เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ

   

ครูโยคะขอบฟ้าไกล ใจเ
 ดียวกัน

เขียนโดย ; ทิพยวรรณ ธนไพศาล
(โยคะสารัตถะ ฉ.; ต.ค.,พ.ย.,ธ.ค. '๕๑)


ตอนไปสมัครสอบชิงทุนไปทำวิจัยเรื่องวัคซีนไข้หวัดนกที่อเมริกา ในใจก็หวั่นๆ ว่าถ้าได้ทุนไปแล้วจะเอาตัวรอดกลับมาประเทศไทยไหวไหมหนอ เพราะการทำงานวิจัยที่อเมริกาเข้มข้นดุเดือด แข่งขันสูงมาก แต่ก็พยายามทำใจดีสู้เสือ คิดว่าถ้าไม่เข้าถ้ำเสือจะได้ลูกเสือมาได้ยังไง ประเทศไทย (จริงๆแล้วทุกประเทศ) ยังต้องพัฒนาความรู้เรื่องวัคซีนกันอีกมาก ดังนั้น การเดินทางไปทำวิจัยในครั้งนี้จึงมีประโยชน์ต่องานด้านสาธารณสุขของประเทศเป็นอย่างมาก เลยคิดว่าคราวนี้เป็นไงก็เป็นกัน เลยตัดสินใจไปลงสนามสอบแข่งขัน ในที่สุดผลสอบก็ออกมาว่าผู้เขียนได้รับทุนฟุลไบรท์ไปทำวิจัยที่มหาวิทยาลัย Emory ที่เมือง Atlanta รัฐ Georgia และจะได้ทำงานร่วมกับทีมงานของสถาบันควบคุมโรคแห่งชาติ สหรัฐอเมริกาด้วย

การเดินทางในครั้งนี้ นอกจากจะไปทำงานวิจัยแล้ว ผู้เขียนยังพกความสงสัยไปด้วยว่าในสังคมอเมริกันที่มีความเคร่งเครียด แข่งขันสูง มุ่งเน้นการเอาชนะ (แบบเอาเป็นเอาตาย และต่อหน้าต่อตา) ผู้คนเค้ามีวิธีการจัดการกับความเครียดของสังคมและบุคคลกันอย่างไรบ้าง ตอนขึ้นเครื่องบินเดินทางออกจากเมืองไทยผู้เขียนได้ตั้งใจไว้ว่าจะชำเลืองตามองหาแง่มุมและหาโอกาสไปพบปะพูดคุยกับผู้คนที่ฝึกโยคะในแบบต่างๆ ที่อเมริกามาเล่าให้สมาชิกโยคะสารัตถะฟัง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองที่หลากหลาย โดยหวังว่าจะทำให้เราเข้าใจพัฒนาการของโยคะในซีกโลกตะวันตกในอเมริกามากยิ่งขึ้น และก็อย่างที่ตั้งเป้าเอาไว้ ประกอบกับการร่วมกิจกรรมโยคะอย่างต่อเนื่องที่อเมริกาตลอดทั้งปี ในช่วงเวลาเพียงปีเดียว ผู้เขียนก็ได้พบเจอแนวการฝึกโยคะที่หลากหลาย สนุก แปลก ประทับใจ เกินความคาดหมายมากมาย

เรื่องที่เขียนมาในฉบับนี้เป็นเรื่องที่ผู้เขียนบันทึกไว้ในความประทับใจครูชาล็อต (Charlotte de Lucia) ครูโยคะ สาวน้อยอเมริกันที่มีความมุ่งมั่นในการใช้โยคะเพื่อแก้ปัญหาวัยรุ่นในนิวยอร์ค และยังเคยมาสอนโยคะให้ผู้ต้องขังในเมืองไทยอีกด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญอย่างที่สุด ชนิดเกินความคาดหมาย เราเจอกันที่ริมสนามหญ้า ตอนต่างคนต่างหาที่นั่งกินข้าวกลางวัน หน้าสนามกีฬาของมหาวิทยาลัย Emory วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2550 เป็นวันที่คนอเมริกันเดินทางมาจากทั่วประเทศกว่า 30,000 คน เพื่อมาฟังการบรรยายธรรมของท่านดาไล ลามะ ในหัวข้อ Summit on Religion, Conflict, and Peace Building แน่นอนว่าชื่อเสียงของท่านดาไล ลามะในแง่ผู้นำด้านจิตวิญญาณและเสรีภาพ ด้วยการใช้สันติภาพนั้นดึงดูดผู้คนจากทุกสาขาอาชีพ มาจากทั่วทุกสารทิศ ในวันนั้นผู้คนล้นหลามตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาฟังธรรม ผู้เขียนเองได้สมัครทำงานเป็นอาสาสมัครให้กับงานครั้งนี้ โดยได้รับหน้าที่เป็น Event Ambassador คอยรับรองผู้ที่เข้ามาฟังธรรมให้ได้เข้าฟังในหอประชุมได้อย่างสะดวก ทั่วถึง สงบ และเป็นระเบียบเรียบร้อย เรามีอาสาสมัครกว่า 200 คน เพื่อดูแลหอประชุมให้รองรับผู้คนได้ทั้งหมด เพราะทุกคนตีตั๋วมาราคาแพงมาก (ราคา ประมาณ 4,000 บาท / ที่นั่ง)

