าวหน้า พระยิ่งยศ-พระยิ่งเจริญชนม์ วัฒนาสถาพรสืบต่ออนันตกาล
และห่างไปอีก ๒ วัน ลุเข้าวันศุกร์ที่ ๘ พ.ค.ก็เป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งก่อนนี้ "วันเพ็ญกลางเดือน ๖" จะเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาในหมู่ประเทศ และหมู่ประชาชนที่นับถือพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๗ สหประชาชาติลงมติให้ "วันเพ็ญกลางเดือน ๖" เป็นวันสำคัญของโลก โดยซึมซับ-ศรัทธาด้วยเข้าถึง "แก่นแท้พระพุทธศาสนา" ว่านั่นคือ....
แกนแห่งมรรคาสู่....สันติภาพโลก!
ฉะนั้น วิสาขบูชา "วันประสูติ-ตรัสรู้-ปรินิพพาน" แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นวัน "วิสาขบูชาโลก" ด้วยประการฉะนี้!
แล้วท่านทั้งหลายที่ได้รับหนังสือบทสวดมนต์กันไปแล้วเมื่อตอนต้นปี ได้พร่ำบ่นภาวนาตามบทต่างๆ ที่เคยบอกกล่าวเล่าสิบกันไปสม่ำเสมอดีอยู่หรือ?
การสวดมนต์ภาวนา เป็นการเข้าถึงพระพุทธศาสนาแค่ผิวนอก เหมือนมดไต่ผิวส้ม ยากจะได้ลิ้มรสเปรี้ยว-รสหวานของเนื้อในส้มก็จริงอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าไปไต่อยู่ตามถังขยะปฏิกูล เพราะอย่างน้อยก็ยังได้ชื่อว่าได้สัมผัสผลส้ม หรือบางทีถ้าปฏิบัติครัดเคร่ง กลิ่นหอมชื่นใจจากผิวส้มจะกำจร-กำจายจากปลายนาสิกให้ซาบซ่านเป็นทิพย์กังสดาลสะกดใจสู่สายทางสงบเย็น
ผมก็แค่บอกเท่านั้นนะครับ แต่ยังทำให้เคร่งครัดไม่ได้ซักที บางวันก็ไต่ผิวส้ม และอีกหลายวันไพล่ไปไต่อยู่ตามถังขยะโน่น ผมมันคนบาปหนา มากด้วยมาร ยังต้องใช้เวลาอีกนาน "บารมีธรรม" ถึงจะบานให้เป็นใบบุญ
แต่สำหรับท่านทั้งหลาย ล้วนสั่งสมบุญกันมาดีแล้ว ตั้งแต่อดีตชาติยันปัจจุบันชาติ ฉะนั้น ก็หมั่นเติมทาน ศีล ภาวนา อย่าให้ขาด หรืออย่างน้อย สวดมนต์ภาวนาให้ประเทศชาติ ให้พี่น้องร่วมชาติ และถวายเป็นพระพรชัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้สม่ำเสมอเข้าไว้
มารเมืองทั้งหลายจะพ่ายแพ้พระพุทธมนต์ และนี่คือ "ความจริงแท้" มิพักที่ท่านทั้งหลายจะต้องสงสัยประการใดเลย!
