(ต่อ)
3. รูปแบบการนำเสนอกรณีศึกษาความร่วมมือระหว่าง LW กับ MST ในการสร้างความรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำเสนอผู้ริเริ่ม (initiator), เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและริเริ่มการใช้ LW กับ MST เพื่อการสร้างสรรค์ ที่คุณยุวนุชเรียกว่า Disruptive moment หรืออาจเรียกว่า Tipping point, และผู้ช่วยเหลืออำนวยความสะดวก (Facilitator) ผมเห็นด้วยว่าองค์ประกอบทั้ง 3 นี้มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างสรรค์
4. การชี้ให้เห็นคุณค่าของวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มในปี พ.ศ.2540 ทำให้สังคมไทยตระหนักถึงความร่ำรวยทุนทางสังคมที่มีอยู่ในชนบทและทุนดังกล่าวส่วนหนึ่งคือ LW
5. การนำเสนอเรื่องราวในกรณีศึกษาให้เห็นว่าเมื่อ initiator กำหนดเป้าหมายความมุ่งมั่นของตนแล้วได้พยายามเสาะหาความรู้ LW อย่างไร และได้แสวงหา MST มาใช้ประกอบนำไปสู่ความสำเร็จในกิจกรรมอย่างไรบ้าง
6. การเปรียบเทียบ LW กับ MST ในรายงานหน้า 126
7. เมื่อได้อ่านวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ผมรู้สึกเห็นคุณค่าของผลิตภัณฑ์ตามกรณีศึกษาทั้ง 9 มากขึ้นอย่างชัดเจนการได้รับรู้ที่มาของการพัฒนาผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดว่ามีองค์ประกอบของ LW อย่างไรบ้างเป็นการเสพเชิงวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง นำมาซึ่งความอิ่มเอมจิตใจ
ข้อควรปรับปรุง
1. ข้อเขียนหน้า 124 ถึง LW ว่า “mostly orally transmitted” ผมไม่เห็นด้วย ผมคิดว่า LW อยู่ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และในกิจกรรมร่วมกันในสังคมที่เรียกกันว่าชีวิตวัฒนธรรม และอยู่ในศิลปะต่าง ๆ ที่เรียกว่า ศิลปวัฒนธรรมถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องน่าจะว่า “not transmitted in written form” มากกว่า
ที่จริงข้อโต้แย้งนี้ไม่น่าจะสำคัญนัก เพราะคุณยุวนุชได้เขียนไว้แล้วว่า LW ส่วนใหญ่อยู่ใน culture
2. การวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST ตาม SECI Model ไม่ชัดเจนในส่วนของ Externalization ในหน้า 342 – 344
ผมเข้าใจ (ไม่รู้ว่าถูกหรือผิด) ว่า externalization เป็นการดึงความรู้ออกมาจากคนมาเข้ารหัสเป็นตัวหนังสือ รูป หรือรหัสแบบอื่นซึ่งตามที่ครูบาสุทธินันท์และทีมงานฟ้าสู่ดินของท่านใช้คือมีทีมงานไปถ่ายรูปกิจกรรม เอามาทำ PowerPoint ประกอบการพูดในที่ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการฟ้าสู่ดินช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจกิจกรรมที่ตนทำในอีกระดับหนึ่ง คือ externalize แล้วก็มีการตีความและสังเคราะห์ (combination) รวมกับความรู้เดิมที่มีแล้วพอมาผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก็เกิด internalization เข้าไปในชาวบ้านแต่ละคน
ผมไม่คิดว่าวงจร SECI จะต้องหมุนอย่างเป็นระเบียบจาก S ไปยัง E ไปยัง C ไปยัง I ไปยัง S...ผมคิดว่ากระบวนการ SECI เกิดขึ้นอย่างซับซ้อนมากในกรณีศึกษา 9 กรณีของวิทยานิพนธ์นี้ เป็นกระบวนการที่ตัวละครสำคัญคือ initiator, facilitator, ผู้มี LW, ผู้มี MST และผู้ปฏิบัติ มีปฏิสัมพันธ์กันและเกิด knowledge creation ขึ้น
ผมมองว่าในหลาย ๆ กรณีเกิด S ไปยัง E ไปยัง I คือพอ externalize ก็มีคนดูดซับเอาความรู้นั้นไปปฏิบัติทันที เป็นวงจรลัดโดยไม่จำเป็นต้องเกิด combination ระหว่าง explicit knowledge
3. ที่จริงในส่วนของการวิเคราะห์และสรุป (บทที่ 12) เป็นส่วนที่น่าสนุกที่สุด มีการถกเถียงกันได้มากที่สุด และจริง ๆแล้วน่าจะตีความได้หลายแบบ ผมมองว่าคุณยุวนุชได้รวบรวม “วัตถุดิบ” ที่เป็นข้อมูลที่ดีมากมาได้มากมาย แต่แล้วเอามาปรุงเพียงนิดเดียว (25 หน้า)รู้สึกเสียดาย ว่าน่าจะปรุงให้เกิด “อาหาร” (ปัญญา)หลากหลายชนิดกว่านี้
หลังจากวิทยานิพนธ์นี้ผ่านการพิจารณาไปแล้ว ผมอยากเชิญ ดร.ยุวนุช เป็นวิทยากรนำเสนอวิทยานิพนธ์นี้ และเชิญคนที่ critical จริง ๆมาร่วมถกเถียงกระบวนการสร้างความรู้ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST มาคุยกันในรายละเอียดและลงลึกจริง ๆเพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในภาคเศรษฐกิจพอเพียง
ความเห็นทั่วไป
1. ถือเป็นวิทยานิพนธ์ตัวอย่างได้ ผมอยากชวนคุณยุวนุชทำกิจกรรม 2 จังหวะจังหวะแรกคือจัดประชุมนำเสนอและร่วมกันตีความและถกเถียงกระบวนการสร้างความรู้ในกรณีศึกษา 9 กรณีนี้ จังหวะที่ 2 คือเรียบเรียงใหม่เป็นหนังสือภาษาไทยเชื่อว่าจะมีสำนักพิมพ์แย่งต้นฉบับไปพิมพ์
2. ผมอยากเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST มาก ๆ แต่เป็นปฏิสัมพันธ์โดยเอาฝ่ายที่มี LW เป็นฐาน ใช้ปฏิสัมพันธ์เพื่อ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ของฝ่ายท้องถิ่น/ชุมชน ซึ่งก็คือเพื่อเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง
3. คุณยุวนุชได้วิจารณ์ไว้บ้าง ว่ากรณีที่ initiator เป็นนักธุรกิจชาวบ้านเกิดการเรียนรู้ไม่ต่อเนื่อง กรณีเช่นนี้เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST เพื่อประโยชน์ของคนนอก ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของคนในกลุ่มที่มี LW ผมอยากเห็นวิทยานิพนธ์ที่เน้นเปรียบเทียบการเรียนรู้ของชาวบ้านในโครงการที่ initiator เป็นคนในชุมชนเอง กับโครงการที่ initiator เป็นคนนอกที่มีเป้าหมายเพื่อธุรกิจของเขา ศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มละสัก 5 กรณีศึกษาให้ลึกดูว่าชาวบ้านเกิดหรือไม่เกิดการเรียนรู้ในรูปแบบใดและวิเคราะห์นำเสนอว่าแม้ initiator จะเป็นคนนอกชาวบ้านก็เกิดการเรียนรู้ต่อเนื่องยั่งยืนได้ โดยต้องมีปัจจัยใดฯลฯ
โจทย์วิจัยที่น่าจะมีคนทำต่อ
เรื่องนี้คิดจินตนาการออกไปได้มากมายไม่มีที่สิ้นสุดขอยกมาเป็นตัวอย่างพอสังเขป
1) การวิจัยลงไปในระดับ micro & participatory เพื่อดูกลไกของการสร้างความรู้/หมุนเกลียวความรู้โดยเจ้าของ LW จากปฏิสัมพันธ์ของ LW กับ MST
การวิจัยของคุณยุวนุชเป็นแบบ macro & non – participatory เรายังต้องการการวิจัยเพื่อสื่อให้เห็นแนวทางที่คนใน LW จะได้รับประโยชน์จากการใช้ทั้ง LW และ MST ในกิจการของตน โดยการทำกระบวนการ KM หมุนเกลียวความรู้เรื่อยไปไม่จบสิ้น
2) การวิจัยแบบ long term ใช้เวลาสัก 3 – 4 ปี ดูการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการสร้างความรู้ในเจ้าของ LW เมื่อใช้ MST เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วย
นี่คือการศึกษา KM ในชาวบ้าน เพื่อชาวบ้าน
3) คุณยุวนุชเลือกศึกษากรณีศึกษาที่เป็นเรื่องราวของความสำเร็จถ้าเราเข้าไปศึกษาในชุมชนจริง ๆจะพบว่าเรื่องราวของความสำเร็จมีน้อยกว่าเรื่องราวของความล้มเหลว ดังกรณี OTOP เป็นที่รู้กันว่า OTOP ที่สำเร็จจริง ๆ มีน้อยมากจึงน่าจะมีผู้ศึกษาเปรียบเทียบกรณีศึกษา 2 กลุ่มคือกลุ่มที่มีความสำเร็จยั่งยืนต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 5 – 10 ปีกับกลุ่มที่สำเร็จเพียง 2 – 3 ปีก็ล้มเลิกไป ไม่ยั่งยืนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรในเรื่องการสร้างความรู้จากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง LW กับ MST และในเรื่องปัจจัยอื่น ๆ
ผมมีความรู้สึกมานานแล้วว่าการเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเชิดชูยกย่องและใช้ประโยชน์นั้น
มักมีลักษณะใช้ภูมิปัญญาที่หยุดนิ่งแข็งตัวไม่คิดผสมผสานความรู้จากภายนอก โดยเฉพาะความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ทั่วไปซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่ยั่งยืน แข่งขันไม่ได้ วิทยานิพนธ์ของคุณยุวนุชศึกษาเข้าไปในประเด็นนี้อย่างเหมาะเหม็งและทำให้ผมฝันว่าจะมีคนที่มีพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์การทำงานต่างจากคุณยุวนุชเข้ามาศึกษาการสร้างความรู้จากปฏิสัมพันธ์ของ LW กับ MST
ขออนุญาตต่อตรงนี้อีกนิดเดียวค่ะ
ในแง่มุมที่ต่างออกไป
แต่ความลำเอียงของผมก็คือผมอยากให้มีคนศึกษาเพื่อให้คนในฝั่ง LW ได้รับประโยชน์จากการเข้าไปศึกษาตีความแบบนี้ให้มาก ๆ ให้เกิดการสร้างความรู้ LW ที่เป็นพลวัต
วิจารณ์ พานิช
17 พ.ค.48
จังหวัดชุมพร
ตามมาอ่านจนถึงบันทึกนี้แล้วครับ จะอ่านอีกหลายๆ รอบ ขอบพระคุณมากครับ
สวัสดีครับ
เพิ่งได้เห็นบันทึกเรื่องนี้ เลยตามอ่านจนจบทั้ง 3 ตอน
ชวนให้ย้อนกลับไปอ่านวิทยานิพนธ์ฯ อีกรอบเช่นกันครับ ;)