ประวัติชาวไทใหญ่

ไทใหญ่

 

ความหมายของชาวไทใหญ่

ชาวไทใหญ่  หรือ ฉาน หรือ ฌาน เป็นกลุ่มชาวไทใหญ่กลุ่มหนึ่งที่อยู่ในเขตพม่า ตอนใต้ของจีน และภาคเหนือของประเทศไทย   บางท่านว่า  คำว่า ฉาน คือที่มาของคำว่า สยาม  ในพม่ามีรัฐใหญ่ของชาวไทใหญ่ ชื่อ รัฐฉาน( SHAN STATE)   ชาวไทใหญ่ในพม่า บางกลุ่มต้องการอิสระจากการปกครองของรัฐบาลพม่า   จึงจับอาวุธขึ้นต่อสู้ ด้วยความไม่สงบในพม่าทำให้ชาวไทใหญ่อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทย โดยเฉพาะในระยะหลังเข้ามาทางอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่   แต่รัฐยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนกับประชากรเหล่านี้ คือไม่มีการกำหนดให้ไทใหญ่กลุ่มนี้เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย  และไม่ยอมรับให้คนกลุ่มนี้เป็นชาวไทใหญ่    รวมทั้งไม่ยอมรับว่า กลุ่มไทใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยจากรัฐไทใหญ่ที่ต้องช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม  เพื่อรอการส่งกลับประเทศเมื่อในประเทศมีความปลอดภัย  เมื่อรัฐไม่จัดพื้นที่พักพิงชั่วคราวไว้รองรับที่ชายแดน  ทำให้ชาวไทใหญ่จำนวนมากทะลักเข้าสู่ตัวเมืองด้านใน  

 

              คำว่า ไทใหญ่ เป็นชื่อที่ชาวไทใหญ่คุ้นเคยมานาน ควบคู่กับคำที่ชาวไทใหญ่มักขนานนามตนเองว่า ไทใหญ่น้อยแต่นอกเหนือจากชาวไทใหญ่ในประเทศไทยแล้วไม่มีคน รู้จักคำว่า ไทใหญ่ ชาวไทใหญ่เรียกตนเองว่า ไทใหญ่” (ออกเสียงว่า ชาวไทใหญ่ ) เช่นเดียว กับชาวไทใหญ่เราเรียกตนเองว่า ไทใหญ่ไทใหญ่ที่เรียกตนเองว่า ไทใหญ่ หรือ ชาวไทใหญ่ นั้นมีมาก และจะจำแนกกลุ่มด้วยการเพิ่มคำขยายเช่น ไทใหญ่ดำ  ไทใหญ่แดง ไทใหญ่ขาว ไทใหญ่ใต้ ไทใหญ่เหนือ เป็นต้น ชาวไทใหญ่เรียกตนเองว่า ไทใหญ่ แต่ชนชาติอื่นจะเรียกชื่อเราว่า เสียม เซียมหรือสยาม เป็นต้น และเรียกประเทศเราว่าสยาม   ชาวไทใหญ่ก็เช่นเดียวกันมีชื่อที่ชนชาติอื่นเรียกแตกต่างกันไป เช่น พม่าเรียกว่า ชานหรือ ฉาน ซึ่งเป็นต้นเค้าให้ชาวตะวันตกเรียกชาวไทใหญ่  ในขณะที่ชาวคะฉิ่น   หรือจิ่งโพเรียกว่า อะซามชาวอาชาง ชาวปะหล่อง และชาวว้าเรียกว่า เซียมคำทั้งหมดนี้มาจากรากเหง้าของคำเดิมคือ สยามสาม หรือ ซามทั้งสิ้น  ส่วนชาวจีนฮั่นมีวิธีเรียกชาวไทใหญ่ที่แตกต่างออกไป คือ ใช้คำที่แสดงลักษณะของชนชาติ มาขนานนาม เช่น เรียกว่า พวกเสื้อขาว (ป๋ายยี) พวกฟันทอง( จินฉื่อ ) พวกฟันเงิน (หยินฉื่อ )  พวกฟันดำ (เฮยฉื่อ) และยังมี      ชื่ออื่นๆ เช่น เหลียว หลาว หมางหมาน พวกเยว่ร้อยเผ่า และหยี เป็นต้น จีนจะมีการเรียกชื่อชาวไทใหญ่เปลี่ยน แปลงไปตามระยะเวลาทางประวัติศาสตร์

