คุณภาพการศึกษาเป็นตัวชี้วัดศักยภาพของการพัฒนาทางเศรฐกิจ

 

 

 

ลุกฮือทั้งประเทศ..   อ่าน  อ่าน  อ่าน กับ PISA  

 

 

จาก..บทสรุปเพื่อการบริหาร

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์  การอ่าน  และคณิตศาสตร์ของนักเรียน วัย 15 ปี

รายงานจากการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ PISA  2006

ของ สสวท. (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

ร่วมกับ Organization for Economic Co-operation and  Development (OECD)

 

 

PISA  (Programme for International Student Assessment) เป็นโครงการศึกษาสำรวจความรู้และทักษะของนักเรียนกลุ่มอายุ 15 ปี   ซึ่งเป็นวัยจบการศึกษาภาคบังคับในประเทศสมาชิก OECD  เพื่อหาตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาให้ระดับนโยบาย    เพราะ..คุณภาพการศึกษาเป็นตัวชี้วัดศักยภาพของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ  ในปี 2006   PISA ได้ประเมินนักเรียนมากกว่าสี่แสนคนจาก 57ประเทศ (รวมประเทศไทยด้วยค่ะ)  3 ด้าน คือ

1.การรู้เรื่องการอ่าน(Reading Literacy)

2.การรู้เรื่องคณิตศาสตร์(Mathematics Literacy)

3.การรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ (Scientifics Literacy)

หลักสำคัญของ PISA คือการประเมิน การรู้เรื่อง (Literacy) ซึ่งเน้นที่ความรู้และทักษะที่จำเป็น  เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลง  เพราะถือว่านักเรียนไม่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างจากโรงเรียน  แต่การศึกษาต้องให้ ฐานราก  ที่มั่นคง  เพื่อให้เป็นผู้เรียนที่สามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง  PISA ถือว่าวิชาที่เป็นตัวแทนของการวาง ฐานราก  ได้แก่   การอ่าน  คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ เท่านั้น

ณ วันนี้ ผู้เขียนขออนุญาตนำมาบอกเล่าเพื่อนๆ เรื่อง ผลการประเมินการอ่านใน 2 ประเด็นนะคะ

 

1. สรุปผลการประเมินการอ่านระดับนานาชาติ

2. ผลการประเมินอ่านของเด็กไทย 

 

การอ่าน   PISA  ให้ความหมายมากกว่าการอ่านออกตามตัวอักษรและเข้าใจความหมายของคำ  แต่รวมถึงความสามารถในการค้นหาสาระ  คิดวิเคราะห์  ตีความ แปลความหมาย  สะท้อนและประเมินสาระที่ได้อ่าน  ที่แสดงว่าผู้อ่านเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการเขียน  เข้าใจว่าเขียนขึ้นมาเพื่อสื่อสารอะไร ถึงใคร การรู้เรื่องการอ่านจะแสดงถึงแนวโน้มว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นพลเมืองที่มีประสิทธิภาพในวัยที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่หรือไม่  (ไม่ง่ายเลยใช่ไหมคะ..)

PISAจำแนกระดับการอ่านเป็น 5 ระดับ (ระดับ1-ระดับ 5)โดยระดับ 2 เป็นระดับพื้นฐาน

 

 สรุปผลการประเมินการอ่านระดับนานาชาติ 

 

1.คะแนนสูงที่สุด คือเกาหลี(556 คะแนน)  ฟินแลนด์มีคะแนนรองลงมา (547)  และจีน-ฮ่องกง(536) แคนาดา  นิวซีแลนด์มีคะแนนการอ่านระหว่าง 520 และ 530  ประเทศที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เรียงตามลำดับ  ได้แก่ ไอร์แลนด์  ออสเตรเลีย  โปแลนด์  สวีเดน  เนเธอร์แลนด์  เบลเยี่ยม  สวิสเซอร์แลนด์  ประเทศร่วมโครงการ ได้แก่ ลิคเทนสไตน์  เอสโทเนียและสโลวีเนีย 

2.การอ่านมีความแตกต่างระหว่างเพศสูงที่สุด  ทุกประเทศนักเรียนหญิงมีการอ่านสูงกว่านักเรียนชาย  ในประเทศสมาชิก OECD 12 ประเทศ  คะแนนการอ่านต่างงกันถึง 50 คะแนนหรือมากกว่า(เกือบหนึ่งระดับ)  ในประเทศร่วมโครงการต่างกันระหว่าง 50 ถึง 66 คะแนน  คือ การ์ต้าร์  บัลกาเรียน  จอร์แดน  อาร์เจนตินา  สโลวีเนีย  ลิทัวเนีย  คีร์กีสสถาน  ลัตเวีย  โครเอเชีย  และ ไทย(54คะแนน)

3.แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจากPISA 2000 – PISA 2006  ในประเทศสมาชิก OECD คะแนนเฉลี่ยการอ่านไม่เปลี่ยนแปลง  ทั้งๆที่เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทางการศึกษาสำหรับนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา จากปี 1995 ถึง 2004  ที่เพิ่มขึ้นถึง 39 % แล้วถือว่าเป็นเรื่องต้องพิจารณา   อย่างไรก็ตามก็มีหลายประเทศที่คะแนนเพิ่มขึ้น ในประเทศOECD ได้แก่ เกาหลี (เพิ่ม 31 คะแนน)  โปแลนด์(เพิ่ม 17 คะแนน)  ประเทศร่วมโครงการอีก 5 ประเทศ คือ ชิลี  ลิคเทนสไตน์ อินโดนีเซีย ลัตเวีย และ จีน-ฮ่องกง มีการอ่านเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา

4.การเพิ่มคะแนนเฉลี่ยของเกาหลีเป็นการเพิ่มในกลุ่มนักเรียนคะแนนสูง  ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่างนักเรียนกลุ่มสูงกับกลุ่มต่ำกว้างขึ้น  ส่วนการเพิ่มของโปแลนด์เป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่มคะแนนต่ำเท่ากับโปแลนด์ประสบความสำเร็จในการลดช่องว่างระหว่างนักเรียนสองกลุ่ม

5.มีหลายประเทศที่มีการอ่านลดต่ำลง ทั้งประเทศ OECD และประเทศร่วมโครงการ  ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่มีคะแนนการอ่านลดต่ำลง (14 คะแนน)

 

ผลการประเมินการอ่านของเด็กไทย

1.คะแนนเฉลี่ยการอ่านของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อยู่ในตำแหน่งระหว่าง 41-42 จาก 57 ประเทศ(ไทย ได้ 417 คะแนน)  มีประเทศ OECD ประเทศเดียวที่มีคะแนนต่ำกว่าไทยคือเม็กซิโก 

2.แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจากPISA 2000 ถึง PISA 2006 คะแนนเฉลี่ยลดต่ำลง (14 คะแนน)  สัดส่วนจำนวนนักเรียนที่มีการอ่านต่ำกว่าระดับพื้นฐานเพิ่มขึ้น จาก 37% (PISA2000) เป็น 44.5%(PISA2006) และสัดส่วนนักเรียนที่มีการอ่านระดับสูง(ระดับ4+ระดับ5) มีสัดส่วนลดลงถือว่าเป็นจำนวนที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

3.ความแตกต่างระหว่างเพศ นักเรียนชายมีคะแนนเฉลี่ยการอ่านต่ำกว่านักเรียนหญิงถึง 54 คะแนน  นับเป็นช่องว่างที่กว้างมาก    และมีค่าความแตกต่างสูงเป็นอันดับต้นๆ    ประเทศที่มีความแตกต่างระหว่างเพศสูงกว่าไทยได้แก่ บัลกาเรียน  การ์ต้า  กรีซ และจอร์แดน (ทุกประเทศนักเรียนหญิงมีการอ่านสูงกว่านักเรียนชาย)

4.ระดับเฉลี่ยการอ่านของนักเรียนไทยอยู่ที่ระดับ 2 (นักเรียนชายอยู่ที่ระดับ 1 และนักเรียนหญิงที่ระดับ 2)  นักเรียนที่มีการอ่านต่ำกว่าระดับพื้นฐานเป็นนักเรียนชายถึง 61% และมีสัดส่วนนักเรียนชายต่อนักเรียนหญิงประมาณ 2:1   สำหรับนักเรียนที่มีการอ่านระดับสูง เป็นนักเรียนชายต่อนักเรียนหญิงในสัดส่วน 1: 3

5.เมื่อดูตามกลุ่มโรงเรียน  พบว่า นักเรียนโรงเรียนสาธิตมีคะแนนการอ่านสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD นักเรียนสาธิต 96% มีการอ่านสูงกว่าระดับพื้นฐาน   ในจำนวนนี้มีระดับ 5 ประมาณ 4% (ประมาณครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยOECD)     ในขณะที่กลุ่มอื่นๆมีน้อยมากหรือบางกลุ่มไม่มีนักเรียนในระดับ 5 เลย  นักเรียนสาธิตไม่ถึง 5% ที่มีการอ่านต่ำกว่าระดับพื้นฐาน 

6.การวิเคราะห์ตามพื้นที่ นักเรียนจากภาคอีสานตอนล่างมีการอ่านต่ำกว่าเพื่อนวัย 15 ปีจากทุกพื้นที่   ถัดมาคือภาคอีสานตอนบนและภาคกลาง

 

 

 

 

จาก ปี 2006-2009  ประเทศไทยทำอะไรบ้าง

 

กระทรวงศึกษาธิการ

โดย..สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)

โดย..สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา(สวก.)

โดย..กลุ่มพัฒนาและส่งเสริมวิทยบริการ

ได้สร้างและพัฒนาเครื่องมือประเมินความสามารถด้านการอ่าน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

โดยอิงแนวการประเมินของ PISA   ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน

 

 

จึงมี วันนี้

ประเทศไทย..โดย 185 เขตพื้นที่การศึกษาที่รับผิดชอบการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ฯ และ ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน

มากกว่า 400 คน มารวมตัวกัน เพื่อร่วมเสนอความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะและรับทราบ

แนวดำเนินการประเมินความสามารถด้านการอ่าน(การรู้เรื่องการอ่าน)

ที่จะมีขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในเดือนกรกฎาคม 2552 ที่จะถึงนี้

 

พบกับตัวอย่างข้อสอบ การรู้เรื่องการอ่าน ของ PISA ในตอนต่อไปนะคะ (อิอิ..อย่างยาวเลย)

..สวัสดีค่ะ..