GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ให้ “หนังสือ” ได้เป็นแหล่งเรียนรู้ของคนไทยจะได้ไหม

เมืองไทย "high-tech" กว่าอเมริกาในหลายๆ เรื่องด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่อเมริกามีแต่เมืองไทยไม่มีคือ "ห้องสมุดประชาชนดีๆ" "ร้านหนังสือดีๆ" และ "หนังสือดีๆ" เราแพ้เขาเรื่อง “low-tech” นะครับ

ในบทความ "การศึกษาตลอดชีวิต กับการเรียนรู้ตลอดชีวิต" ของอาจารย์หมอวิจารณ์ อ.กรกฎได้เสริมความเห็นโดยกล่าวถึง "แหล่งเรียนรู้" พอพูดถึงแหล่งเรียนรู้ ผมก็ขอเสนอแหล่งเรียนรู้ยอดนิยมของผม นั่นคือ "หนังสือ" ครับ หนังสือที่อยู่บนกระดาษที่เป็นเล่มนี่ละครับ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ประเทศไทยต้องใส่ใจเป็นอย่างมากในการพัฒนา

หนังสือเป็นเทคโนโลยีในการนำพาความรู้ที่ผมชอบที่สุดและยังไม่เจอเทคโนโลยีไหนทำให้ผมเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขเท่ากับการอ่านหนังสือเลย เพราะเวลาผมอ่านกับหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ดวงตาจะล้ามาก แม้ปัจจุบันจะชินแล้ว แต่ก็รู้ว่าไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว

ในทางกลับกัน เวลาผมอ่านหนังสือเป็นเล่มผมจะไม่รู้สึกถึงความล้าเหล่านั้นเลย ผมคิดว่าเป็นเพราะเราขยับตัวปรับร่างกายตลอดเวลาที่เราอ่านให้อยู่ในลักษณะที่ให้เราสบายที่สุด แถมตัวหนังสือบนกระดาษก็ไม่กระพริบ (ไม่ว่าที่ความถี่เท่าไหร่ก็ตาม) และด้วยความสบายตัวในการอ่านที่มีมากกว่านั้น เวลาผม "เรียนรู้" จากหนังสือ ผม "อิ่มเอิบใจกับความรู้" จากหนังสือมากกว่าจากสื่ออย่างอื่นครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนหนังสือจะเป็นสื่อที่ถูกลืม โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษาของไทย เท่าที่ผมตามข่าวมานี้ ผมพบว่าเราทุ่มงบประมาณกับเทคโนโลยี high-tech แต่ลืม low-tech (but proven) อย่างหนังสือไป

ผมพบว่าหลายๆ หน่วยงานที่สนับสนุนด้านการศึกษาของรัฐพยายามพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาโดยดูตัวอย่างจากประเทศที่เราถือกันว่าพัฒนาแล้วทางการศึกษา (อาทิเช่น อเมริกา ... ก็แล้วกัน ผมเคยอยู่อยู่ประเทศเดียว) ในการตามประเทศพัฒนาแล้วนั้น เจ้าหน้าที่หน่วยงานเหล่านั้นพยายามมองหา "อะไร" ที่ทันสมัย แต่มองข้าม "หัวใจ" ที่ทำให้การศึกษาของประเทศเหล่านั้นพัฒนา เพราะ "หัวใจ" อันได้แก่ "หนังสือ" นั้นมัน low-tech เหลือเกิน

ถ้าให้ผมเดา เจ้าหน้าที่เหล่านั้นคงคิดว่า "บ้านเราก็มี" เวลาเห็นหนังสือในประเทศที่เป็นผู้นำทางการศึกษา แต่ "บ้านเราก็มี" นี่มันไม่มีจริงๆ อย่างที่ท่านเหล่านั้นคิดครับ เท่าที่ผมเห็น บ้านเรามีเทคโนโลยี high-end ต่างๆ ไม่ได้แพ้อเมริกาเลย (ยกตัวอย่างอเมริกาอีกแล้ว) เมืองไทย "high-tech" กว่าอเมริกาในหลายๆ เรื่องด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่อเมริกามีแต่เมืองไทยไม่มีคือ "ห้องสมุดประชาชนดีๆ" "ร้านหนังสือดีๆ" และ "หนังสือดีๆ" เราแพ้เขาเรื่อง “low-tech” นะครับ