 

              ในกลุ่มของไทใหญ่ก็มีชื่อเรียกออก เป็นกลุ่มย่อยๆ ได้อีกหลายกลุ่มตามถิ่นที่อยู่ เช่น           ชาว ไทใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพม่า มักเรียกชาวไทใหญ่ที่อยู่ในเขตประเทศจีนว่าเป็นไทใหญ่แข่หรือไทใหญ่จีน เพราะพวกเขาสามารถพูดภาษาจีนได้และรับเอาอิทธิพลวัฒนธรรมจีนหลายอย่างตั้งแต่ภาษา วิธีการกินอาหารด้วยตะเกียบ    การตั้งบ้านเรือนแบบติดพื้นและขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น ในขณะที่    ชาวไทใหญ่ในจีนมักจะเรียกตนเองว่าเป็นไทใหญ่เหนือด้วยถือว่าตน อยู่ทางเหนือของแม่น้ำคง (สาขาของแม่น้ำสาละวิน) และจะเรียกชาวไทใหญ่ในพม่า ว่าเป็นไทใหญ่ใต้

 

ความแตกต่างระหว่างไทใหญ่เหนือ-ไทใหญ่ใต้

              ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างไทใหญ่เหนือกับไทใหญ่ใต้นอกจากภาษาและวัฒนธรรมหลายอย่างที่ได้รับอิทธิพลจากจีนคือเครื่องแต่งกายของผู้หญิงที่มี ลักษณะแตกต่างในแง่ของสีสัน รูปทรง และความหนาบางของเนื้อผ้า ชาวไทใหญ่ใต้ไม่นิยมโพกผ้านัก ในขณะที่ชาวไทใหญ่เหนือโพกผ้าด้วยสีขาวหรือสีดำหรือใช้หมวกทรง กระบอกสีดำ สูงราว 4-6 นิ้ว หากเป็นหญิงสาวไม่แต่งงานชาวไทใหญ่เหนือมักนุ่ง กางเกงสีดำ และถักผมคาดรอบศีรษะ ประดับด้วยดอกไม้ แต่สาวชาวไทใหญ่มาว หรือไทใหญ่ใต้นุ่งซิ่นไม่คาดผม นอกจากนี้ยังมีวิธีเรียกชื่อออกเป็นกลุ่มตามชื่อเมือง เช่น ชาวไทใหญ่เมืองมาวจะถูกเรียกว่าเป็นชาวไทใหญ่มาว หากเป็นเมืองอื่นๆ จะเรียกว่าเป็น ไทใหญ่เมืองวัน ไทใหญ่เมืองขอน ไทใหญ่เมืองหล้า เป็นต้น

