จัดกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่พยุหะคีรี

  บรรยากาศในการทำกลุ่มทุกครั้งจะเป็นกันเอง และทุกคนสนุกสนาน  

ทีมสาว ๓ ซ่า PO เคยเล่าเรื่องตามไปดูคลินิกเบาหวานของโรงพยาบาลพยุหะคีรีเมื่อหลายวันก่อน (ตามดูคลินิกเบาหวาน) วันนี้คุณสมเสี้ยว อิ่มเนย พยาบาลวิชาชีพ ได้เล่าเรื่องการทำกิจกรรมกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานมาให้ทราบรายละเอียด แสดงให้เห็นว่าการจัดการความรู้ของผู้ป่วยสามารถสอดแทรกอยู่ในการบริการปกติได้ ถ้าได้มีการบันทึก "คลังความรู้" ไว้ด้วย ก็จะยิ่งมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยรายอื่นๆ นะคะ

วัลลา ตันตโยทัย วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๔๘

"จัดกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์"

คลินิกเบาหวานโรงพยาบาลพยุหะคีรี  เปิดให้บริการทุกวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ผู้เป็นเบาหวานมาจับเบอร์คิวตรวจ เวลาประมาณ ๐๖:๓๐ น. ห้องชันสูตรโรคทำการเจาะเลือด หลังจากนั้นทางโรงพยาบาลมีข้าวต้ม และน้ำสมุนไพรเลี้ยง (ฟรี!) ทุกคน

ประมาณ ๐๘:๐๐ น. เชิญผู้ที่สนใจและสมัครใจร่วมออกกำลังกาย โดยเจ้าหน้าที่และบางครั้งเป็นผู้มารับบริการตรวจเบาหวานเป็นผู้นำ ลักษณะกิจกรรม ส่วนใหญ่ จะเป็นรำไม้พลองป้าบุญมี บางครั้งจะสอนท่าบริหารเท้า หรือยืดคลายกล้ามเนื้อ ประมาณ 15 นาที เพื่อเป็นตัวอย่างและกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการออกกำลังกาย ก่อนออกกำลังกายทุกครั้งจะให้ความรู้ถึงประโยชน์ของการออกกำลังกายอย่างย่อๆ

ต่อจากนั้น เจ้าหน้าที่ชันสูตร (ตรวจเลือด) จะคัดใบสั่งยาผู้ป่วยแยกเป็น กลุ่มผู้มีระดับน้ำตาลปกติ และน้ำตาลในเลือดสูง พยาบาลประจำแผนกผู้ป่วยนอกจะประกาศชื่อผู้มีน้ำตาลสูงเพื่อเข้ากลุ่ม

ช่วงที่เริ่มทำกลุ่มครั้งแรกๆ เน้นให้คำปรึกษาในกลุ่มผู้มีน้ำตาลสูงตั้งแต่  ๑๘๐ มก./ดล. โดยให้ผู้ป่วยสมัครใจ ถ้าเป็นรายใหม่ คือครั้งแรกที่น้ำตาลสูงเกิน ๑๘๐ มก./ดล.จะแยกให้คำปรึกษารายบุคคลก่อน ทุกครั้งที่ทำกลุ่มจะเน้น ประเมินความพึงพอใจของผู้รับบริการ ทุกคนจะมาด้วยความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ เนื้อเรื่องการทำกลุ่มเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง, การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย, การใช้ยา (เชิญเภสัชกรมาร่วมทำกลุ่มให้ความรู้), ภาวะแทรกซ้อน บางครั้ง มีการประเมินความเครียดและภาวะซึมเศร้าในกลุ่มและฝึกเทคนิคคลายเครียดด้วย กลุ่มที่จัดเป็นลักษณะของกิจกรรมกลุ่มทั่วๆ ไป แต่จะไม่เข้มงวดเรื่องระเบียบการทำกลุ่มเท่าไรนัก เน้นทุกคนมีส่วนร่วม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์  

ปัจจุบันการคัดเลือกกลุ่มจะเชิญผู้ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ปกติมาเข้ากลุ่มด้วย โดยมาเล่าเรื่องการดูแลตนเองให้สมาชิกในกลุ่มรับฟัง บรรยากาศในการทำกลุ่มทุกครั้งจะเป็นกันเอง และทุกคนสนุกสนาน ให้ความสนใจ ร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะสมาชิกส่วนมากจะค่อนข้างคุ้นเคยกัน และจะเป็นผู้รับบริการในเขตอำเภอพยุหะคีรีทั้งหมด