"ห้องสมุดประชาชนดีๆ" – ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมก็ไม่เคยเห็นห้องสมุดประชาชนในอเมริกามากกว่าห้องสมุดสองสามแห่งที่อยู่แถวบ้านผมแถว Baltimore County, Maryland ซึ่งเป็นถิ่นคนดำซึ่งถือว่ามีมาตราฐานทางการศึกษาต่ำกว่าคนกลุ่มอื่น แต่ห้องสมุดสองสามแห่งนั้นแม้จะเล็กๆ แต่ก็ "alive" ครับ มีหนังสือมากมาย มีกิจกรรมต่างๆ จัดเกือบทุกสัปดาห์ มีคนทุกวัยเดินไปมาขวักไขว่ และมีหนังสือใหม่ๆ หมุนวนมาเรื่อยๆ Arbutus Library กับ Catonsville Library นี่ละครับที่ผมไปเป็นประจำ แหม... เห็นรูปในเว็บแล้วคิดถึงแทบจะขาดใจ

ส่วนเวลาหันกลับมามองห้องสมุดประชาชนบ้านเรา จากที่แทบขาดใจก็ขาดใจไปเลย เพราะห้องสมุดประชาชนบ้านเราเหมือนกับสิ่งปลูกสร้างร้างเป็นอนุสรณ์สถานของอะไรสักอย่าง ลองถามนักศึกษาปีหนึ่งที่สอนว่าใครเคยไปห้องสมุดประชาชน (ด้วยตัวเอง ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาเรียนในมัธยม) บ้าง มีนักศึกษายกมือเอาใจผมสักสองคนเห็นจะได้ .... คนนึงยกมือเพราะผมบังเอิญมองอยู่ ส่วนอีกคนยกมือเป็นเพื่อนคนแรก

"ร้านหนังสือดีๆ" – พูดถึงร้านหนังสือดีๆ นี่ผมมีมุขตลก (ร้าย) ที่ผมใช้เล่า (เพราะคนเล่าอยากเล่า) เป็นประจำอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากผมกลับมาเมืองไทยแล้ว มีคนชอบถามผมเสมอว่าร้านเหล้าในอเมริกานี่มันเป็นอย่างไร เวลามีคนถามคำถามนี้ ผมก็พยายามตอบ แต่อธิบายอย่างไรคนถามก็ไม่เข้าใจ จนในที่สุดผมก็ได้วิธีการอธิบายที่ทุกคนเข้าใจได้ในทันทีวิธีหนึ่ง ดังนี้ครับ

“ร้านเหล้าในอเมริกานะเหรอ ขนาดเท่ากับร้านหนังสือในเมืองไทยนั่นล่ะ เล็กๆ โทรมๆ ทึมๆ ในร้านโดยส่วนใหญ่ก็มีแต่ขาประจำ เจ้าของร้านแก่ๆ นั่งบอกบุญไม่รับ”

“อ้าว... แล้วร้านหนังสือในอเมริกาล่ะมันเป็นยังไง” เวลาผมบรรยายลักษณะร้านเหล้าอย่างนั้น ผมจะเจอคำถามนี้ทุกที และนี่คือคำตอบผม

“อ๋อ... ร้านหนังสือในอเมริกาเหรอ ขนาดเท่ากับร้านเหล้าในเมืองไทยนั่นล่ะ ใหญ่เท่าสนามฟุตบอล มีสองชั้นสามชั้น มีคนทั้งเดินทั้งนั่งเต็มไปหมด ทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ มีดนตรีเล่น (โดยวงดนตรีเล็กๆ ที่มีคุณภาพ) มีเวทีขนาดเดียวกับเวทีตลกคาเฟ่ให้คนพูด (กวีหรือนักเขียน) มีโต๊ะ มีเก้าอี้ให้นั่งสบายๆ มีกาแฟ ไม่มีเหล้าขายเท่านั้นเอง”

ตลกร้ายไหมครับ? ถ้าคุณเห็นว่าตลก คุณหัวเราะก็ได้ แต่ถ้าคุณเห็นว่า “ร้าย” คุณต้องเครียดกับเรื่องนี้แล้วครับ คนที่เป็นแฟนประจำ Borders หรือ Barnes & Noble ก็คงเข้าใจผม ส่วนคนที่ได้ผ่านไปเห็น “ร้านเหล้าสมัยใหม่” ในเมืองไทยทั้งหลายก็คงเข้าใจผมเช่นกัน