              แต่บางเมืองที่ไม่ใช่ชาวไทใหญ่ แต่ก็ได้รับเรียกชื่อว่าเป็นชาวไทใหญ่ด้วยเช่นเดียวกันเพราะได้ติดต่อกับชาวไทใหญ่มานานจนพูดภาษาไทใหญ่ได้และรับอิทธิพลพุทธศาสนาเช่นเดียวกับชาวไทใหญ่ เช่น ไทใหญ่เมืองสา ซึ่งเป็นชาวอาชาง  ชาวไทใหญ่จะเรียกว่า ไทใหญ่สาหรือไทใหญ่ดอย  หมายถึง  ชาวตะอางหรือเต๋ออ๋าง เป็นต้น ชาวจีนฮั่นมักเรียกชาวไทใหญ่เหนือว่าเป็นไทใหญ่นา หรือไทใหญ่บก ซึ่งจะตรงข้ามกับไทใหญ่น้ำ (สุยไต่ ) ซึ่งหมายถึงชาวไทใหญ่ในพม่า ( บางครั้งก็หมายถึงชาวไทใหญ่ลื้อด้วย ) และเรียกชาวไทใหญ่เขต   หลินซาง กึ๋งม้า เมืองติ่ง ว่าเป็นพวกไทใหญ่ป่อง ในภาคเหนือของพม่า ยังมีชาวไทใหญ่คำตี่ ที่ยังคงใช้ช้างไถนา ส่วนในรัฐอัสสัมมีชาวไทใหญ่อาหม ไทใหญ่พ่าเก       ไทใหญ่คำยัง ไทใหญ่โนรา ไทใหญ่อายตอน ไทใหญ่ตุรุง เป็นต้น ชาวไทใหญ่เหล่านี้สามารถจัดอยู่ในกลุ่มชาวไทใหญ่ ด้วยภาษาและวัฒนธรรม ใกล้เคียงกันมาก  ชาวไทใหญ่ส่วนมากทั้งในประเทศพม่า อินเดีย จีน และไทใหญ่นับถือพุทธศาสนามีอักษรเพื่อบันทึกเรื่องราวทางพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์พุทธศาสนาชาดก นิทาน ฯลฯ เรามักเรียกอักษรเหล่านี้ว่าอักษรไทใหญ่ แต่ชาวไทใหญ่มีชื่อเรียกอักษรของเขาเองแตกต่างออกไป คือ หากเป็นอักษรไทใหญ่ที่ใช้ในเขตจังหวัดใต้คง เป่าซาน หลินซาง และซือเหมา จะเรียกว่า ตัวถั่วงอก หรือลิ่กถั่วงอก ด้วยรูปร่างของตัวอักษรที่เขียนด้วยก้านผักกูดหรือพู่กันจีนมีลักษณะยาว สูง ในขณะที่หากเป็นอักษรไทใหญ่ที่ใช้ในพม่าจะเรียกว่า ตัวมน หรือ               ตัวไทใหญ่ป่อง ด้วยมีรูปร่างกลมเช่นอักษรพม่า อักษรไทใหญ่ใหญ่จะมีรูปร่างต่างกันไปอีก กลายเป็น อักษรอาหม อักษรไทใหญ่พ่าเกและอักษรไทใหญ่คำคี่ เป็นต้น แต่ลักษณะพื้นฐานส่วนใหญ่จะเหมือนกันคือ มีจำนวนพยัญชนะ และสระใกล้เคียงกัน และไม่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์มาแต่เดิม หากมีแต่การเพิ่มเติมรูปพยัญชนะและวรรณยุกต์ภายหลัง พยัญชนะส่วนใหญ่มีเพียง 16 – 19 รูป และรูปวรรณยุกต์ 4 -5 รูป

 

พัฒนาการทางประวัติศาสตร์

            การศึกษาชาวไทใหญ่ตั้งแต่ปลายคริสศตวรรษที่  19  เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน  ส่วนมากเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะประวัติศาสตร์โบราณ   เห็นได้จากงานของ Ney Elias (อ้างใน  อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป : 2)  ซึ่งพยายามอธิบายประวัติศาสตร์ไทใหญ่จากตำนานของเมืองสำคัญ  เช่น  ตำนานเมืองเมา  เมืองแสนหวี  และเมืองปง  นอกจากนั้นก็มีงานของ Hallet    และ  Parker  (อ้างใน อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป:2)  งานเหล่านี้พยายามจะอธิบายการตั้งอาณาจักรเมาตามตำนาน  ในราวต้นคริสศตวรรษที่ 5  จนถึงการพยายามการขยายดินแดนไปสู่เมืองไทใหญ่ต่างๆ  ในคริสศตวรรษที่ 13  ตลอดจนความสัมพันธ์กับจีนและพม่า 

 

