การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยจะเห็นจากการปรับประมาณการตัวเลขลดลงของหน่วยงานองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เอง ก็ออกมาปรับลดประมาณการอีกครั้ง พร้อมกับบอกว่าวิกฤตครั้งนี้รุนแรงและกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจประเทศทั่วโลกชะลอลง แม้แต่เศรษฐกิจของประเทศเอเชียที่เคยมีอัตราการเติบโตที่สูงเฉลี่ย 7-8% อาจจะไม่เห็นการเติบโต หรือหากจะมีคงน้อยมาก
ไทยเองก็เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผลของการพึ่งพาการส่งออกเป็นจำนวนมาก เมื่ออำนาจซื้อของโลกลดลง การส่งออกย่อมกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวเริ่มมองอัตราที่ติดลบ และยิ่งซ้ำเติมด้วยปัญหาทางการเมืองเข้ามาบั่นทอนให้การติดลบมากขึ้นไปอีก
จึงเป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 ให้ปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ลง 251,700 ล้านบาท ให้เหลือเพียง 1.7 ล้านล้านบาท จากที่เคยอนุมัติไว้เดิมที่ 1.9 ล้านล้านบาท หลังจากเห็นสัญญาณชัดเจนแล้วว่า เศรษฐกิจไทยจะชะลอลงมากกว่าได้เคยคาดการณ์ไว้ เพราะผลกระทบไม่เพียงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงเท่านั้น แต่ยังถูกซ้ำเติมจากความวุ่นวายทางการเมือง โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในช่วงเทศกาลสงกรานต์
แม้จะไม่มีตัวเลขชัดเจนว่า ที่สุดแล้วการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยจะมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่บ่งชี้น้ำหนักความน่าเป็นห่วงของปัญหาคือ การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐจะลดลงอย่างแน่นอน นั่นหมายถึง การจ่ายภาษีที่เป็นรายได้ของรัฐลดลงเช่นกัน มีการออกมาส่งสัญญาณหลายครั้งว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐจะพลาดเป้าแน่นอน มองกันตั้งแต่ 2.5-3 แสนล้านบาทกันทีเดียว
คาดว่าปี 2553 รัฐจะจัดเก็บรายได้เพียง 1.35 ล้านล้านบาทเท่านั้น จากประมาณการเดิมที่สูงถึง 1.51 ล้านล้านบาท และเพื่อให้การจัดทำงบประมาณปี 2553 ขาดดุลลดลงเหลือ 3.5 แสนล้านบาท จากประมาณการเดิมที่ 3.9 แสนล้านบาท เท่ากับการขาดดุลงบประมาณปี 2552
สำหรับงบประมาณรายจ่าย 1.7 ล้านล้านบาท ปรับลดลง 251,700 ล้านบาท หรือลดลง 12.9% เมื่อเทียบกับงบประมาณปี 2552 จะพบว่าเป็นการปรับลดรายจ่ายประจำเหลือ 1,330,235.1 ล้านบาท ลดลง 81,147.3 ล้านบาท หรือลดลง 5.7% รายจ่ายลงทุนเหลือเหลือ 307,000 ล้านบาท ลดลง 122,961.8 ล้านบาท หรือลดลง 25.6% รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 62,764.9 ล้านบาท ลดลง 911.2 ล้านบาท หรือ 1.4% ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยอนุมัติไว้และยังไม่มีรายการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังเหมือนเดิม
ขณะที่การจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ปีงบประมาณ 2553 รัฐจะจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับ อปท. 148,000 ล้านบาท และประมาณการรายได้ของ อปท. ทั้งที่จัดเก็บเองและรัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้อีก 201,100 ล้านบาท รวมเป็นรายได้ของ อปท. 349,100 ล้านบาท คิดเป็น 25.86% เทียบกับรายได้สุทธิของรัฐบาล เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 25.82% ในงบประมาณปี 2522
หลายคนอาจจะมองว่า การปรับตัวเลขรายจ่ายลงเป็นเรื่องที่ดี เพื่อให้สมดุลกับรายได้ที่จัดเก็บน้อยลง และรายจ่ายที่ลดลงส่วนใหญ่จะเป็นรายจ่ายประจำประเภทค่าจ้างที่ปรึกษา การอบรมดูงานในต่างประเทศ ถือว่าแต่ละปีจะใช้งบประมาณส่วนนี้จำนวนมาก รวมถึงการเลื่อนตั้งงบประมาณโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงหรือโครงการเอสเอ็มแอลเดิมออกไปก่อน เพราะแค่ปี 2552 ที่ตั้งบประมาณไว้ 2.1 หมื่นล้านบาท สำหรับ 8 หมื่นหมู่บ้านนั้น ผ่านไป 6 เดือนแรกของงบประมาณ มีการเบิกจ่ายไปเพียง 1 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น ยังเหลืออีก 2 หมื่นล้านบาทที่ยังไม่ได้ใช้ จึงไม่ต้องรีบร้อนในปีที่รายรับหดหายเช่นนี้
แต่หากจะมองลึกๆ แล้ว จะพบว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังถูกรุมเร้าทั้งปัจจัยภายนอกและภายในเอง แรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่เคยมาจากภาคการส่งออกเอง เมื่อกำลังซื้อลดลงทั่วโลก จะเห็นจากการส่งออกที่หดตัวเกือบ 20% ในไตรมาสแรก ขณะที่อีก 2 แรง คือ การลงทุนและการบริโภค แม้ภาครัฐจะกระตุ้นด้วยการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท แต่ก็เป็นผลต่อการบริโภคแค่ระยะสั้นๆ ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่เอื้อให้เกิดความมั่นใจ การบริโภคและการลงทุนที่ถาวรย่อมเกิดขึ้นยาก
แรงส่งเดียวที่เหลือ จึงเป็นการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อจะขับเคลื่อนให้เกิดการบริโภคและการลงทุนต่อไป แต่เมื่องบประมาณรายจ่ายลดลง ย่อมหมายถึงงบฯลงทุนจะหดตัวลงตามไปด้วย จะเห็นว่าถูกปรับลดลง 1.23 แสนล้านบาท เหลือเพียง 18% ของงบประมาณรวมเท่านั้น
ดังนั้น หากจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่ม ย่อมหนีไม่พ้นที่รัฐบาลต้องกู้เงินมาแน่นอน กรอบวินัยทางการคลังกำหนดไว้ว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะจะต้องไม่เกิน 50% ของจีดีพี เป็นงบฯลงทุนไม่เกิน 25% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี และงบฯภาระจ่ายต้นเงินกู้และดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ของงบประมาณรายจ่าย
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมายอมรับว่า หากเป็นเช่นนั้น หนีไม่พ้นสัดส่วนหนี้สาธาณะของไทยจะพุ่งขึ้นถึง 60% จีดีพีแน่นอน สามารถทำได้เพราะกรอบวินัยการคลังดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงกรอบที่กำหนดไว้เท่านั้น หากจำเป็นก็สามารถปรับได้ ในหลายประเทศได้หันมากู้เงินเพิ่มจำนวนมาก และสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงกว่าไทยทั้งนั้น