เรื่องเกี่ยวกับร้านหนังสือยังไม่จบครับ ถ้าคุณเคยไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยต่างๆ ในต่างประเทศ คุณจะเห็นว่ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะมีสิ่งเชิดหน้าชูตาอยู่สองอย่าง หนึ่งคือ “ห้องสมุดของมหาวิทยาลัย” สองคือ “ร้านหนังสือของมหาวิทยาลัย” ส่วนมหาวิทยาลัยของไทยเรานั้น เรามีห้องสมุดไว้เชิดหน้าชูตาเหมือนกัน เพราะขนาดของตึกเราไม่เป็นรองใคร แต่เนื่องจากเราลงทุนสร้างตึกไปเยอะแล้ว เราเลยไม่ค่อยมีเงินซื้อหนังสือใส่ห้องสมุด ส่วนร้านหนังสือของมหาวิทยาลัยนั้น บางมหาวิทยาลัยไม่มีเลย บางมหาวิทยาลัยให้เอกชนเช่าห้องเล็กๆ และเช่าชื่อ “ศูนย์หนังสือ...” ไว้ขายหนังสือพิมพ์

ผมจึงขอกราบท่านผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ยังไม่มี “ศูนย์หนังสือ” ของจริง ว่าโปรดกรุณาให้ความสำคัญกับหนังสือบ้าง เชื่อผมเถอะว่าเวลาชาวต่างชาติมาเยี่ยมเขาจะตื่นเต้นกับขนาดของ “ศูนย์หนังสือ” มากกว่าขนาดของ “ป้ายชื่อมหาวิทยาลัย” ควรมิควรแล้วแต่ท่านพิจารณา

“หนังสือดีๆ” – ถ้าผมจะพูดว่า “ประเทศไทยหาหนังสือดีๆ ให้คนไทยไม่ได้” คงต้องมีคนเถียงแน่นอน “ก็หนังสือในประเทศไทยมีเยอะแยะ หรือจะเอาหนังสือต่างประเทศก็สั่งซื้อได้....” ถูกต้องครับ แต่หนังสือยังถือว่าเป็นของสำหรับ elites เท่านั้น ราคาของหนังสือเมื่อเทียบกับรายได้โดยเฉลี่ยของคนไทยแล้ว ถือว่าแพงถึงแพงมากครับ ยิ่งเป็นหนังสือต่างประเทศยิ่งแพงเกินกว่าที่คนไทยจะซื้อหาโดยทั่วไปได้

หนังสือแพงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยไม่อ่านหนังสือ เมื่อคนไทย (ในภาพรวม) ไม่อ่านหนังสือ คนไทยก็ไม่เขียนหนังสือ (เพราะไม่รู้จะเขียนให้ใครอ่าน ... ตีพิมพ์หนึ่งพันเล่ม ส่งคืนสำนักพิมพ์ห้าร้อยเล่ม) เป็นอย่างนี้แล้วปัญญาของคนในชาติก็ด้อยลงเรื่อยๆ สำหรับพวกเราที่สนใจการจัดการความรู้ก็ไม่ต้องจัดการความรู้ เพราะไม่มีความรู้ให้จัดการ

พอกล่าวถึงตรงนี้แล้ว ผมขอยกตัวอย่าง “เคล็ดลับ” ความสำเร็จของประเทศอินเดียที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่ด้าน IT เท่าที่ผมได้ทราบมานะครับ (เพราะยังไม่เคยไปอินเดีย แต่กำลังเก็บเงินจะไป) เคล็ดลับของอินเดียเขาไม่ซับซ้อนอะไรเลย แค่เขาทำให้หนังสือด้าน IT ที่คุณภาพดี (เป็นภาษาอังกฤษจากสำนักพิมพ์ดีๆ ระดับโลก) มีการตีพิมพ์อย่างแพร่หลายในประเทศอินเดีย ด้วยกระดาษที่คุณภาพต่ำแต่ในราคาที่คนจนซื้อได้ ส่วนประเทศไทยเท่าที่ผมเดินดู เรามีหนังสือด้าน IT คุณภาพสูง (ตีพิมพ์ด้วยกระดาษดี) แต่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็น How-To เต็มไปรูปประกอบ หรือไม่ก็แปลหนังสือต่างประเทศด้วยทีมงานระดับนักศึกษามหาวิทยาลัยปีหนึ่งที่จ้างมาทำวันเสาร์-อาทิตย์ ได้อย่างนี้แล้วคุณภาพก็ไม่ต้องพูดถึงครับ