                แต่งานเหล่านี้มีปัญหาเรื่องการกำหนดศักราชและสับสนเรื่องที่ตั้งของเมืองต่างๆ  ซึ่งปัญหาในเรื่องนี้ก็ยังคงดำรงอยู่  เพราะเกิดจากความไม่ชัดเจนในการตีความของตำนาน  ดังปรากฏในงานของ  Zhu Chang li (อ้างใน อานันท์ กาญจนพันธุ์ มปป:3)  ตำนานเก่าที่ชาวอังกฤษค้นพบก่อนคือ ตำนานเมืองปง ซึ่ง Pemberton พบในเมืองยะไข่ราวปี ค.ศ.  1830  (Mangrai 1965: 27) (อ้างใน อานันท์ กาญจนพันธุ์ มปป: 3)นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะเห็นพ้องกันว่า คือ เมืองเมา ซึ่งเป็นอาณาจักรสำคัญของ ไทใหญ่ตั้งแต่ประมาณต้นคริสศตวรรษ โดยมีผู้นำคือ ขุนไล

 

                ตามตำนานอาณาจักรเมาได้ขยายตัวมาจากคริสศตวรรษที่ 6  จนถึงคริสศตวรรษที่ 11  จึงหยุดลง  เพราะกษัตริย์พม่าชื่อ  “อโนราธา”  ตั้งเมืองพุกามได้ทำให้ปิดกั้นทางขยายดินแดนลงใต้  และในที่สุดพระเจ้าอโนราธารับเจ้าหญิงเมาเป็นเครื่องแสดงการยอมรับอำนาจของเมืองพุกามในปี  ค.ศ.  1057  อย่างไรก็ตามอาณาจักรเมาได้ขยายดินแดนอย่างกว้างขวาง  ตำนานแสนหวีได้กล่าวถึงการขยายตัวของอาณาจักรภายใต้เจ้าเสือข่านฟ้า    (1152-1205)  ไปสู่อาณาจักรของคนไทต่างๆ  จะกล่าวถึงอัสสัม  ตลอดจนโจมตีจีนและพุกาม  การเสนอภาพเช่นนี้  Wyatt ชี้ว่า คนไทมีความสัมพันธ์กันเช่นเดียวกับที่ปรากฏในตำนานของคนไทในที่อื่นๆ เช่น ตำนานพระยาเจือง ของล้านนา

 

                ปัญหาความสับสนที่สำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณของไทใหญ่ก็คือ  การตีความว่า     น่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไท  โดยเริ่มจากงานของ  Laconperie   (อ้างในอานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป:3) ที่เชื่อมโยงตระกูลผู้ปกครองของน่านเจ้าว่ามาจากเชื้อสายของชาวอ้ายลาว ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในยูนนานตอนใต้ในสมัยราชวงศ์ฮั่น และคิดว่าชนกลุ่มนี้เป็นต้นตระกูลของคนไท  และโยงคำว่า  เจ้า  ในชื่ออาณาจักรว่าเป็นภาษาไท  ความเข้าใจผิดดังกล่าวมีอิทธิพลต่อผู้ศึกษารุ่นต่อมาอย่างมาก         จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปมานาน  แม้ในปัจจุบันก็ยังมีผู้เชื่อเช่นนั้นอยู่  เช่นงานของ  Sao Simong


Margrai  (1965)  และ  Tzang  Yawnghwe  (1987)  แต่มีผู้ที่ปฏิเสธความเชื่อนี้คือ Backus (อ้างใน                  อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป : 3) โดยแสดงหลักฐานว่ากลุ่มผู้นำน่านเจ้าพูดภาษาตระกูล  ธิเบต-พม่า  คือ  โลโล  และมีวัฒนธรรมระบบการตั้งชื่อที่ยึดชื่อท้ายของบรรพบุรุษมาเป็นชื่อต้นของลูก  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มที่พูดภาษาโลโล  ไม่ใช่ของวัฒนธรรมไท

 

                Leach  เองก็เชื่อว่าน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของคนไท  แต่ได้สนใจศึกษาเอกสารจีนทำให้เขาตั้งสมมุติฐานว่า  การตั้งเมืองของไทใหญ่ยุคต้นนั้น  เป็นการรองรับเส้นทางค้าจากจีนไปอินเดีย  เนื่องจากแนวที่ตั้งของชาว ไทใหญ่อยู่บนเส้นทางการค้าหลัก  การขยายตัวของไทใหญ่จึงเป็นการพยายามรักษาเส้นทางการค้า ซึ่งมีการตั้งด่านและป้อมค่ายขึ้นจนทำให้เกิดเป็นรัฐย่อยๆขึ้น                                          (อ้างในอานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป:3)  แต่ก็ไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจนว่า  ทำไมไทใหญ่จึงได้ขยายเข้าไปในแคว้นอัสสัม  และตั้งอาณาจักรไทอาหมขึ้นในช่วงกลางคริสศตวรรษที่ 13

