ผมคิดว่าหลักสูตร “ทำนาที่ร้องขี้เหล็ก” เป็นมากกว่าหลักสูตรท้องถิ่น ผมขอเรียกว่า เป็น “หลักสูตรฟื้นถิ่น” และยกระดับองค์ความรู้ท้องถิ่น อย่างงดงามผ่านเยาวชน
บันทึกก่อนหน้านี้ >>>
โรงเรียน"ออกแบบความสุข" : โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก

 

 

ผมเป็นลูกชาวนาและลูกชาวนาแบบผมก็คงเหมือนหลายคนที่ไม่ได้เรียนรู้วิถีทำนาของบรรพบุรุษ หากรับรู้ก็เพียงผิวเผิน ซึ่งผมมองว่ารากเหง้าของเราเอง เรายังไม่ได้เรียนรู้ที่มาที่ไป “กว่าจะได้ข้าวสารกรอกหม้อ” ต้องทำยังไงบ้าง? ผมคิดว่าหลายคนคิดไม่ออกในกระบวนการละเอียดเหล่านั้น

ที่โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก อ.ดอยสะเก็ด สอนนักเรียนทำนา... 

ด้วยข้อมูลที่ผมได้รับจากผู้บอกกล่าว ผมก็ยังคิดไม่ออกว่า ที่นี่เขาสอนทำนากันอย่างไร? ที่แน่ๆไม่ได้สอนในห้องเรียนแต่เพียงอย่างเดียวแน่นอน เท่าที่ทราบจากข้อมูลโรงเรียนมีที่นาและมีการทำนากันจริงๆบนพื้นที่เรียนรู้ขนาด ๒ ไร่นั้น

จากเส้นทาง อ.เมือง ตรงไปทางดอยสะเก็ด บนถนนสายเชียงใหม่ –เชียงราย ไม่เกิน ๒๐ กม.เราเลี้ยวรถเข้าไปในหมู่บ้านริมทาง รถของขับมุ่งตรงไปโรงเรียนซึ่งเป็นทางเล็กเลียบเลาะทุ่งนาที่เขียวขจี หากมองเผินๆแล้ว พื้นที่เหล่านี้เอื้อต่อการเรียนรู้  “ทำนา” เป็นอย่างยิ่ง แต่หากโรงเรียนไม่ได้หยิบเอาประเด็น “สอนทำนา” ขึ้นมา นักเรียนคงได้เป็นเพียงผู้ดูและค่อยลืมเลือนวิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษไปหมด กองฟางที่วางข้างเถียงนา ควายไว้ใช้ไถนา เริ่มลดจำนวนลง พร้อมกับบ้านจัดสรรสมัยใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นในเขตชนบทกึ่งเมืองแบบร้องขี้เหล็ก

คุณครูพิศมัย เทวาพิทักษ์ คุณครูประจำโรงเรียนร้องขี้เหล็กบอกผมว่า “เด็กสมัยใหม่ทำนาไม่เป็นกันแล้ว และทุ่งนาแถบนี้ก็ขายให้นายทุนเอาไปทำบ้านจัดสรรกันส่วนหนึ่งแล้ว หากเราไม่ปลูกฝัง สืบทอด อนุรักษ์การทำนาซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม อีกหน่อยก็วิถีภูมิปัญญาแบบนี้ก็ค่อยๆสูญหายไป เด็กรุ่นใหม่จะลืมบุญคุณบรรพบุรุษ ตลอดจนลืมรากเหง้าของตนเองไปในที่สุด”

เหตุผลที่เป็นไปได้มากที่สุดและเกิดขึ้นกับหลายๆพื้นที่ในชนบทไทย จากการสนทนากับครูพิศมัย ผมก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ  

โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก จึงเริ่มคิดหลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับวิถีชุมชนขึ้นมา ภายใต้การปูความรู้การทำหลักสูตรท้องถิ่นจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้  ได้เข้ามาผลักดันฝึกอบรมการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นขึ้นมาในช่วงปี ๒๕๔๓ ตอนนั้นเน้นการเขียนหลักสูตรบูรณาการด้วยลายมือ ต่อมาการพัฒนาหลักสูตรทำนาของโรงเรียนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา การปฏิบัติจริงและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน หลักสูตรเล็กๆที่คิดกันมื่อเริ่มต้นเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น

Dsc09287

Dsc09285

ผอ.สมบูรณ์ เดชยิ่ง บอกผมว่า “นักเรียนที่เรียนจบจากโรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็กไปไม่ใช่แค่รู้เรื่องการทำนาแต่ ต้องทำนาเป็น!!! เป็นเสมือนคำการันตีหลักสูตรสืบสานภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องชนบท...น่าภาคภูมิใจแทนวิญญาณบรรพบุรุษชาวนาไทยเสียจริงๆ

ทุ่งนาขนาดสองไร่ ที่อยู่ตรงหน้าอาคารเรียน ถูกจัดให้เป็นพื้นที่เรียนรู้จิตวิญญาณของท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า นักเรียนรุ่นแล้วรุ่นเล่าผ่านการเรียนรู้การทำนาผ่านพื้นที่นี้

วันนี้อาจจะยังพักดินแต่เมื่อเริ่มฝนโปรย ความมีชีวิตชีวาในท้องทุ่งก็เริ่มต้นขึ้น ทุ่งนาของโรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็กก็เหมือนกัน

ฝนมาแล้ว...