สำหรับผมเอง ผมมีวิธีวัดว่าประเทศไทยเจริญแล้วหรือยังเป็นวิธีส่วนตัวครับ เมื่อไหร่ชาวนาแถวบ้านผม บ้านขุนแสน ต.นาชะอัง จ.ชุมพร ซื้อหนังสือ (หนังสือจริงๆ ไม่ใช่หนังสือพระเครื่องหรือทีวีบันเทิง) มาอ่านในเวลาว่างจากการทำนาแล้ว เมื่อนั้นแสดงว่าประเทศไทยเจริญแล้วครับ

ผมไม่ใช่นักการศึกษา ผมไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการศึกษาเลยด้วยซ้ำ ผมแค่รู้วิธีการหาความรู้มาเป็นทุนเพื่อนำมาสร้างรายได้ประทังชีวิตเพราะผมไม่มีทุนประเภทอื่น ผมแค่รู้ว่าผมรอดมาจากหมู่บ้านชายขอบประเทศไทยไปไหนต่อไหนข้ามโลกไปหลายต่อหลายรอบได้ก็เพราะผมชอบอ่านหนังสือ

ผมอยากเห็นคนไทยอ่านหนังสือ เพราะนั่นเป็นเคล็ดลับในการสร้างทุนทางปัญญาเพื่อเอาตัวรอดเพียงหนึ่งเดียวของผมที่ได้ผล ผมเชื่อ และเชื่อเป็นอย่างยิ่ง ว่า ถ้าจะทำให้ประเทศไทยเจริญ ต้องเริ่มต้นที่หนังสือครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 257
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 15
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (15)

คุณ ธวัชชัย ต้องมาเจอ ออสเตรเลีย เมืองผมครับ Adelaide ห้องสมุดประชาชน กระจายไปทั่วมุมเมือง ยืมได้ทุกอย่าง CD DVD มีครบ ฟรีหมด ใครก็เป็นสมาชิกได้ ให้มีที่อยู่แน่นอนก็พอ ส่วนห้องสมุดของ Uni ที่นี่ ทุกแห่งยืมกันได้หมดด้วยบัตร นร. ใบเดียว รวมบางส่วนของห้องสมุด State library ด้วย
 

เราต่างกันครับ ผมอ่านหนังสือหน้าเครื่ื่องคอมจนชิน จนคิดว่าต้องเก็บเงินซื้อ Taplet PC แล้ว e-book ก็มีโหลดฟรีเยอะแยะ ถ้าหาเป็น หนังสือการตูนผมยังตามอ่านทางเนท เร็วกว่ากันเยอะ 

ส่วนที่ดีกว่าชัดๆ ร้านเหล้าของผมไม่เก่าแก่ครับ แจ๋ว ปิ้งพอๆกะห้องสมุดเลย อิอิ 



อย่างนี้คุณโอมกลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่คงจะมีความรู้สึกเดียวกับผม ยิ่งถ้าคุณโอมต้องไปทำงานต่างจังหวัด (ผมทำงาน จ.สงขลา) คุณโอมจะรู้สึกถึงความล้าหลังของประเทศไทยในเรื่องง่ายๆ และ low-tech อันได้แก่เรื่อง "หนังสือ" นี่ล่ะ ในขณะเดียวกัน คุณโอมจะพบว่าเรามีเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อการศึกษาล้ำยุค (fancy) เหลือเกินที่วางกองให้ฝุ่นจับ...

