ผมเรียนรู้จากประสบการณ์ชาวบ้านแล้วนำไปปฏิบ้ติจริง ตอนที1 นี้ ผมตัดสินใจทำการปลูกกล้วยไข่ที่เกษตรกรเล่าให้ฟังในการปลูกกล้วยไข่เพื่อเลี่ยงลมพายุได้ และผมมีความมุ่งมั่นที่อยากจะยกรดับองค์ความรู้ของเกษตรกร โดยนำการวิจัยเพื่อพัฒนาต่อยอดหรือลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองนั่นเองครับ
ในหว้งเดือนมีนาคม-เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสนำพานักส่งเสริมการเกษตรมือใหม่ ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการใหม่ พร้อมได้ลงไปถอดบทเรียนจากเกษตรกรผู้มีประสบการณ์ในการปลูกกล้วยไข่เพื่อการจำหน่ายทั้งในและนอกท้องถิ่น รวมทั้งการผลิตกล้วยไข่ เพื่อการส่งออก โดยไปทำการถอดบทเรียนอยู่หลายสวนในท้องที่อำเภอต่างๆของจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งผมได้มีการบันทึกองค์ความรู้ไว้ในBlog G2ที่ชื่อ KM วิถีชุมชนคนเกษตรแห่งนี้นั่นเองครับ
จากข้อค้นพบประการหนึ่งที่ผมได้รับทราบจากเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ว่า มีปัญหาอุปสรรคที่สำคัญของการผลิตกล้วยไข่ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร ประการหนึ่งที่สำคัญก็คือลมพายุ ทำให้ต้นกล้วยไข่หักล้มและได้รับความเสียหายอย่างมาก แต่ก็มีเกษตรกรอยู่ประมาณ 3 รายที่มีประสบการณ์ปลูกกล้วยไข่มานาน และสามารถทำให้ผลผลิตกล้วยไข่ออกสู่ตลาดในช่วงที่ไม่มีลมพายุหรือที่เรียกว่าปลูกเลี่ยงลมได้ค่อนข้างจะได้ผลดี ตัวอย่างได้แก่

สวนกล้วยไข่ของคุณวิศรุต ที่บ้านสักงาม ตำบลสักงาม อำเภอคลองลาน ก็ทำการผลิตเพื่อการส่งออกโดยปลูกช่วงเดือนมีนาคมเท่านั้น ซึ่งผลผลิตกล้วยไข่ก็จะออกสู่ตลาดช่วงเดือน ธันวาคม มกรคม เป็นต้นไป แต่ก็จะทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้มากที่สุดไม่ควรน้อยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณผลผลิตกล้วยไข่ในสวนทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็จะมีความเสี่ยงต่อลมน้อยที่สุด คือประมาณ 2 0 เปอร์แซ็นต์ของผลผลิตที่เหลือในสวน การเก็บเกี่ยวผลผลิตกล้วยไข่ในช่วงนี้จะอยู่ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน แต่ก็ยังสามารถส่งออกได้อยู่ ซึ่งมีราคาค่อนข้างดีที่เดียวครับ

สำหรับสวนคุณลุงยุ่น ที่บ้านประดาเจ็ดรัง ตำบลหนองหลวงอำเภอลานกระบือ จะนิยมปลูกกล้วยไข่แบบไล่รุ่น บางครั้งมีเกษตรกรทำได้ถึงเจ็ดรุ่น ที่ผลิตกล้วยไข่แบบพี่เลี้ยงน้องนั่นเอง ก็จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดปี นั่นเองซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงจากลมพายุ

มีสวนกล้วยไข่อีกสวนหนึ่งของคุณลุงวเชียร ที่บ้านศรีวิไล ตำบลมหาชัย อำเภอไทรงาม ที่มีการผลิตกล้วยไข่แบบพี่เลี้ยงน้องมานานแล้ว ณ.ปัจจุบันมีการยกระดับการผลิตเพื่อการส่งออกในช่วงเดือน ธันวาคมไปจนถึงเดือนเมษายน ก็สามารถลดความเสี่ยงลงได้มากทีเดียว
จากข้อสรุปดังกล่าว ผมได้มานั่งคิด นอนคิด ว่าองค์ความรู้ที่เป็นประสบการณ์ของเกษตรกร น่าจะมีความเป็นไปได้สูงที่เดียว ผมจึงได้ตัดสินใจ ทำการปลูกกล้วยไข่ด้วยตนเอง จำนวน 200 ต้น โดยตั้งใจเก็บและบันทึกข้อมูลไว้เพื่อเป็นการทดลอง ทดสอบ หรือที่เรียกกันว่าต้องนำเอาองค์ความรู้ไปต่อยอด หรือยกระดับ โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยในงานส่งเสริมการเกษตร ณ.ปัจจุบันนั่นเอง ลองมาดูวิธีการปลูกกล้วยไข่ของผมนะครับ( ผมตัดสินใจปลูกเมื่อวันที่26 มีนาคม 2552 จำนวน 200 ต้นครับดังรูปภาพต่อไปนี้

การคัดเลือกพื้นที่ปลูก/การปรับพื้นที่ปลูกและการเตรียมหลุมปลูกระยะห่างระหว่างต้นและระหว่างแถว 2.10 เมตร 1 ไร่จะปลูกได้ประมาณ 400 ต้น

การขุดหลุมปลูกแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร15-15-15 พร้อมปุ๋ยคอก-สารป้องกันหนอนกอกล้วยทำลายหน่อ ตามที่ชาวบ้านบอก สำหรับผู้ขุดนี้เป็นเกษตรกรที่เคยปลูกกล้วยไข่มาก่อน

การคัดเลือกหน่อปลูกในช่วงเดือนมีนาคมจะต้องคัดเลือกจากแหล่งที่เชื่อถือได้สวนกล้วยไม่เคยเป็นโรคและแมลงทำลายมาก่อน( ช่วงนี้จะหาซื้อยากครับ )นำมาจากตำบลมหาชัยอ.ไทรงาม

การนำหน่อกล้วยไข่วางตามหลุมที่ขุดเพื่อที่จะทำการปลูกต่อไป โดยจะต้องรีบปลูกทันทีเพราะว่าดินที่หลุมปลูกจะแห้งต้องปลูกขณะที่ดินขุดมีความชื้นอยู่ หรือจะทำการรดน้ำตามไปพร้อมกันก็ได้

เมื่อทำการปลูกหน่อกล้วยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้จอบปรับดินบริเวณรอบๆต้นพร้อมกับการให้น้ำเพื่อให้น้ำขังอยู่ได้ซึมไปใช้ประโยชน์ได้( หากไม่มีฝนตกลงมา 3วันรดน้ำ1ครั้ง
ในตอนนี้กระผมขอนำเสนอหรือนำมาเล่าให้เห็นเท่านี้ก่อนนะครับ โปรดติดตามตอนต่อไปจะพูดถึงการดูแลรักษากล้วยไข่ที่ปลูกในช่วงฤดูแล้งนี้ครับ
แหล่งข้อมูล;สายัณห์ ปิกวงศ์
26เมย.52
สวัสดีค่ะ
แวะมาเรียนรู้ มาดูวิถีชีวิตธรรมชาติค่ะ
มีความสุขในทุกๆวัน นะคะ
ขอบคุณค่ะ