ความฉ่ำชื่นของสายน้ำ มีอยู่ทั่วทุกแห่งหนของพื้นที่นี้ เสียงอึ่งอ่าง กบเขียด ร้องระงมในช่วงกลางคืน ต้นหญ้าเขียวระบัดใบดูสดชื่น

ได้เวลาทำนากันแล้ว...

เชื่อไหมว่าเด็กๆทุกคนที่โรงเรียนแห่งนี้ต่างก็รอคอยเวลาที่พิเศษนี้ พวกเขาจะได้สวมบทบาทเป็นชาวนา ...ชาวนาน้อยๆที่ผลิตเม็ดข้าวเป็นอาหารของชุมชนทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง

เอาน้ำเข้านา...เริ่มต้นทำนา

กิจกรรมแรกของฤดูกาลทำนา ... นักเรียนชาย ป.๖ ใช้วิธีการ “คั่งน้ำเข้านา” เป็นภาษาเหนือ แปลว่า เปิดเส้นทางน้ำจากลำน้ำเหมืองเข้ามาในพื้นที่นา เว้นเวลาสักระยะหนึ่งเพื่อให้วัชพืชในนาเน่าเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ก่อนที่จะไถกลบวัชพืช ถือว่าขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานนักเรียนผู้ชาย ไถนา ใช้ทั้งควายและรถไถนาเล็กผสมกัน

ครูพิศมัย เล่าความประทับใจให้ผมฟังถึงขั้นตอนการทำนาในขั้นตอนแรกๆว่า “มีนักเรียนชาย ป.๓ คนหนึ่งตัวโตๆเรียนหนังสือในห้องเรียนผลการเรียนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่เขาจะชื่นชอบการทำนามาก เขาไถนาแบบมีอาชีพ ดูเขามีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมนี้”  

สิ่งที่ครูเล่าหมายถึง “ความสุขที่ค้นพบในตัวเด็ก”  ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ครูจัดให้ หลักสูตรที่สอดคล้องกับความสนใจ ไม่ใช่รัดตรึงความสนใจเด็กให้จดจ่อกับทฤษฏีจนไม่เห็นภาพของการปฏิบัติ ยิ่งเรียนยิ่งไม่มีความสุข เด็กยิ่งขาดความสนใจใคร่รู้ ...

หลังจากไถกลบวัชพืช จะเว้นระยะเวลา “ดองนา” ให้วัชพืชที่ไถกลบเน่าเป็นปุ๋ยชั้นดีก่อน จากนั้น อีก ๑ สัปดาห์ถึงมีกระบวนการคราดไถ เอาเศษหญ้าบางส่วนออกไป กระบวนการคราดนารอบแรกอาจต้องใช้แรงงานนักเรียนผู้ชาย แต่การคราดแบบละเอียดครั้งที่สอง รวมถึงนำเศษหญ้าออกจากนา เด็กนักเรียนผู้หญิงมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้เต็มที่...

ลองคิดดูบรรยากาศ เด็กๆกับโคลน ซึ่งน่าจะเรียกความสนุกสนาน ครื้นเครงให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก

ขึ้นแปลง..รอหว่านกล้า

กิจกรรมการขึ้นแปลง ทั้งนักเรียนหญิง ชาย ป.๖ ถึง ม.๓ ช่วยกันอย่างแข็งขัน การขึ้นแปลงต้องขึ้นแปลงแบบนูนหลังเต่า (นี่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวนาเมืองเหนือ) การขึ้นแปลงลักษณะนี้ก็เพื่อให้มีการระบายน้ำที่ดี เวลาถอนกล้าข้าวดินจะไม่ติดกล้าเพราะน้ำไม่ขังแปลงเพาะ...