๓-๔-๕ พฤษภา.เป็นวันมหามงคลดังว่า ฉะนั้น งดเว้นการพูดคุยเรื่องที่ไม่เป็นมงคลนะครับ และเผอิญมี "ข้อความสำคัญ" ที่ผมจำเป็นต้องใช้พื้นที่ตรงนี้ จึงนับว่าพอดีกันเลย
เรียน คุณเปลว สีเงิน
ได้อ่านข้อเขียนวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ของคุณ อยากร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่คุณรวมทั้งผู้อ่านข้อเขียนของคุณด้วย
ประการแรก ผมเห็นด้วยกับคุณที่บอกว่า ทึ่ง-ศรัทธา ในตัวนายกฯ อภิสิทธิ์ หลังทำหน้าที่ผู้นำบริหารประเทศมา ๔ เดือน เพราะก่อนการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ ผู้คนในสังคมรวมทั้งผมและเพื่อนๆ พูดคุยกันว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้งได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ความรู้ความสามารถ ความโปร่งใสในการบริหารงานไม่น่าเป็นห่วง
แต่ประสบการณ์ในด้านการบริหารตลอดจนวุฒิภาวะความเป็นผู้นำคือสิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่มั่นใจ เนื่องจากนายกฯ อภิสิทธิ์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลนายกฯ ชวน เพียงครั้งเดียว ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมาก่อนเลย
มาถึงวันนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ได้แสดงให้เห็นถึงการมีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำ ถ้าจะให้คะแนนกันเอาไปเลยเต็มร้อย ยังขาดอีกเรื่องเดียว การแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ที่รุนแรงสาหัสในแทบทุกด้าน ถ้านายกฯ อภิสิทธิ์สามารถนำพาประเทศให้พ้นวิกฤติช่วงนี้ไปได้แล้ว การเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา หรือสภาครบวาระก็ตาม เก้าอี้นายกฯ คงจะไม่หนีไปจากท่านแน่นอน
ประการที่สอง ที่คุณเปลวเขียนว่านายกฯ อภิสิทธิ์ ไปพูดที่ "สภาพัฒน์" เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน นั้น คุณคงจะหมายถึง "สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" แล้ว แต่เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริง วันนั้น ผมได้ร่วมฟังนายกฯ อภิสิทธิ์พูดอยู่ในสภาฯ ด้วย ในฐานะสมาชิกสภาฯ จึงขออนุญาตให้ข้อมูลที่ถูกต้องและขอถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์สภาฯ ไปด้วยเลย
คือเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. นั้น นายกฯ อภิสิทธิ์ ท่านได้ไปพูดที่ "สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" อาคารพญาไทพลาซ่า ซึ่งเป็นคนละองค์กรกันกับ "สภาพัฒน์" เนื่องจากเป็นองค์กรที่ก่อตั้งมาไม่นาน ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ส่วนใหญ่จะเข้าใจเหมือนคุณเปลวว่า "สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" และ "สภาพัฒน์" เป็นองค์กรเดียวกัน โดยมีความเป็นมาและบทบาทหน้าที่ของ "สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ" ดังนี้
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ปรากฏในหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๘๙ "เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหมวดนี้ ให้รัฐจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่ให้คำปรึกษา และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ต้องให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้ องค์ประกอบ, ที่มา, อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานของสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" โดยมีพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๓ ได้ประกาศในราชกิจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๓ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นมา ภายใต้หลักการที่ว่า สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นองค์กรสะท้อนปัญหา เศรษฐกิจและสังคม มิใช่องค์กรเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด แต่เป็นองค์กรที่ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล โดยไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ
องค์ประกอบของสภาฯ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน ๙๙ คนจาก ๖ ฐานอาชีพ คือ ด้านการผลิตด้านการเกษตร, ด้านการผลิตด้านการอุตสาหกรรม, ด้านการผลิตด้านการบริการ, ด้านสังคม, ด้านฐานทรัพยากร, ด้านผู้ทรงคุณวุฒิ
มีวาระการดำรงตำแหน่ง ๓ ปี นับแต่วันประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา และอาจได้รับเลือกใหม่แต่ไม่อาจดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้เกิน ๒ วาระ สมาชิกชุดที่หนึ่ง มีอดีตนายกฯ นายอานันท์ ปัญยารชุน เป็นประธาน อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ และนายชุมพล พรประภา เป็นรองประธาน ได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีจำนวน ๑๑๐ เรื่อง สมาชิกชุดที่สอง (ชุดปัจจุบัน) มีอาจารย์โคทม อารียา เป็นประธาน นายสุธรรม จิตรานุเคราะห์ และอาจารย์วรพล โสคติยานุรักษ์ เป็นรองประธาน ได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีถึงเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ จำนวน ๑๐๑ เรื่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการสรรหาสมาชิกชุดที่สาม
จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านและผู้อ่านได้เข้าใจถูกต้องตรงกัน ท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ www.nesac.go.th.