กระบวนการที่ใช้ก็ยึดรูปแบบการทำกลุ่มทั่วๆ ไป เริ่มจากการทักทาย แนะนำตัวจะใช้วิธีเรียกชื่อและบอกผลน้ำตาลในเลือดของแต่ละคน ซึ่งเป็นช่วงทีทุกคนลุ้นกับผลน้ำตาลในเลือด และบอกกติกาเล็กน้อย เช่น พูดทีละคน, ก่อนจะลุกจากกลุ่มให้แจ้งก่อน บอกระยะเวลาที่ใช้ บอกวัตถุประสงค์ว่า "ที่ทำกลุ่มเป็นการเรียนรู้ร่วมกันหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ไม่ใช่การลงโทษ"

จำนวนสมาชิกในกลุ่มแต่ละครั้งมีประมาณ ๗-๙ คน ถ้ามีสมาชิกมากจะแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม

จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ผู้รับบริการให้ความสนใจดี และมีความพึงพอใจในการเข้ากลุ่ม ส่วนในเรื่องผลลัพธ์ปัจจุบันอยู่ระหว่างเริ่มเก็บข้อมูลและติดตามผลระดับน้ำตาลในเลือดของสมาชิกที่เข้ากลุ่มแต่ละคน เดิมมีเพียงการบันทึกทะเบียนผู้มีระดับน้ำตาลสูงแต่ละเดือน และบันทึกการทำกลุ่ม ปัจจุบันกำลังปรับปรุงวิธีการเก็บข้อมูลให้ชัดเจน และประเมินผลได้ชัดเจนขึ้น แต่ประโยชน์สำหรับผู้รับบริการที่ได้คือ ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ได้ป่วยอยู่คนเดียว ได้เห็นตัวอย่างคนที่ดูแลตัวเองและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ ทำให้มีกำลังใจและไม่ท้อแท้ นอกจากนี้ยังได้เพิ่มพูนความรู้ในการดูแลตัวเองอีกด้วย ซึ่งจัดเป็นรูปแบบหนึ่งของการให้ความรู้และผู้ป่วยไม่เบื่อหน่าย

ผู้เล่าเรื่อง : คุณส้มเสี้ยว อิ่มเนย โรงพยาบาลพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โทร. ๐-๕๖๓๔-๑๗๕๕

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน DM KM Facilitator

คำสำคัญ (Tags)#คลินิกเบาหวาน#กิจกรรมกลุ่ม

หมายเลขบันทึก: 2579, เขียน: 17 Aug 2005 @ 15:40 (), แก้ไข: 06 Sep 2013 @ 17:10 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (5)

โรงเรียนเบาหวาน
IP: xxx.151.140.119
เขียนเมื่อ 

          โรงพยาบาลเขาวง อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ดำเนินงานเปิดโรงเรียนเบาหวาน โดยรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งจัดให้เข้าค่ายการดูแลตนเองของผู้เป็นเบาหวานจำนวน 1 คืน 2 วัน ซึ่งทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วยแพทย์ เภสัช ทันตแพทย์ พยาบาล นักกายภาพ นักโภชนากร แพทย์แผนไทย ได้ร่วมกันคิหลักสูตรการดูแลผู้เป็นเบาหวาน โดยเน้นให้ผู้เป็นเบาหวานมีความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยยึดวิถีของชุมชนเป็นหลัก และนัดติดตามโดยใช้กระบวนการกลุ่มเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลตนเอง

          จากการดำเนินงานที่ผ่านมามีผูสนใจร่วมโครงการทั้งหมด 7 รุ่น จำนวน 50 คน ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่อายุระหว่าง 40-59 ปีและเป็นเบาหวานมากกว่า 5ปี และมีโรคแทรกซ้อนร้อยละ 85 ซึ่งกลุ่มที่เข้าโรงเรียนเบาหวานส่วนใหญ่ควบคุมระดับนำตาลไม่ได้และระดับนำตาลมากกว่า 200 ร้อยละ80 เป็นเวลามากกว่า 1 ปี ซึ่งทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยต่างก็พยายามร่วมมือกัน ภายใต้เวลาที่จำกัดของการมาพบแพทย์

          หลังจากผู้ป่วยกลุ่มนี้เข้าโรงเรียนและได้ความรู้ชนิดเห็นจริงปฏิบัติจริง ทำให้ป้าคนหนึ่งพูดว่า " เดิมได้ยินแต่หมอบอกให้ควบคุมอาหาร ลดของหวาน ป้าก็ลดของหวานไม่กินหวานเลยแต่นำตาลป้าก็ไม่เคยลด มาวันนี้ป้ารู้แล้วทำไมนำตาลป้าไม่ลดเพราะป้ากินข้าวเหนียวมากเกินไปบางวันป้ากินข้าวกับกล้วย  หากกินข้าวไม่อร่อย  "    อีกคนเล่าว่าคุณหมอให้ควบคุมอาหารกับลดหวานและออกกำลังกายก็ไม่รู้ว่ามันมีผลอย่างไรมาวันนี้รู้แล้วหากเราใช้พลังงาน สิ่งที่เรากินเข้าไปมันก็ถูกใช้ไปลูกหลานเห็นเราเป็นเบาหวานก็ไม่อยากให้ทำอะไรกลัวเราเหนื่อย เราเลยกินๆนอนๆ เบาหวานมันก็ไม่ลดซํกที "