ห้องสมุดมารวย

ถึงแม้จะเน้นสาขาเฉพาะทาง แต่ก็ถือว่าเป็นมิติใหม่ของห้องสมุดในเมืองไทยครับ เอาห้องสมุดวิ่งเข้าหาคน ไม่ใช่ดันให้คนเข้าห้องสมุด ตัวห้องสมุดอยู่กลางเมืองเลย เดินทางด้วยรถไฟฟ้าก็สะดวก บรรยากาศก็น่านั่ง สดใส

ข่าวที่ Manager Online

 

อ.ธวัชชัยคงนึกในใจ "เมืองหลวงอีกแล้ว" :P 

แรก ๆ อะไรแบบนี้ก็คงเริ่มที่กรุงเทพก่อนล่ะครับ แล้วคงค่อย ๆ ขยายไปตามหัวเมืองใหญ่ ๆ แล้วก็กระจายต่อไป

อย่างตอนนี้ที่ขอนแก่นก็เริ่มเมืองไอซีทีกันแล้ว  (ภูเก็ตนี่โชคร้ายโดนภัยธรรมชาติไป ก็เลยสะดุด) 

เราน่าจะสร้างค่านิยมให้เศรษฐีเมืองไทย สร้างห้องสมุด สร้างพิพิธภัณฑ์ ให้ทุนการศึกษา บริจาคเงินให้โรงเรียน ให้มหาลัยมั่งเนอะ

จะเอาชื่อไปแปะก็ได้ ไม่ว่า :P (เดี๋ยวมหาลัยต่างประเทศ ม้านั่งตามสวนยังมีป้ายชื่อแปะเลย ว่าใครบริจาค เหอะ ๆ :P)

 

ผมขอชมตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เอาจริงเอาจังกับการให้ความรู้แก่นักลงทุนในประเทศไทยครับ ตลาดทุนไทยจะได้เลิกขึ้นลงตามดวงเสียที ;-)

เรื่องการสร้างค่านิยมให้เศรษฐีไทยสร้างห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หรือตึก (ก็ได้) ให้แก่สถานศึกษานี่เป็นเรื่องน่าสนใจมากครับ เอาชื่อไปแปะหรือขึ้นป้ายชื่อตัวใหญ่ๆ นี่ไม่ว่าเลย (ออกเงินค่าป้ายด้วยนะ)

เราต้องมีเศรษฐีทำตัวอย่างก่อน ตอนนี้ก็รู้สึกมีอยู่รายนึง... แต่รายนั้นทำมหาวิทยาลัยเลย คนอื่นเลียนแบบยากหน่อย เอ๊ะ... จริงๆ ถ้าจะเลียนแบบก็ได้นะ มหาวิทยาลัยโสภณพาณิช หรือมหาวิทยาลัยล่ำซำ ถ้าเจ้าของนามสกุลเขาจะทำก็คงไม่ยาก ... ทำยังไงให้เขาเห็นประโยชน์แล้วอยากทำดีนะ...

พูดถึง ร้านหนังสือ ผมว่าศูนย์หนังสือจุฬา สยาม กับ ร้านนายอินทร์ ท่าพระจันทร์ เค้าก็ทำดีเหมือนกัน คืออาจจะไม่ได้ดีมากมาย ร้านไม่ได้ใหญ่โตมาก ๆ แต่ก็เห็นความตั้งใจว่าขยันกิจกรรม มีมุมให้อ่านหนังสือ (เล็ก ๆ) มีเชิญนักคิดนักเขียนมาพูด จัดเสวนาอยู่เรื่อย ๆ .... สถานที่มันเล็กไปหน่อย เลยไม่ค่อยสะดวก ยิ่งศูนย์หนังสือจุฬาวันหยุดเสาร์อาทิตย์นี่ คนเป็นหนอน ไม่อยากเข้าเลย -_-" (แต่ก็เป็นเรื่องน่าดีใจน่ะ คนแน่นร้านหนังสือ .. เด็ก ๆ ทั้งนั้น .. ไม่รู้เข้าไปอ่านอะไร :P)

ถ้าเป็นศูนย์หนังสือของมหาลัยนี่ มหาลัยผม(ที่เมืองไทย)ก็น่าอายเหมือนกัน ... คือมันไม่มีอะไรดึงดูดเล้ย (ยกเว้นสาว ๆ :P)