 

                การศึกษาประวัติศาสตร์ไทใหญ่อย่างเป็นระบบ  และค้นคว้าจากเอกสารหลายแหล่งเริ่มจากการศึกษาของ  G.H. Luce  (อ้างใน อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป:4) ซึ่งอาศัยเอกสารจีนเป็นหลักทำให้ได้และรายละเอียดที่ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการที่ไทใหญ่เข้าไปมีบทบาทในประวัติศาสตร์พม่า หลังจากที่ชาวมองโกลตีเมืองพุกามได้ในปี   ค.ศ.  1287  เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดทางให้ชาวไทใหญ่สามารถขยายตัวในแถบที่ราบลุ่มจ๊กเซ  ซึ่งถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพม่า  ในช่วงนี้มีพี่น้องไทใหญ่ 3 คน  เป็นผู้นำยึดพุกามและต่อสู้กับจีน  แต่ในที่สุดก็ส่งบรรณาการให้จีน  และหลังจากปราบปรามเมืองต่างๆได้  ก็ย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่อังวะราวปี  ค.ศ. 1364

 

                Luce  ได้ตั้งข้อสังเกตว่า  แม้ชาวไทใหญ่จะปกครองเมืองพม่า  ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังเป็นพม่า  แต่ผู้นำไทใหญ่ก็ยอมรับวัฒนธรรมพม่า  และใช้ภาษาพม่าเขียนจารึก  ประวัติศาสตร์ในช่วง  คริสศควรรษที่ 15  เต็มไปด้วยสงครามแย่งชิงเมืองต่างๆของพม่าและไทใหญ่  ขณะเดียวกันก็ปรากฏว่ามีการพยายามสร้างพันธมิตรด้วยการแต่งงานระหว่างเจ้าด้วยกันเอง  อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดเมือง   


อังวะก็ถูกเจ้าไทใหญ่ด้วยกันเองจาก   เมืองยางบุกทำลายในปี  ค.ศ.  1527  ปรากฏว่ามีการทำลายวัดและประหารพระภิกษุในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก  เหตุการณ์นี้แสดงว่าชาวไทใหญ่ตอนเหนือยังไม่ได้นับถือพุทธศาสนาในช่วงนั้นขณะที่ชาวไทใหญ่ตอนใต้รับอิทธิพลพุทธศาสนาจากพม่าแล้ว Leach เองก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าชาวไทใหญ่ตอนเหนือเพิ่งเริ่มนับถือพุทธศาสนาในคริสศตวรรษที่ 16  นี้เอง ในเรื่องนี้จึงมีประเด็นคำถามสำหรับการวิจัยที่น่าสนใจต่อไปว่า ชาวไทใหญ่ตอนเหนือมีความเชื่ออย่างไร เพราะรับพุทธศาสนาช้ากว่าทางตอนใต้มาก ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบกับความเชื่อของชาวไทดำในเวียดนาม ซึ่งไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา(อ้างใน อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป  : 4)

 

                รัฐไทใหญ่ทางตอนเหนือ  โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในประเทศจีนปัจจุบัน  มีปรากฏอยู่ในเอกสารจีนตั้งแต่  ค.ศ. 1276  เช่น  กรณีของเมืองขอน  นักมานุษยวิทยาชาวจีน  T’ien Ju-k’ang   ซึ่งได้เข้าไปศึกษาหมู่บ้านที่เมืองขอนในปี ค.ศ. 1940  ได้อ้างหลักฐานจีน  แสดงให้เห็นว่า  เมืองขอนมีตระกูลเจ้าที่ปกครองและสืบตระกูลอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลากว่า  500 ปี  จนถึงปีที่เขาเข้าไปวิจัย  แต่ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลสลับกันไปมาระหว่างพม่าและจีนตลอดเวลา  ในปี  ค.ศ.  1442  จีนยกย่องเจ้าเมืองขอนที่ช่วยรบพม่า  แต่ในปี ค.ศ. 1583  เจ้าเมืองขอนก็ถูกจีนประหารชีวิตโทษฐานที่ไปช่วยพม่ารบกับจีน           (T’ien Ju-k’ang) (อ้างใน อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป:4)  