           จากคำพูดบางอย่างของผู้เป็นเบาหวานทำให้เราซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้ความรู้หันมามองตัวเอง การให้ความรู้หากให้ไม่กระจ่างไม่เข้ากับวิถีของชุมชนให้ตามตำราที่ร่ำเรียนไม่รู้จักประยุกต์บางครั้งสิ่งที่ให้ไปก็ศูนย์เปล่า ชาวบ้านไม่เข้าใจ

            บทเรียนดังกล่าวทีมงานจึงปรับวิธีการให้และประเมินผู้ฟังเปิดเวทีซํกถามในสิ่งที่เขาฟังไม่เข้าใจ

            จากการดำเนินงานระยะเวลา 3 เดือนผลพบว่า ผู้ที่สามารถควบคุมระดับนำตาลได้ดี ติดต่อกัน 2 เดือน มีเพียง 5 คน( 80- 140 ) และอีก15 คนอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ( 141 - 179 ) ส่วนที่เหลือ 30 คนควบคุมได้เฉพาะเดือนแรกที่เข้าโรงเรียนคนที่ควบคุมได้ดีเกิดจากการนำความรูที่ได้ไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่น การทานอาหารจะทานให้พออยู่ได้ไม่อื่มเกินไป และหากรูสึกอยากทานบางคนทานผัก บางคนทานน้ำหรือบางคนก็ลุกออกจากวงทานข้าว   และหันมาออกกำลังกายเพิ่มใช้พลังงานเพิ่ม  บางครั้งเขาต้องการทานอาหารชนิดอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเช่นของข้าวโพด เขาจะลดข้าวในคาบนั้น เป็นต้น

        กลุ่มที่คุมตนเองไม่ได้ส่วนใหญ่จะบอกกับตนเองว่ากินไปก่อนเดี่ยวค่อยคุมทีหลัง อดไม่ได้ เห็นแล้วหิว รู้ทั้งรู้ห้ามใจไม่ได้แล้วแต่จะสรรหามา  น้ำตาลขึ้นก็ไม่รู้สึกอะไร หากตำกว่า 200 รู้สึกเหนื่อย

        จากกลุ่มดังกล่าวเราก็ไม่รู้สึกท้อพยายามค้นหาสาเหตุพบว่า 5 คน ที่ระดับนำตาลไม่ลดเป็นเพราะว่าเขาใช้ยาฉีด บางคนทั้งฉีดทั้งกิน เมือใกล้เที่ยง หรือประมาณ10 - 11โมงเช้าเขาจะหิวจนสั่นเขาก็จะกินข้าวได้มากหรือกินของหวานๆ จะรู้สึกดีหายเหนื่อย  บางคนตกดึกเหงื่อออกถ้วมตัวสั่นต้องลุกมากินข้าวกลางดึกหรือขนมหวานทุกคืน  ซึ่งเขาเป็นบ่อยหลังจากที่ปฏิบัติตัวจากการนำความรู้ไปใช้

            ผู้เป็นเบาหวานปรับตัวได้แต่ทีมรักษายังไม่ปรับหากเราไม่ได้ทำกลุ่มและพูดคุยกันมากขึ้นไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้กับคนกลุ่มนี้ทีมได้สะท้อนปัญหาให้แพทย์ผู้รักษาทราบได้ปรับลดขนาดยาฉีดยากินลงทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้และ ไม่เกิดอาการนี้ขึ้น และคุณยายคนหนึ่งสามารถปรับยาลงจากเดิมฉีด อินซูลิน 36 U ปัจจุบันเหลือ 26 U ระดับนำตาลคุมได้ 130 

            เรื่องเล่ายังมีอีกมากวันนีขอจบแค่นี้ก่อนหากท่านใดอยากแลกเปลี่ยนก็ยินดีคะ

วัลลา ตันตโยทัย
IP: xxx.155.1.246
เขียนเมื่อ 
ข้อมูลจาก รพ.เขาวงน่าสนใจมาก รบกวนช่วยบอกชื่อผู้ให้ข้อคิดเห็นด้วยนะคะ จะได้ติดต่อขอนำข้อมูลมาเผยแพร่ในบล็อกต่อไปค่ะ
รุ่งทิพย์ อารมณ์สวะ
IP: xxx.151.140.116
เขียนเมื่อ 

ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในข้อความ สำหรับผู้ให้ข้อคิดเห็น ชื่อ นางรุ่งทิพย์  อารมณ์สวะ  พยาบาลวิชาชีพ 7 หัวหน้าฝ่ายเวชปฏิบัติครอบครัว โรงพยาบาลเขาวง อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์  46160 โทร 043- 859059 ต่อ 1901

รุ่งทิพย์ อารมณ์สวะ
IP: xxx.151.140.112
เขียนเมื่อ 

   เรื่องเล่าต่อ  จากการทำกลุ่มโรงเรียนเบาหวานของโรงพยาบาลเขาวง และการเฝ้าติดตามข้อมูลพบว่าสิ่งที่ได้เพิ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหารแล้วพบว่าระดับไขมันในเลือด และกลุ่มความดันโลหิตสูงพลอยลดไปด้วยและค่อนข้างดีกว่าระดับน้ำตาลในเลือดอีก  ระดับไขมันในเลือดลดลงร้อยละ 80 บางคนกลับสู่ภาวะปกติ มีคุณยายสอน ผู้สูงอายุตรวจพบไขมันในเลือดสูงตั้งแต่ปี 2546 และทานยาลดไขมันมาตลอด แต่ไขมันในเลือดไม่เคยลดไม่ว่าจะเป็นโคเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรค์ แต่หลังจากเข้าโรงเรียนเบาหวานคุณยายสอนปรับพฤติกรรมการทานระดับน้ำตาลลงมาอยู่ในเกณฑ์ดีและไขมันในเลือดปกติทั้ง 2 ตัว และคุณยายสอนบอกเพื่อนในกลุ่มถึงเคล็ดลับว่า กินแต่พออิ่ม อย่ากินเกินปริมาณ หากรู้สึกจะอดกลั้นไม่ได้ให้รีบลุกจากพาข้าว( สำรับกับข้าว ) หรือกินน้ำให้อิ่ม  ก่อนหน้านั้นคุณยายรู้แต่ว่าหมอให้คุมอาหารมัน ผัดๆทอดๆลดของหวาน  แต่หมอไม่เคยบอกว่าให้จำกัดปริมาณและอาหารแลกเปลี่ยน  กินข้าวเสร็จ บางครั้งก็กินข้าวปุ้น ( ขนมจีน )

     คุณป้าที  และคุณป้าพวงมา อยู่หมู่ 12 ตำบลคุ้มเก่ามาเข้าโรงเรียนเบาหวานรุ่น 6 และมีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงและปวดเข่า ฉีดยาทุกเดือนๆละ1-2ครั้งทั้งคลินิกและโรงพยาบาล  ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับกลุ่มอาการปวดเข่า ปวดขาบริเวณสะโพก เพื่อนในกลุ่มเล่าให้ฟังถึงเรื่องการออกกำลังกายโดยการวิ่งและครั้งแลกอย่าด่วนหักโหมค่อยๆเป็นค่อยๆไป ซึ่งคุณป้าทั้ง 2 ก็ตรวจพบไขมันในเลือดสูงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย  คุณป้าไปชวนเพื่อนที่เข้าโรงเรียนเบาหวานด้วยกันอยู๋บ้านเดียวกันออกวิ่งตอนเช้า ทุกวันเวลาตี 4-5  1 เดือนผ่านมาคุณป้าทั้ง 2  กลับมาพบดิฉันด้วยหุ่นที่ดีขึ้นมากกางเกงหลวมเอวหายไปประมาณ3 - 4 นิ้ว ป้าทั้ง 2 เล่าว่าอาการปาดขา ขาไม่มีแรงหายโดยสิ้นเชิงรู้สึกตัวเองแข็งแรงขึ้นและไม่ได้ไปฉีดยาแก้ปวดแก้ขัดอีกเลย ตลอด3 เดือนที่ผ่าน และตรวจไขมันในเลือดพบว่าไขมันในเลือดปกติทั้ง 2คน นี่คือผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

   

phop
IP: xxx.123.10.239
เขียนเมื่อ 
เรียนปรึกษาครับ คุณพ่อผมอายุ78 ผมอายุ 36 คุณพ่อผมเป็นเบาหวาน น้องพ่อผม2คน ได้เสียชีวิตแล้วขณะนี้ผมมีปัญหาเรื่องไตรกลีเซอไรค์ สูงถึง 900 หมอให้ผมทานยา SUPRALIP 160 ท่านแจ้งว่าร่างกายผมถูกสร้างมาให้เป็นเหตุนี้ ต้องทานยาวันละเม็ดทั้งชีวิต พอทานยาแล้วดีขึ้น เจาะเลือดทุกสองเดือดก็อยู่ในระดับปกติ แต่ผมไม่ต้องการทานเพราะผมว่าเวลา อาจจะสะสม และตัวก็มีกลิ่นยา