ส่วนห้องสมุดของมหาลัย ที่ท่าพระัจันทร์ไม่เคยเข้า เคยเข้าที่ศูนย์รังสิตทีนึง คงเป็นอย่างที่อาจารย์ว่ามา ตึกใหญ่โต (ตึกเอเชี่ยนเกมส์เก่าน่ะ) กว้างขวาง แต่หนังสือโหรงเหรง ... อาจจะเป็นเพราะเพิ่งเสร็จก็ได้ ยังไม่ได้ย้ายหนังสือจากห้องสมุดศูนย์รังสิตเก่ามาทั้งหมด ผมไม่ได้ไปมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไง

หอกลางที่จุฬาก็ดีเหมือนกัน หนังสือเยอะ กว้างขวาง ... แต่อับ มันทึบ ๆ บอกไม่ถูก คือตึกดูสะอาดสะอ้าน โปร่ง ขาว ... แต่เพราะไม่มีแสงธรรมชาติเลยมั้ง เหมือนเดินอยู่ในโรงพยาบาล -_-" ... เรื่องมากจังเรา

ห้องสมุดที่เมืองไทยที่ไปบ่อย ๆ ถ้าเป็นตอนเด็ก ก็คงเป็น หอสมุดแห่งชาติ เพราะมันอยู่ใกล้ ๆ โรงเรียน เดินไปนั่งเล่นได้ ผมชอบเข้าไปอ่านพวกการ์ตูนภาพที่เค้าแปลมาจากภาษาอังกฤษ เมื่อก่อนเค้าขายชุดละเป็นพันแหน่ะ ก็ไปอ่านฟรีที่หอสมุดแหละ ชอบ :P

ถ้าเป็นตอนเรียนตรี ก็เข้ามันแต่ห้องสมุดที่สถาบันแหละ เพราะห้องสมุดมหาลัยมันไม่ค่อยมีหนังสือที่อยากได้ ไม่ใหญ่เท่าห้องสมุดของมหาลัย แต่หนังสือ(ในเรื่องที่สนใจ)เยอะ แล้วก็มีห้อง ๆ ให้เข้าไปอ่านหนังสือ/ติวกันได้ นิตยสารเยอะด้วยน่ะ นั่งเล่นได้เวลารอเพื่อน เสียอย่างเดียว เน็ตช้า คอมห่วย (เพิ่งมาเปลี่ยนตอนผมจบ ... ทุกทีเลย เซ็งจริง ๆ) ถ้าไม่มีจริง ๆ ค่อยไปที่เอไอที ใกล้ ๆ

 

ส่วนตอนเรียนโท ... เห็นห้องสมุดแล้ว .. อยากรวย ! -_-"

 

เฮ้อ~

 

อ้อ ห้องสมุดอีกที่ที่แนะนำครับ  อยู่ที่ ศูนย์กลางการเรียนรู้ไอซีทีแห่งชาติ ชั้น 6 เซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า (กรุงเทพอีกแล้ว :P) หนังสือจะเน้นไปทางพวก คอมพิวเตอร์ ไอที นวัตกรรม และพวกส่งเสริมผู้ประกอบการรุ่นใหม่ครับ หนังสือไม่ได้เยอะมาก ๆ แต่ก็มีหนังสือดี ๆ เยอะทีเดียว อ้อ มีมุมหนังสือเด็กด้วย

 
สรุปด้วยประสบการณ์ตัวเอง: เห็นด้วยว่า เราน่าจะมีห้องสมุดดี ๆ ร้านหนังสือดี ๆ กระจายทั่วประเทศ เพราะอย่างที่อาจารย์ว่า นี่แหละการสร้างทุนทางปัญญาแบบง่าย ๆ

 

ผมไปเรียนหนังสือตอนแรกๆ ก็อาศัยที่นี่ ไม่ใหญ่เท่าไหร่เพราะเขาอยู่ในเมืองไม่ค่อยมีที่ดินแต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง พอมาเรียนเอกก็อาศัยที่นี่ พอจบกลับมาเจอที่นี่ ตามคาด ...นิ่งไปหลายวัน ได้แต่กัดฟันทุบกระปุกอาศัยที่นี่...
  หนูเป็นเด็กคะ  เห็นพวกพี่ ๆ แล้วอิจฉาไม่ได้ที่ได้มีโอกาสไปเรียนเมืองนอก เมืองนากัน  แต่ในเรื่องการอ่านหนังสือ  เมืองไทยมีห้องสมุดดี ดี เยอะค่ะ  แต่จะมีห้องสมุดดีสักแค่ไหน ถ้าจิตใจต่ำก็ไม่สามารถพัฒนาให้จิตใจของคนดีขึ้นมาได้ หร๊อก  ค่ะ จริงไม่ค่ะคุณด็อกเตอร์ ธวัชชัย  