ด้วยความปรารถนาดี
นายยุทธนา กาญจนวงศ์ชัย
สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ครับ..จบไปเรื่องหนึ่ง แต่ยังมีอีกเรื่องที่ผมต้อง "รีบ" นำลง เพราะท่านได้รับความเดือดร้อนจากคอลัมน์นี้ไปวันก่อน ดังนี้ครับ
เรียน คุณเปลว สีน้ำเงิน ที่นับถือ
ผมอ่านคอลัมน์ของคุณเรื่อง จากหมอถึง "คนไข้จิตเวช" ชื่อทักษิณ ด้วยความไม่สบายใจยิ่ง (มีคนบอกว่ามีบทความนี้ผมจึงทราบ)
เพราะคนที่อยู่ในวงการจิตเวช นักศึกษา หรือผู้ที่เคยอ่านตำราหรือบทความทางจิตเวชศาสตร์ของผมทุกคนเข้าใจว่าคือผม เพราะหมอมาโนช ที่เป็นจิตแพทย์มีผมเพียงคนเดียว และยังเป็นจิตแพทย์ที่สนใจเรื่องโรคไบโพลาร์ด้วย ผมดูรายชื่อหมอมาโนชจากเว็บแพทยสภา พบมีแพทย์ชื่อนี้ทั้งหมด 25 คน ซึ่งเป็นหมอสูติ-นรีเวชบ้าง หมอหูคอจมูกบ้าง หมออายุรกรรมบ้าง หมอเหล่านี้เขาคงไม่มาสนใจกับเรื่องโรคไบโพลาร์ ยิ่งไปกว่านั้น คนเขียนอาจไม่ใช่หมอด้วยซ้ำไป
ผมได้รับผลกระทบจากบทความนี้ของคุณเปลวเต็มๆ จึงขอความกรุณาคุณเปลวช่วยลงจดหมายฉบับนี้ในคอลัมน์ของคุณในเร็ววันด้วยครับ เนื้อหาจดหมายฉบับนี้ผมนับจำนวนคำดูแล้ว สั้นกว่าฉบับที่หมอมาโนชคนนั้นเขียนถึงคุณเปลว ผมจึงหวังว่าคุณเปลวจะให้โอกาสหมอมาโนช หล่อตระกูล ได้ชี้แจงด้วยครับ
ขอแสดงความนับถือ
รศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
กราบขออภัยด้วยนะครับ ที่ข้อความผู้ใช้นามว่า "หมอมาโนช" เขียนมาแล้วทำให้ท่าน "รศ.นพ.มาโนช" เดือดร้อน ท่านคงร้อนใจจริงๆ แจ้งทางเว็บไซต์แล้วยังแฟกซ์ตามมาอีกฉบับ ที่ท่านอ้างว่า "อาจถูกร้องเรียนแพทยสภาจากจดหมายฉบับนั้น" ผมก็อยากเรียนว่า แพทยสภาประกอบด้วยบุคคลมีวุฒิปัญญา และวุฒิภาวะ คงไม่อ่อนไหวแค่เห็นคนเขียนจดหมายใช้นามว่า "หมอมาโนช" พูดเรื่องไบโพลาร์ในหนังสือพิมพ์ แล้วก็ทึกทักว่าเป็น รศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล หรอกครับ ถ้าจะมีโทษ "แพทยสภา" คงจะมาไล่เบี้ยเอากับผมก่อนในฐานะผู้เผยแพร่มากกว่า สบายใจตรงนี้ได้ครับ..คุณหมอ ก็หวังว่า "ผลกระทบเต็มๆ" จากตรงนี้คงพร่องไปได้บ้าง แต่ถ้ายังเดือดร้อนในประเด็นอื่น ผมก็ขออภัยอีกครั้ง และถ้าต้องการให้ผมปฏิบัติอย่างใดอีก ก็ยินดีครับ.
สวัสดีค่ะ
แวะมาเรียนรู้ ศึกษาข้อมูลค่ะ
ขอบคุณค่ะ