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่นอกจากความชื่นชมท่านดาไล ลามะ แล้ว ทุกคนต่างมีความคาดหวังอย่างสูงต่อการฟังบรรยายในครั้งนี้ ครูชาล็อตเองนั้น ลงทุนบินมาจากนิวยอร์คตั้งแต่เมื่อวาน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ เพราะเธอเชื่อมั่นว่าเธอจะได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้จากแนวคิดของท่านดาไล ลามะในด้านการพัฒนามนุษย์ โดยเฉพาะในเรื่องเสรีภาพด้านจิตวิญญาณ

ท่านดาไล ลามะกล่าวถึงแนวคิดของท่านต่อความขัดแย้งหรือความรุนแรงในสังคมว่า ท่านเชื่อในสันติจากภายในว่าเป็นเหตุลดความรุนแรงและสร้างสันติถาวรได้อย่างแน่นอน หากเราทุกคนมีสันติกับตนเองและมีความจริงใจต่อผู้อื่น เราควรเปิดโอกาสให้ความดีในใจของเราได้แสดงออกมาตลอดเวลา

ท่านกล่าวถึงสันติภายใน ในแง่มุมของแต่ละศาสนาว่าเป็นสันติที่แท้จริง สามารถนำมาใช้งานได้จริง ไม่ใช่เรื่องของทฤษฎี เราควรเชื่อมั่นในความดีของตัวเองและให้เกียรติคนอื่นให้ได้แสดงความดีด้วย เราทุกคนสามารถสร้างสันติภายในได้อย่างยั่งยืน โดยการเริ่มจากการคิดดี พูดดี และทำดีจากตัวเราเอง ท้ายที่สุด เราควรมีความจริงใจต่อตนเองตลอดไป ตัวท่านเองจะเป็นกำลังใจให้ทั้งชาวทิเบต ชาวจีน ชาวอเมริกัน และทุกๆ คนได้มีสันติในใจอย่างแท้จริง ตอนจบการบรรยาย คนฟังน้ำตาซึมกันเป็นแถวๆ

ตอนนี้ก็ถึงเวลาพักกลางวัน ตอนที่กำลังหาที่นั่งทานข้าวเที่ยง บังเอิญว่าได้ที่นั่งติดกันกับครูชาล็อตที่ริมสนามหญ้า สังเกตว่าผู้คนกำลังคุยกันเรื่องที่ท่านดาไล ลามะ พูดในตอนเช้ากันยกใหญ่ ตัวผู้เขียนแนะนำตัวว่ามาจากเมืองไทยและทำงานอาสาสมัครให้ท่านดาไล ลามะในวันนี้ ส่วนครูชาล็อตแนะนำตัวว่ามาจากนิวยอร์ค และเคยไปสอนโยคะที่เมืองไทยมาแล้ว มาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านคงเดาออกว่า บทสนทนาของผู้เขียนกับครูชาล็อตจะน่าสนใจเพียงใด