 

                ประวัติศาสตร์ไทใหญ่ช่วงหลังคริสศตวรรษที่ 16  จนถึง 18  มีแต่เพียงการศึกษาอย่างคร่าวๆ  ทำนองเล่าพงศาวดารมากกว่าการวิเคราะห์ถึงพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรม  ดัวยปรากฏในงานของ  Harvey  ,  Cochrane    และ Mangrai (อ้างใน อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป:5)  ในช่วงนี้เมืองของชาวไทใหญ่ส่วนมากตกอยู่ใต้อิทธิพลของพม่า  เพราะเจ้าไทใหญ่ทำสงครามรบพุ่งกันเอง  จนในที่สุดพม่าภายใต้การนำของพระเจ้าบุเรงนองสามารถกลับมายึดอังวะได้ในปีค.ศ.  1555  หลังจากไปชุมนุมสร้างกำลังพลอยู่ที่เมืองตองอูอยู่นาน  ต่อมาพม่าก็ได้ทำสงครามยึดเมืองไทใหญ่ต่างๆบังคับให้ส่งบรรณาการ  ในช่วงนี้เองพม่าได้เผยแพร่พระพุทธศาสนาให้แก่ชาว  ไทใหญ่ตอนเหนือ  เพื่อสร้างแรงยึดเหนี่ยว  จนทำให้เจ้าไทใหญ่ยอมรับพม่าและร่วมกับพม่าในการทำสงครามหลายครั้ง   เช่น  การทำ


สงครามกับอยุธยา และจีน  ตลอดจนร่วมกับพม่ารบกับอังกฤษในปี ค.ศ. 1824  นอกจากนั้นก็มีการแต่งงานกันในหมู่เจ้าไทใหญ่และพม่า ดังจะเห็นได้ว่า  ในกรณีของพระเจ้าธีบอ  กษัตริย์พระองศ์สุดท้ายของพม่าก็ถือได้ว่าเป็นลูกครึ่งไทใหญ่  อย่างไรก็ตามเมืองไทใหญ่บางเมืองก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลจีน  เช่น  เมืองเมาถูกจีนยึดได้ในปี ค.ศ.  1604  ขณะที่บางเมืองก็สามารถมีอิทธิพลอยู่ได้  เช่น เมืองแสนหวี

 

                ในคริตศตวรรษที่ 19  Leach  ซึ่งศึกษาเอกสารอังกฤษเป็นหลัก  พบว่าอำนาจทางทหารของชาวไทใหญ่ถูกพม่าทำลายลงอย่างสิ้นเชิง  แต่กระนั้นเจ้าไทใหญ่ก็ยังต่อสู้กันเอง  โดยการจ้างทหารคะฉิ่นมารบให้   ส่วนเมืองไทใหญ่ตอนเหนือที่อยู่ห่างไกลอำนาจของพม่า  เช่น  เมืองของไทดำที่ปูเตา  และในอัสสัม  ยังคงมีอิสระ  ขณะที่เมืองในแถบที่ราบหูกองตกอยู่ใต้อิทธิพลของคะฉิ่น  ในช่วงนี้การค้าระหว่างเมืองบาโมและแสนหวีกับจีนรุ่งเรืองมาก  ก่อนที่อังกฤษจะผนวกพม่าตอนบนได้ในปี          ค.ศ. 1885  ชาวไทใหญ่ที่มีเชื้อสายพม่า  ชื่อ เมืองชเวลี  ได้กบฏต่อพม่าเพื่อตั้งเมืองก๋องเป็นอิสระในปี  ค.ศ. 1883  โดยอ้างว่าสืบเชื้อสายจากเจ้าฟ้าเมืองก๋อง  การปราบปรามของพม่าได้ทำลายหมู่บ้านไทใหญ่แถบเมืองก๋องและมัสยิดจินาจำนวนมาก  ซึ่งมีผลให้เกิดจลาจลขึ้นทั่วไป  (อ้างใน อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป:5)  เอกสารอังกฤษส่วนใหญ่พยายามจะให้ภาพสังคมไทใหญ่วุ่นวาย  เพื่อสร้างความชอบธรรมกับการผนวกดินแดน  ช่วยให้เกิดความสงบขึ้นได้  แต่หากว่าสังคมไทใหญ่มีความวุ่นวายจริง  ก็ยังไม่มีคำอธิบายว่า  แล้วเกิดความต่อเนื่องทางสังคมได้อย่างไร  เพราะปรากฏว่ามีชาวไทใหญ่อพยพเข้ามาในดินแดนไทแถบแม่ฮ่องสอนอย่างต่อเนื่อง  และที่สำคัญจะอธิบายอย่างไร  ถึงบทบาทของพ่อค้าวัวต่างชาวไทใหญ่  ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างรัฐไทใหญ่และล้านนาในช่วงคริสศตวรรษที่ 19-20

