คำปลอบโยน คำให้กำลังใจ หรือวาดหวังอะไร ไม่มีความหมายเลย ถ้ามันไม่ได้มาจากใจ หรือ ประสบการณ์ตรง ที่เคยได้รับมาแล้ว

     ความเจ็บปวดเป็นอาการธรรมชาติ ที่ใครก็ตามเมื่ออยู่ในสภาวะนั้น ย่อมมีความเสมอภาคที่จะเจ็บปวดเท่าเทียมกัน

 ผู้เขียนทำงานเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ทั้งรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การทำแผล เย็บแผล ฉีดยา ต่างๆนาๆ เท่าที่มีสิทธิ์จะทำ แต่มีการรักษาอย่างหนึ่ง ที่ผู้เขียนพบว่า คนไข้นั้น มีความทุกข์ทรมานจากการรับบริการมาก ทุรนทุราย เร่าร้องทุกครั้ง และเกือบจะทุกคนไป นั่นคือการผ่าฝี

  ผู้เขียนไม่เคยฉีดยาชาก่อนผ่าฝี เพราะถึงฉีดไปบริเวณนั้นก็จะไม่ชา และแรงดันยาผ่านเชื้อหนอง อาจพาเชื้อนั้นเข้ากระแสเลือดได้อีก กลัดหนอง เป็นความเจ็บปวดมาก ยิ่งถ้าใช้นิ้วสัมผัสแล้ว ฝีนั้นมีอาการนิ่ม ฟ่อดแฟ่ดด้วยแล้ว เขาเรียก ฝีสุกเต็มที่ อย่่างนี้ต้องผ่า!

  การผ่าก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแค่ทำความสะอาด บริเวณนั้นให้ดี แล้วก็ใช้ใบมีดผ่าตัด ที่มีลักษณะเหมือนใบพาย เป็นเหล็กกล้า แข็งแรง มีขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของนิ้วก้อย กดลงไปบนหัวฝีเพื่อเปิดปากแผลให้กว้าง แล้วปล่อยให้หนองระบายหนองออก เมื่อมาถึงครงนี้ เสียงร้องของคนไข้ ก็ลั่นห้องปฐมพยาบาล ถ้าเป็นเด็ก ก็ร้องไปดิ้นไป จึงต้องทำให้เสร็จในเวลาอันสั้น จะใช้เครื่องมือที่เป็นช้อนเล็กๆ มีด้ามให้จับ มาตัก และขูดหนองร้ายออกให้หมด

  ตามตำราและที่ครูบาอาจารย์สอนไว้ ว่า ต้องทำจนมีแต่น้ำเลือดออกมา แสดงว่า หนองหมดแล้ว แผลสะอาด จะหายเร็ว สุดท้ายก็ยัดผ้ากอซชิ้นเล็กๆ ยาวๆไว้ เพื่อระบายและป้องกันปากแผลปิด

 คนไข้ต้องมาล้างแผลทั้งสัปดาห์ แผลจึงจะค่อยๆตื้นและหายไปใที่สุด ผู้เขียนรับรองได้ว่าถ้าทำแบบนี้ หายปกติแน่นอน แต่แม้จะดีวันดีคืน คนไข้ก็มองการรักษานี้ อย่างเกรงกลัว ทุกวันที่เจอหน้า จะอิดออด ผู้เขียนก็ชวนคุย เล่าให้กำลังใจว่า แผลใกล้หายแล้ว เจ็บอีกนิดนะ ...ฯลฯ

  แต่คนไข้จะฟังหรือเปล่าไม่ทราบได้ เพราะเห็นเงียบๆ เกร็ง ที่แท้เขากำลังกัดฟัน อดทนอยู่

ผู้เขียนจะไม่เข้าใจ ความเจ็บปวดชนิดนี้เลย ถ้าวันหนึ่งจะไม่ได้เป็นฝีที่กลางหลังของตัวเอง พยายามกินยาแก้อักเสบแล้ว แต่ฝีก็ยังดำเนินอาการต่อไปเรื่อยๆ มือก็เอื้อมไปสัมผัสเกือบจะไม่ถึง ได้แต่ใช้ปลายนิ้ว ลูบเบาๆ มันเจ็บเหลือเกิน ปวด มีไข้ ไม่สบายตัวจะนอนก็ลำบาก ที่สุด ฝีก็สุกเต็มที่แล้ว ต้องผ่า!