ต้องยอมรับว่าการกู้เงินเพิ่มจะทำให้การตั้งงบประมาณรายจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยในปีต่อไปสูงขึ้นด้วย ตามปกติจะตั้งไว้ประมาณปีละ 2 แสนล้านบาท ตามปกติของงบประมาณรายจ่ายนั้น จะเป็นงบฯประจำประเภทเงินเดือนข้าราชการถึง 80%
หากงบฯรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้เพิ่มขึ้น แสดงว่างบฯลงทุนจะถูกเบียดให้เล็กลงไปอีกเช่นกัน งบประมาณรายได้ที่ได้มาก็คงเหลือแค่จ่ายเงินเดือนข้าราชการ และเงินต้น ดอกเบี้ยเงินก็เท่านั้น
สถานการณ์คงหนีไม่พ้นเป็น "งูกินหาง" เช่นนี้ตลอดไป
ตาราง การจัดทำงบประมาณปี 2553
อนุมัติไว้เดิม ปรับปรุงใหม่
1.งบประมาณรายจ่าย 1,900,000 1,700,000
1.1 งบรายจ่ายประจำ 1,457,235.1 1,330,325.1
1.2 จ่ายชดเชยเงินคงคลัง - -
1.3 รายจ่ายลงทุน 380,000 307,000
1.4 ชำระคืนต้นเงินกู้ 62,764.9 62,764.9
2.งบประมาณรายรับ 1,510,000 1,350,000
3.ขาดดุลงบประมาณ 390,000 350,000
กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ
ผลจากการที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้น้อยลง ทำให้ต้องมีการปรับการใช้จ่ายเงินงบประมาณใหม่ แต่ในส่วนงบฯที่เป็นงบฯลงทุนผูกผัน ก็ยังจะคงไว้เหมือนเดิม ไม่ตัดอยู่แล้ว เพราะเริ่มงานไปแล้ว น่าจะประมาณ 3 แสนล้านบาท ส่วนงบประจำไม่แน่ใจว่าสำนักงบประมาณใช้วิธีการตัดทอนอย่างไร แต่ถ้าเป็นงานนโยบายจะเก็บไว้หมด ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อาทิ โครงการเรียนฟรีจริง 15 ปี, รักษาฟรี, เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเพิ่มค่าตอบแทนให้กับ อสม. เป็นต้น
แต่ก็ยอมรับว่าอาจจะมีงานนโยบายบางส่วนที่ได้รับผลกระทบ ก็คือ โครงการชุมนุมเศรษฐกิจพอเพียง และโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่อาจจะถูกตัดทอนงบบางส่วนออกไป
ทั้งนี้ ในส่วนโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง อาจจะไม่ถือว่าได้รับผลกระทบก็ได้ เพราะในข้อเท็จจริงโครงการนี้มีอยู่แล้ว และการดำเนินงานปีแรก ก็อนุมัติเงินไปให้เยอะแล้ว คิดเป็น 2 เท่า ของโครงการเอสเอ็มอีเดิม เหตุผลก็เพื่อให้เม็ดเงินส่วนนี้ไปกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า การเบิกจ่ายเงินก็คงจะทยอยให้ไปเรื่อยๆ การเบิกจ่ายเงิน ก็อาจจะเลยเข้าไปในช่วงปี 2553 ก็ได้ ก็หมายความว่า ในช่วงปี 2553 โครงการนี้ก็ยังคงจะเดินหน้าต่อไปอยู่ และรัฐบาลก็จะใช้โอกาสนี้ ในการเข้าเป็นสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้านใหม่ ในเรื่องการใช้จ่ายเงินเพื่อ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่คิดจะเอาไปใช้ทำอะไรก็ได้เหมือนในช่วงที่ผ่านมา
หากเป็นไปตามเป้าหมาย ในปี 2554 ก็จะมีการอนุมัติงบประมาณก้อนใหม่ให้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2553 หากเศรษฐกิจพอผงกหัวดีขึ้น รัฐบาลก็อาจมีการทบทวนแนวทางดำเนินการอีกครั้ง หากมีเงินเพียงพอ ก็อาจจะจัดงบฯเพิ่มเติมให้บางส่วน สักประมาณ 10% ของวงเงินเดิม