ครูชาล็อตทำงานกับโครงการที่ชื่อว่า The Inner Resilience Program ในนิวยอร์ค นิวยอร์คได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความรุนแรงและปัญหาสังคมสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครูชาล็อตทำงานตรงที่มีปัญหารุนแรงนี่แหละ คนคิดไม่ออกว่าทำไมเด็กสาวๆ อย่างครูชาล็อตจะไปอยู่ทำไมที่นั่น แต่ชาล็อตก็บอกอีกว่าก็นิวยอร์คมีเด็กติดยาเสพติด และมีปัญหาครอบครัวรุนแรง เธอจึงอยากเข้าไปเห็นสภาวะปัญหาที่แท้จริง และจะได้มีโอกาสทำงานกับเด็กๆ เพราะเธอรู้สึกว่าตัวเธอเองก็ยังเด็กอยู่เลย เป็นมุมมองที่น่าชื่นใจจริงๆ

ครูชาล็อตรับผิดชอบการจัดคอร์สโยคะให้ครูและเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเด็กวัยรุ่นที่ติดยาเสพติดรุนแรง รวมทั้งฟื้นฟูสภาพจิตใจเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการรณ์การก่อการร้าย 9-11 ให้สามารถนำโยคะไปใช้กับวัยรุ่นที่มีปัญหา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาการติดยาเสพติด การขายบริการทางเพศ และวัยรุ่นตั้งท้องที่ไม่พึงประสงค์ในแม่อายุน้อย เธอเชื่อว่าโยคะสามารถเป็นสื่อกลางแห่งการทำความเข้าใจกับทุกๆ ฝ่ายได้ เราถามเธอว่าอะไรทำให้เธอเชื่อเช่นนั้น เพราะราวกับว่าโยคะอยู่ห่างวัยรุ่นกลุ่มนี้เสียเหลือเกิน ไม่น่าจะได้ผลเลย แต่ครูชาล็อตตอบว่า เธอเชื่อว่าคนทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีมากมายในตัวเอง เมื่อเมล็ดบางเมล็ดเสียไป ก็ทิ้งไป เราควรดูแลเมล็ดที่เหลือให้งอกงาม ให้สมบูรณ์ที่สุด และเธอเชื่อว่าโยคะเป็นสิ่งที่สามารถกระตุ้นการงอกของความดีในใจของคนเราได้

ครูชาล็อตจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้าน Contemplative Psychotherapy ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็น Deputy Director of Program นอกจากที่เล่ามาแล้ว เธอยังจัดเวิร์คช็อบด้าน psycho-educational ให้กับผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน และให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ของครูกับนักเรียนให้มีความเชื่อมั่นและไว้ใจกันมากยิ่งขึ้น กิจกรรมแกนกลางของเรื่องทั้งหมดนี้ ครูชาล็อตใช้การฝึกโยคะเป็นสื่อกลางทั้งสิ้น

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจมากคือเรื่องที่ครูชาล็อตเล่าว่าเธอเคยมาเมืองไทยเมื่อปีก่อน ได้มาจัดค่ายโยคะให้ผู้ต้องขัง ตอนบินมาเมืองไทย เธอลงทุนเก็บเงินซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางมากันเองกับเพื่อนๆ ครูโยคะเอมริกัน 3-4 คน เพราะเคยดูสารคดีเกี่ยวกับผู้ต้องขังในเมืองไทย และอยากมีส่วนที่จะเตรียมตัวให้ผู้ต้องขังได้เตรียมฝึกกาย ฝึกใจ ให้กลับเข้าสู่สังคมได้อย่างสันติ ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น พอได้รับฟังเรื่องนี้แล้ว รู้สึกว่า โลกใบนี้เล็กจริงๆ ใครๆ ก็รักกันได้ ช่วยเหลือกันได้ หากมีใจให้กัน

ขณะนี้ครูชาล็อตกำลังทำงานในโครงการพัฒนาแนวทางการประเมินผลการฝึกโยคะ ในเด็กมัธยมต้นและมัธยมปลาย (ในกลุ่มวัยรุ่น) และเธอบอกว่า ถ้ามีโอกาส เธออยากกลับมาเมืองไทยอีก

หลังการฟังธรรมจากท่านดาไล ลามะ เราสองคนจากกันด้วยจิตคารวะ

หาข้อมูลโครงการ The Inner Resilience Program (formerly Project Renewal-Tides Center)
เพิ่มเติมได้จาก Website: www.innerresilience-tidescenter.org (เข้าที่นี่ค่ะ)

ตุลาคม 2551 



มูลนิธิหมอชาวบ้าน

2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  
เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com

.....