  คงไม่ต้องอธิบายซ้ำ ว่าผ่าฝีเขาทำกันอย่างไร การยัดผ่ากอซ เพื่อกันปากแผลปิดนั้น มันปวดหนึบ เข้าไปถึงหัวใจ ปวดขนาดไหน แต่ก็ยังน้อยกว่าความเจ็บปวดขณะที่ดึงผ้าชิ้นนั้นออกมา เวลานอนให้เพื่อนทำแผล เหลือบตาไปเห็นไม้พันสำลีอยู่ในกำมือหลายอัน มันอ่อนใจ และสุดจะทนเมื่อนึกถึง การเช็ดแผลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้สะอาด จนวันหนึ่งผู้เขียนก็บอกกับเพื่อนว่า เบาๆหน่อยนะมันเจ็บมาก

 เพื่อนที่ทำแผลให้ หัวเราะขบขันผู้เขียน และบอกว่า โธ่แผลเล็กมากเลยนะ ไม้พันสำลียังแหย่ไม่ลงเลย ทำไมใจเสาะจัง

 จากนั้นผู้เขียนก็ไม่พูดอะไรอีกเลย นอนอดทนอยู่อย่างนั้น เพราะขืนพูดอะไรออกไป ทุกคำพูดที่ผู้เขียนเคยบอกกับคนไข้ ก็จะย้อนมาเข้าหู จากปากของเพื่อนนั่นเอง

 คำปลอบโยน คำให้กำลังใจ หรือวาดหวังอะไร ไม่มีความหมายเลย ถ้ามันไม่ได้มาจากใจ หรือ ประสบการณ์ตรง ที่เคยได้รับมาแล้ว

  นับตั้งแต่วันที่ผู้เขียน หายจากการเป็นฝี ใจของผู้เขียนก็เปลี่ยนไป มองเห็นความเหลื่อมล้ำทางความรู้สึก ที่ละเอียดอ่อนมาก จนยากที่จะเข้าใจ หรือมองเห็น โดยเฉพาะ ระหว่างหมอและคนไข้ ต่อให้คุณจบวิชาการรักษา จากสถาบันที่ดีที่สุดในโลกนี้ เป็นนักรักษามือหนึ่ง ที่มีค่าฝีมือเป็นล้าน คุณจะไม่มีวันได้เข้าถึงความรู้สึกของคนไข้อย่างแท้จริงแน่นอน ตราบใด ที่คุณยังไม่เคยโดน ไม่เคยเป็น กับสิ่งเหล่านั้นด้วยตนเอง

   ผู้เขียนได้ค้นพบ และลดความเหลื่อมล้ำนั้น ให้กับตนเองกับคนไข้แล้ว ซึ่งต่อมาคนไข้หลายคน ชมเชยว่า ผู้เขียนทำแผลไม่เจ็บ และฉีดยาเด็กยังไม่ร้องเลย

Dsc09020

มันเจ็บจริงๆนะ

   ถ้าจะสรุปให้สั้น และเข้าใจ นำไปปฏิบัติได้ง่ายๆ เพียงแค่เราใช้วิธีการ "เอาใจเขา มาใส่ใจเรา" ทุกๆกรณี ความเหลื่อมล้ำทุกประการที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ก็แทบจะไม่ต้องใช้เครื่องมืออันวิเศษมากมายอันใด มาประกอบเลย

                           เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ จากประสบการณ์ที่เจ็บปวดมาก