ส่วนโครงการต้นกล้าอาชีพ ที่ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าหน้าตาโครงการในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร อันนี้น่าจะมีส่วนได้รับผลกระทบ เพราะเดิมโครงการนี้ตั้งเป้าหมายฝึกอาชีพ 5 แสนคน กำหนดให้ใช้งบฯครึ่งปีแรก 6.9 พันล้านบาท และครึ่งปีหลังใช้เงินอีก 7 พันล้านบาท แต่ตอนนี้การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังไม่แน่ใจว่าจะมีเม็ดเงินเพียงพอหรือไม่ อาจจะจัดงบฯให้ได้แค่ครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 3 พันล้านบาท คงไม่ได้เหมือนเดิม แต่เรื่องนี้ก็คงจะต้องมีการเอาเข้าไปพูดกันใน ครม.ดูกันอีกที
ส่วนจะมีโครงการหรืองานอะไรต้องถูกตัดอีกบาง ผมคงบอกไม่ได้ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะต้องไปพิจารณา เพราะเป็นเรื่องรายละเอียด แต่หากมีอะไรที่จำเป็นมันก็ต้องตัด เพราะสภาพความเป็นจริงวันนี้เงินหายไป 2.5 แสนล้านบาท
แต่เรามีหลักที่ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายประจำที่ปรับลดแล้วไม่มีผลกระทบกับการบริหารประชาชน ก็ให้เอาไว้เป็นอันดับหนึ่ง
แต่อะไรที่จะมีผลกระทบต่อประชาชนก็ให้หลีกเลี่ยง ถ้าเป็นผลกระทบข้าราชการการทำงาน ก็ขอให้อดทนกัน ช่วยกันประหยัด อย่างเช่น ค่าน้ำค่าไฟ เป็นต้น งบฯลงทุนผูกพันก็ให้คงไว้ งบฯลงทุนใหม่ไม่มี เพราะจะให้ไปใช้ในงบฯตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง วงเงิน 1.56 ล้านล้านแทน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้
รัฐบาลมีช่องทางในการหาเงิน มาใช้ทดแทนเงินที่ขาดไปอย่างไร
มันก็แล้วแต่วิธีการ เช่น กู้เงินนอกประเทศ ที่ทำกันอยู่แล้ว อาจจะเพิ่มอีกก็ได้ถ้าต้องการ ส่วนลงทุนจะเชิญเอกชนมาลงทุนแทนไปก่อน กระบวนการอาจจะทำได้ยากนิดหนึ่ง เพราะต้องไปดูว่ามีอุปสรรคอะไรบ้าง แต่คิดว่าน่าจะทำได้บางส่วน แต่ก็คงจะไม่เร็ว อาจเป็นโครงการเริ่มปี 2553 มากกว่าจะเริ่มทันทีในขณะนี้
นอกจากนี้ก็อาจจัดหางบฯจากการระดมทุน คล้ายกองทุนวายุภักษ์ ส่วนการก่อสร้างก็คงระดมทุนในรูปแบบคล้ายกับการจัดทำศูนย์ระบบราชการ ทำโดยกู้เงินที่ผ่อนชำระโดยเงินงบประมาณ ระยะยาว 20 ปี อาจจะเป็นกู้ภายในประเทศออกพันธบัตรทั่วไป มีหลายวิธี เข้าใจว่าผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้กำลังคิดกันอยู่
สถานการณ์ขณะนี้ ประชาชนยังจะสบายใจได้ใช่หรือไม่
สบายใจได้แน่นอน แต่สิ่งที่อาจจะไม่สบายใจ ก็คือ ความกังวลเรื่องภาระ จากการกู้เงินเพิ่มขึ้น แต่เราก็ต้องบอกว่า มันจำเป็น แต่จะพยายามดูว่าเงินที่กู้มา เอาไปใช้ประโยชน์แท้จริงอย่างระมัดระวังที่สุด และการกู้จะต้องไม่เกินกรอบหนี้สาธารณะมากกว่าประเทศอื่นที่ดำเนินการอยู่
ส่วนจะกู้เพิ่มอีกเท่าไร จำนวนก็คงจะมากกว่าเม็ดเงินที่หายไป หายไปเท่าไร ก็ต้องเท่านั้น แต่อาจจะมีการปรับลดลงมาบาง แต่ไม่รู้ตัวเลขว่าจะเป็นเท่าไร
มติชนรายวัน 27 เมษายน 2552