ต่างแดน



เมื่อเท้า 2 ข้างแตะแผ่นดินใหม่ที่ไม่ไกลจากเมืองไทยเท่าไหร่ คำถามแรกที่เข้ามาในใจคือ "นี่นะหรือคือ KL ?" เราวาดภาพเอาไว้ว่ามันคงใหญ่โต วุ่นวายเหมือนกับที่หลายๆคนเล่าให้ฟังแต่เมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพแล้วต้องบอกว่ากรุงเทพวุ่นวายและดูยิ่งใหญ่กว่ามากมายเราเดินทางเข้าหอพัก ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่มาจากหลาย ๆ ประเทศชีวิตใหม่กำลังจะเริ่มต้นแล้ว เราไม่รู้อนาคตของเราแน่นอนว่ามันจะเป็นอย่างไรได้แต่บอกตัวเองว่าเมื่อตัดสินใจมาเรียนที่นี่แล้วก็ต้องลุยสองอาทิตย์ผ่านไปชีวิตยังคงสงบนิ่งในห้องสี่เหลี่ยมกับคอมพิวเตอร์เราเริ่มการเรียนรู้ภาษาที่สองจากอุปกรณ์ตัวนี้ความเหงาและความโดดเดี่ยวเข้ามาในใจอีกแล้ว "เรากำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ เราตัดสินใจถูกหรือผิดที่มาที่นี่?" คำถามที่ชวนให้เราปวดหัวเข้ามาวนเวียนอยู่รอบตัวเรา แต่ก็ยังโชคดีที่มีเพื่อนที่เรียนมัธยมด้วยกันเรียนอยู่ที่นี่ด้วยมาคุยทำให้คลายความเหงาไปบ้างแต่ก็เพียงชั่วครั้งคราวเท่านั้นคนคนหนึ่งเคยทำงานมาตลอดเวลา เคยเรียนแต่ในประเทศไทย พูดแต่ภาษาไทยกับภาษามลายู แล้ววันหนึ่งต้องอยู่ท่ามกลางผู้คนที่พูดคนละภาษากับเรา ซึ่งภาษาอังกฤษเราก็พูดไม่ค่อยได้ ต้องมานับหนึ่งที่นี่ มันอึดอัดแค่ไหนนะหรือ? สำหรับฉันอึดอัดมากเกินที่จะบรรยายถ้าเป็นคุณคุณจะรู้สึกอย่างนี้ไหม ?  จากความเหงาความโดดเดี่ยวเจ้าความเครียดก็แอบปรากฏขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยเข้าสัปดาห์ที่สามก็เริ่มเรียนวันแรก เข้าใจแบบงู ๆ ปลา ตีความผิดไปบ้าง ตอนที่อยู่ในห้องเรียนก็สนุกน่ะ เราได้เจอสิ่งใหม่ ๆ เพื่อนใหม่ รูปแบบการสอนที่แตกต่างจากเมืองไทย แตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยสัมผัสมา มันทำให้เรามีกำลังใจ และสนุกกับมัน แต่เมื่อเลิกเรียนต้องกลับมาที่หอพักนี่ซิ เป็นอะไรที่_____ทั้งเหงา ทั้งเบื่อ สารพัดความคิดเรื่อยเปื่อยเข้ามาในหัว แต่โชคยังเข้าข้างที่ยังมีอินเตอร์เน็ตให้เล่นคลายเหงาบ้าง

จากที่ไม่เคยให้ความสนใจกับภาษาอังกฤษเท่าไหร่ ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษเทาไหร่ เวลานี้กลับต้องอยู่กับมันตลอดเวลา ถึงไม่รู้เรื่องก็ต้องอ่าน งงใช่มั้ย ก็อ่านแบบไม่รู้เรื่องไง อ่านแบบที่ว่าจนเก็บเอาไปฝันเชียวหล่ะ ถึงแม้กระนั้นก็เถอะยังไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะทำได้รึเปล่า จะเรียนได้มั้ย จะพูดได้มั้ย คำถามเดิม ๆ คอยวนเวียนอยู่ในความคิดตลอดเวลา

หนึ่งเดือนผ่านไป วัยเหมือนโกหก  เรายังอ้ำ ๆ อึ่ง ๆ เหมือนเดิม จะดีหน่อยก็ เวลาเจอฝรั่งแล้วไม่ได้หลบ เพราะไม่รู้จะหลบไปทางใหน ก็มีแตพวกเขา อิอิอิ 

เข้าเดือนที่สองชีวิตก็ดำเนินไปตามปกติ ก็ต้องเรียนมากขึ้น ต้องทำงานมากขึ้น มีเพื่อนเยอะขึ้น ทำให้ไม่ความเหงาไม่ค่อยมาเยือนซักเท่าไหร่ ความโดดเดี่ยวก็เริ่มหายไป ความวุ่นวายก็เริ่มเข้ามาในชีวิต เพราะต้องทำงานส่งอาจารย์มากขึ้น พอมีงานให้ทำมาก ทีนี้การสื่อง

สารก็มีมากขึ้น ทีนี้หละได้มั่วเต็มที่จนคนฟังแล้วยิ้ม แต่ก็หนุกหนาน ถึงเวลานี้ ก็นึกถึงคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่เรียนอยู่ที่นี่ อดทนให้ได้สามเดือนแล้วทุกอย่างก็จะดีเอง ทุกอย่างก็ดีขึ้นจริง ๆ จากที่ฟังไม่รู้เรื่อง เป็นผู้ฟังที่ดีมาตลอด เพราะไม่เคยตอบโต้ คราวนี้ก็เริ่มมีเถียงกันบ้าง เริ่มมีแสดงความคิดเห็นบ้างบางครั้งเวลาเรียน เวลาอ่านก็พอเข้าใจว่าต้องการอะไร เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ความเหงา ความโดดเดี่ยวก็หายไป มันเริ่มสนุกที่อยู่ที่นี่

          เข้าเดือนที่สามซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของการเรียนในเทอมนี้ มันรู้สึกว่าอะไร ๆ ก็คล่องตัว ไปไหนมาไหน ก็เริ่มฉายเดี่ยว ความกลัวโน่น กลัวนี่ก็ลดน้อยลง ทำให้ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ในรั้ว UIA  สิ่งที่ประทับใจก็เกิดขึ้นมากมายในมหาลัยแห่งนี้ ทำให้ความคิดใหม่ ๆ ก็เกิดขึ้น เราตัดสินใจถูกแล้วที่มาเรียนต่อปริญญาโทที่นี่  ขอบคุณทุกคนที่ผลักดันให้มาเจอสิ่งที่ดี ๆ ที่ต่างแดน         

 

 

         ชีวิตในต่างแดนจะเป็นยังไงต่อไป ติดตามอ่านน่ะ

กระเช้าไฟฟ้าที่เขาเก็นติ้งค์

 ข้างหลังนี้เป็นโรงแรมที่มีสีสันที่สุดในเก็นติ้งค์

ศาลยุติธรรมของมาเลเซีย

มัสยิดยาแมะในยามราตรี

เพื่อนร่วมห้อง