นักเรียนผู้หญิงจะง่วนกับ การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว พวกเขาใช้วิธี เอาข้าวเปลือกแช่น้ำ คัดเลือกเอาเมล็ดพันธ์ที่ลีบออกไป จากนั้นเทใส่กระสอบมัดปากให้แน่นแช่น้ำไว้ ๑ คืน ให้ข้าวมีรากงอกออกมาเล็กน้อย เป็นการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์สำหรับหว่านกล้าในขั้นตอนต่อไป หน้าที่การหว่านเป็นของ นักเรียนผู้ชาย เพราะต้องหิ้วตระกร้าที่หนักชุ่มน้ำพร้อมกับวิธีการหว่านลงในพื้นที่ที่เขาจัดเตรียมไว้เป็นแปลงเพาะ

Rkl2

จากเมล็ดข้าว จนถึงต้นกล้า และต้นข้าวที่ออกรวงสุกอร่ามทั่วท้องทุ่ง ของโรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก บรรดาคุณครูและนักเรียนต่างก็ใจจดจ่อกับกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในช่วงเก็บเกี่ยวข้าว ว่ากันว่า กิจกรรมเกี่ยวข้าว นวดข้าว ฟาดข้าวและตีข้าว ตามวิถีของชาวนาชนบททางเหนือ เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานอีกครั้งหนึ่งของหลักสูตรทำนาของชาวนาน้อยๆ มันน่าภูมิใจขนาดไหนที่เด็กๆเห็นผลผลิตจากฝีมือของพวกเขาออกมาเป็นรวงข้าว เมล็ดข้าวที่ใช้เป็นอาหาร

Rkl1

หลักสูตร “ทำนา”ที่ร้องขี้เหล็ก เป็นเสมือน นวัตกรรมทางการศึกษาที่ช่วยสร้างเด็กให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง สิ่งที่พวกเขาได้ทำมากับมือ เป็นสิ่งที่พวกเขาภาคภูมิใจ และซึมซับเอาวิถีรากเหง้าของตนเองไปอย่างไม่รู้ตัว ...และสำนึกได้ว่า กว่าจากรวงมาเป็นเมล็ดข้าวนั้น มันเหน็ดเหนื่อยขนาดไหน

เด็กเล็กๆชั้นอนุบาลพากันไปห้อมล้อมมุงดูพี่ๆทำนา ในขณะที่เด็กน้อยเหล่านั้นได้รับมอบหมายจากคุณครูให้จดบันทึก วาดรูปกิจกรรมรวมไปถึงสิ่งที่เห็นในท้องทุ่ง

นักเรียนชั้นป.๑ ถึง ป. ๕  ต่างก็มีภารกิจของตนเองต่อทุ่งนาของพวกเขา อย่างน้อยเขาได้เรียนรู้ร่วมไปกับพี่ๆ และได้เสริฟข้าวเสริฟน้ำพี่ๆ เป็นวิถีแห่งการเอื้อเฟื้อที่งดงามอันเป็นวิถีของชนบท

Dsc08922

การบ้านที่คุณครูให้ไปถามคุณพ่อ คุณแม่เรื่อง “การทำนา” แต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร เป็นการดึงความรู้จากผู้ใหญ่ลงมาสู่เด็ก “สานความรัก สานความรู้” 

เป็นภาพที่ชินตาที่ทุ่งนาของโรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก เมื่อผู้ปกครองมาร่วมกิจกรรมทำนากับลูกหลานของพวกเขา แบบที่ไม่ได้นัดหมาย แต่มาเพราะความรักลูก ตื้นตันใจที่เห็นลูกทำนาเฉกเช่นบรรพบุรุษ

เสียงหัวร่อต่อกระซิก ในระหว่างเกี่ยวข้าวของผู้ปกครองและนักเรียน น้องนักเรียนที่เฝ้าให้กำลังใจคนทำนาริมคันนา เฝ้าดูกิจกรรมชีวิตในทุงนาของพวกเขา เป็นภาพแห่งความสุขและความประทับใจที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก

ผมคิดว่าหลักสูตร “ทำนาที่ร้องขี้เหล็ก” เป็นมากกว่าหลักสูตรท้องถิ่น  ผมขอเรียกว่า เป็น     “หลักสูตรฟื้นถิ่น” และยกระดับองค์ความรู้ท้องถิ่น อย่างงดงามผ่านเยาวชน

ความสำเร็จที่โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก ถือว่าความสำเร็จของการบูรณาการความรู้ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการปฏิบัติจริงในบรรยากาศที่มีความสุข

 

 >>> ติดตามอ่าน บันทึกเกี่ยวข้อง  "โรงเรียนเล็ก ๆ แต่หัวใจไม่เล็ก" (โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก โรงเรียนสอนเด็กทำนา)  ของ อาจารย์ Wasawat Deemarn

>>> ติดตามอ่าน บันทึก Humanized Educare บันทึกอื่นๆ

ข้อมูลจำเพาะ

โรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก  เป็นโรงเรียนขนาดกลาง-ขยายโอกาส

เปิดสอนในระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.๑-๓) จำนวนทั้งสิ้น ๑๓๕ คน

ที่ตั้ง  : ๑๖๙ หมู่ที่ ๗ ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑

มี นายสมบูรณ์ เดชยิ่ง เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

ครูผู้สอน ตาม จ.๑๘ ทั้งหมด  ๑๒ คน อัตราจ้าง ๓ คน

 

เวปไซต์ : http://www.banrongkheelek.com/


 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๒๗ เม.ย.๕๒

นนทบุรี