อืมม... ได้แง่คิด ขอขอบคุณคุณดาวกระจายที่กรุณาให้มุมมองครับ ผมเชื่อว่ามนุษย์เรานั้นไม่สามารถทำให้คนรอบข้างชอบเราได้หมดทุกคนเพราะคนเรานั้นหลากหลายความคิด โดยเฉพาะเมื่อเราเลือกที่จะไม่อยู่เฉยๆ แต่เลือกที่จะ “คิด” และ “ทำ” อยู่บนจุดยืนของตัวเอง ตอนผมอายุน้อยกว่านี้หน่อยก็เคยไม่สบายใจเรื่องสิ่งที่เราตั้งใจทำไม่เป็นที่พอใจของคนบางคน (หรือหลายคน) ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา แต่ปัจจุบันในอายุขนาดนี้ผมเน้นกระทำสิ่งที่ “เสมอต้นเสมอปลาย” (consistency) กับความเชื่อและจุดยืนของเราไม่ใช่การโน้มเอียงไปกับความคิดคนโน้นทีคนนี้ทีหรือ “soften” ความคิดเพื่อเอาใจใครครับ ผลเสียร้ายแรงที่สุดของความเชื่อปัจจุบันของผมคือผมจะกลายเป็นคนร้ายของบุคคลที่มีความเชื่อต่างกับผม แต่ผลดีก็คือการได้ความ “ซื่อสัตย์ต่อตนเอง” (self-respect) กลับคืนมาครับ ได้อย่างเสียอย่าง อายุสอนผมว่ามนุษย์เราไม่สามารถได้ทุกอย่างได้ ได้มาอย่างหนึ่งเราก็ต้องสูญเสียอีกอย่างหนึ่งเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเรามีความสามารถที่แสนจำกัดอยู่ในมือ

ห่างจากบทความนี้เสียนาน พอกลับมาอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียน ก็พบว่ามีสิ่งที่ต้องขอชี้แจงเพิ่มเติมหลายประเด็นด้วยกันครับ เรื่องแรกก็คือบทความนี้ไม่ได้เจตนาว่าผู้ทำงานในห้องสมุดในประเทศไทยว่าละเลยในหน้าที่แต่อย่างไร จุดสำคัญที่ผมเจตนาสื่อในบทความก็คือเรื่องระดับ “นโยบาย” ในการให้ความสำคัญกับหนังสือที่เป็นเล่มจับต้องได้ในประเทศไทยค่อนข้างจะถูกละเลยไป แต่ความสำคัญกลับเน้นไปที่เรื่อง “high-tech” ทั้งหลาย ห้องสมุดในประเทศไทยปัจจุบัน “high-tech” ไม่แพ้ที่ไหนในโลก และความ “high-tech” นี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะความพยายามมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในการทำงานของผู้ทำงานเกี่ยวกับห้องสมุด แต่อย่างไรก็ตามผมก็เชื่อว่ามีคนทำงานห้องสมุดหลายๆ คนเห็นด้วยกับผมและอยากเห็น “นโยบาย” เปิดโอกาสให้เขามีเวลา “กลับ” มาทำงานกับ “หนังสือ” มากขึ้นครับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ขอนโยบายเปิดโอกาสให้ห้องสมุดได้ทำงานกับ _หัวปลา_ ของการเป็นห้องสมุดมากขึ้นหน่อยเถอะ”

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมกล่าวในบทความก็คือเรื่องเกี่ยวกับร้านหนังสือในประเทศไทย จากงานวิจัยที่เรารับรู้กันโดยทั่วไปว่าคนไทยโดยเฉลี่ยอ่านหนังสือน้อยมากทั้งๆ ที่อัตราการรู้หนังสือของเราก็เกือบเต็มร้อยเปอร์เซนต์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ เรื่องใหญ่ระดับ “นโยบาย” อีกแล้วในความคิดผม เพราะผมมองว่า “โอกาสในการเข้าถึง” ของหนังสือดีๆ ที่ควรอ่านของคนไทยนั้นต่ำมาก และเวลาผมกล่าวถึงคนไทยนั้น ผมหมายถึงคนไทยธรรมดาหกสิบหกล้านคน ไม่ได้หมายถึงคนไทยระดับ elite เพราะคนระดับ elite นั้นมีศักยภาพที่จะหา “โอกาส” ได้ด้วยตัวเองถ้าเขาต้องการอยู่แล้วครับ