 

                การศึกษาประวัติศาสตร์ไทใหญ่ในระยะหลัง  ตั้งแต่ปี ค.ศ.  1965  จนถึงปัจจุบัน  มักจะเน้นช่วง      คริสศตวรรษที่ 19-20  จากการศึกษาเอกสารของอังกฤษและบันทึกความจำของชาวไทใหญ่  งานสำคัญในช่วงนี้คือ  งานของ  Saimong Mangrai  ,  Aye Kyaw  และ  Robert  Taylor Yawnghwe    (อ้างใน อานันท์  กาญจนพันธุ์  มปป:6)  ซึ่งเป็นลูกชายของประธานาธิบดีคนแรกของพม่า  การศึกษา
ส่วนใหญ่จะเน้นที่นโยบายของอังกฤษที่มีผลต่อรัฐไทใหญ่  ในระยะแรกหลังจากที่อังกฤษผนวกดินแดนแล้ว  จะปล่อยให้เจ้าไทใหญ่ปกครองหากไม่กระทบต่อความมั่นคง  แต่หลังจากปี ค.ศ.1920  ตำแหน่งเจ้าถูกลดความสำคัญลง  อังกฤษมีอัคติต่อเจ้าไทใหญ่ว่าไม่รู้จักการปกครอง จึงจัดการปฏิรูปที่ทำให้ข้าหลวงอังกฤษมีบทบาทมากขึ้น  แต่มีความมุ่งหมายเพื่อการควบคุมเจ้ามากกว่าการมองเห็นว่าไทใหญ่มีเอกภาพ  เพราะอังกฤษมีความคิดตลอดเวลาว่า  ไทใหญ่เป็นรัฐย่อยๆ  ทัศนะดังกล่าวมีผลต่อสถานภาพของชาวไทใหญ่หลังจากพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษทำให้ไทใหญ่ไม่ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองของพม่าเท่าที่ควร

               

การผสมผสานระหว่างชาติพันธุ์

            จากการศึกษาประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า  ดินแดนของชาวไทใหญ่ตกอยู่ท่ามกลางอำนาจรัฐขนาดใหญ่  คือ จีน พม่าและไทย  ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันเข้ามามีอิทธิพลเหนือเจ้าไทใหญ่  แต่กระนั้นรัฐไทใหญ่ทั้งหลายก็สามารถอยู่อย่างมีอิสระได้บ้างเป็นบางคราว  เมื่ออำนาจรัฐขนาดใหญ่อ่อนแอลง  ในสภาพดังกล่าวทำให้ที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไทใหญ่มีลักษณะเหมือนกัน  เมืองชายแดนหรือรัฐชายขอบดินแดนเช่นนี้มักจะมีความหลากหลาย  ของชาติพันธุ์ต่างๆมากมาย  มาอาศัยอยู่รวมกัน  ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การศึกษาชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งอย่างโดดเดี่ยว  หรือ