ส่วนการแก้ปัญหา “โอกาสในการเข้าถึง” นี้ ผมขอความกรุณาผู้มีโอกาสดูแลในระดับนโยบายว่า อย่าหลงทางกับ “high-tech” แต่ขอให้ค้นหา “right-tech” (หรือ “right-system” เพราะผมเชื่อใน system มากกว่า tech) ที่เหมาะสมกับลักษณะสังคมและวัฒนธรรมของเราจะได้ประโยชน์กว่า ส่วนถ้าจะถามผมว่า “right-system” นั้นควรมีลักษณะเป็นอย่างไร ผมคนเดียวคงไม่สามารถตอบได้ครับ ต้องอาศัยผู้ใส่ใจในด้านนี้มาระดมสมองกัน

เรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องศูนย์หนังสือ เรื่องนี้ผมขอเรียนตรงๆ ว่าผมเจตนาอย่างไม่อ้อมค้อมว่าผมขอ “แซว” ศูนย์หนังสือมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ด้วยความรักในสถาบันอย่างสุดซึ้งครับ ยอมผมเถอะ ถ้าผมไม่แซวแล้วใครจะแซว และผมก็จะแซวไปเรื่อยๆ จนกว่าเรามีศูนย์หนังสือที่เป็นที่ภาคภูมิใจของเราครับ

เป็นคนทำงานในห้องสมุดมหาวิทยาลัยค่ะ  ด้วยใจจริงของคนทำงานห้องสมุด  อยากให้คนไทยโดยเฉพาะเยาวชนมีโอกาสได้ศึกษาความรู้จากกระดาษอยู่  เพราะได้บรรยากาศ  สุนทรียภาพในการอ่านมากกว่าการเข้าถึงโดยผ่าน IT  แต่ต้านกระแสไม่อยู่หรอก  จริง ๆ คนที่ทำงานตรงนี้ต้องรับกระแส IT เป็นลำดับต้น ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วกระแสนี้เป็นตัวการขัดขวางวัฒนธรรมการอ่านของเราเลย  แต่ขึ้นชื่อว่าห้องสมุดมหาวิทยาลัยต้องอยู่ในระดับแนวหน้าอยู่แล้ว  แต่เมื่อไหร่ที่เราหันกลับไปมองห้องสมุดโรงเรียนหรือห้องสมุดประชาชน เราจะรู้สึกเศร้าสลดเหมือนกัน  จริง ๆ เราไม่ได้ละเลยหรอกค่ะ  แต่เราต้านกระแสความเจริญก้าวหน้าทาง IT ไม่อยู่จริง ๆ

เป็นความคิดที่ถูกต้องและดีมากๆครับ

แต่เสียดายที่วัฒนธรรมเราไม่เป็นอย่างนั้น

คงต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมรักการอ่านหนังสือให้มากๆ

ผมว่าอย่างนี้ไหมครับให้เด็กนักเรียนทุกคนเรียนแค่ 3 ชั่วโมงตอนบ่ายกับอาจารย์เท่านั้น แต่ตอนเช้านี้ให้อ่านหนังสือ ชั่วโมงละ ๑ เล่น เอาที่สามารถอ่านง่ายๆ เช่น 10-20 หน้าแล้วพัฒนาไปเรื่อยๆ

 

 

ผม เป็น อย่างที่เป้น ทุกวันนี้ ก็เพราะหนังสือครับ

มาทักทายค่ะ หนังสือเป็นเหมือนคลังแห่งปัญญา หนังสือจะล้ำค่าและมากประโยชน์ เมื่อเราเปิดอ่านค่ะ อยากให้เด็กไทยรักการอ่านมากๆค่ะ ขอบคุณข้อมูลดีๆค่ะ รักษาสุขภาพด้วยค่ะ

                               

ช่วยกันค้นหาห้องสมุดที่เราชอบกันไหมครับ ผมชอบห้องสมุดบ้านอารีย์ครับ