เธอไม่ใช่คนเก่งเอาซะเลย แต่เพราะความเป็นคนดีของเธอนั่นแหละ ที่ทำให้เธอชนะโหวตมาเป็น “หัวหน้าฝ่าย”

วันก่อนหลังเซ็นแฟ้มนานเป็นชั่วโมง  แทนที่จะได้กลับมาพัก   แต่กลับต้องนั่งอยู่ในห้องทำงานยาวนานไปจนถึงสองทุ่ม 

เพราะมีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งเข้ามาพูดคุยเรื่องราวนานาจิปาถะกับผมอย่างถึงลูกถึงคน

ห้องที่ผมนั่งอยู่นั้น เป็นห้องหับมิดชิด ติดกระจกใส  มีม่านสีสวยใสโยงระยางแบบเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์

และนั่นยังไม่รวมถึงทีวีจอใหญ่ โซฟาสวยหรูที่เย้ายวนต่อการนั่งหลับนอนหลับเป็นที่สุด  อีกทั้งยังมีตู้เซฟและโทรศัพท์อีกหลายเครื่อง

ที่มองยังไงก็ดูเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่รกรำคาญตายังไงยังงั้น


ตั้งแต่มาทำงานควบเก้าอี้อยู่ที่นี้  ผมรู้สึกว่าที่ตรงนี้มีกลิ่นอาย
ศักดินา อยู่มากมิใช่ย่อย 

ไม่ต้องดูอะไรมาก ก็ดูจากสิ่งของเครื่องใช้ในห้องที่ว่านี่แหละ แต่ละอย่างดูดีมีราคาเหลือหลาย 

บางทีก็ดูเหมือนเกินความจำเป็นเลยด้วยซ้ำไป 

วันที่ผมมานั่งที่นี่ใหม่ๆ ผมเห็นเครื่องปริ๊นเตอร์รุ่นใหม่ศักยภาพสูง ปริ๊นสีได้ ถ่ายสำเนา
เอกสารได้ และยังเป็นเหมือนโทรศัพท์ในตัวอีกต่างหาก 

และผมก็ฝืนทนใช้เวลาทำความรู้จักกับบรรดาสิ่งประดับเหล่านี้อยู่พักใหญ่ๆ  ก่อนจะไหว้วานให้เจ้าหน้าที่ยกออกไปจากห้อง เพื่อให้ทุกๆ คนได้ใช้ประโยชน์กับมันให้มากที่สุด 

เพราะลำพังผมคนเดียวที่ยังต้องเทียวมาเทียวไปอยู่สองแห่งเช่นนี้  ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องบางสิ่งบางอย่างเสียทั้งหมด


ผมเรียนรู้และสัมผัสได้อย่างชัดแจ้ง จนอดที่จะตั้งคำถามแบบเก๋ๆ กับตัวเองไม่ได้ว่า 
ชีวิตจำเป็นต้องมีสิ่งประดับภายนอกมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ 

แต่ก็อย่างว่า  บางสิ่งบางอย่างมันก็จำเป็นจริงๆ เพราะมันเกี่ยวกับสถานะของคน 

แต่สำหรับคนธรรมดาๆ อย่างผม ผมไม่คู่ควรเอาเสียเลย  ยังนึกอยากจะชวนผู้บริหารออกมานั่งทำงานรวมกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านนอกให้รู้แล้วรู้รอด 

จะได้ไม่ต้องรู้สึกอึดอัด และหายใจไม่ทั่วท้อง

 

ใครบางคนในเย็นของวันนั้น  บอกเล่าให้ผมฟังว่า เดิมทีห้องนี้ไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่เข้ามาบ่อยนัก

แต่ยุคหลังๆ นี้  แต่ละคนถูกเชิญเข้ามานั่งเล่นนั่งคุยกันบ่อยซะเหลือเกิน  จากที่เคยที่เรียกว่า ห้องเย็น ที่เคยหวั่นหวาด  ก็กลายเป็นห้อง เจ๊าะแจ๊ะศาสตร์  ไปแบบขำๆ ...


ซึ่งผมว่ามันก็จริงนะ  เพราะระยะหลังมานี้  ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมก็จะไม่ปิดประตู  แต่ถ้า

แฟ้มไม่เยอะเท่าไหร่  ผมก็จะเริ่มขยับออกมานั่งเล่นตามโต๊ะต่างๆ ...

แต่ก็จะไม่พยายามมานั่งบ่อยๆ เดี๋ยวจะหาว่ามาจับผิดลูกน้อง  มิหนำซ้ำ เดียวจะหาว่ามาชวนลูกน้องเจ๊าะแจ๊ะจนเสียการเสียงานเปล่าๆ...


สำหรับเรื่องที่คุยกันในเย็นของวันนั้น  มันเยอะเสียจนผมจำไม่ได้  แต่ที่แน่ๆ ก็คือเราต่างคุยกันแบบเปิดเปลือย 

เป็นการคุยในแบบที่เราไม่เคยได้คุยกันมาก่อน  ได้พูดในสิ่งที่เร้นลับอยู่ในตัวคนของแต่ละคน  เป็นต้นว่า  ผมวิจารณ์เธอว่า  เธอไม่ใช่คนเก่งเอาซะเลย  แต่เพราะความเป็นคนดีของเธอนั่นแหละ  ที่ทำให้เธอชนะโหวตมาเป็น หัวหน้าฝ่าย...

เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ...เข้าใจอะไรยากเอามมากๆ  ซ้ำร้ายยังชอบเข้าใจอะไรผิดๆ  จนชวนให้ผมต้องลงระเบิดกับเธออยู่บ่อยๆ 

บางครั้งผมก็เจตนาวางระเบิดแบบซึ่งๆ หน้าเธอเลยก็มี

แต่บางครั้งก็แอบซุกไว้ และรอเวลาให้เธอมาเหยียบกับระเบิดเอง 

จริง, แต่ก็แปลก  เจอไม่รู้กี่ครั้งกี่หน  เธอกลับทนได้ยิ่งกว่า
สี..ทนได้ เสียอีก
มิหนำซ้ำยังกล้าที่จะถามในสิ่งที่ตนเองรู้สึกว่า
อยากถาม  แบบไม่สนว่าผมกำลังอยู่ในอารมณ์ใด...เรียกได้ว่า  กล้าถาม และกล้าแสดงความเฉิ่มเชย ของตัวเองออกมาอย่างมีเสน่ห์...

 

ส่วนเธอนั้น เธอก็บอกกับผมแบบตรงไปไปตรงมาว่า  ผมเป็นผู้ชายปากร้าย  แต่ละเอียดอ่อนราวกับผู้หญิง  ชอบพูดอะไรแบบกึ่งๆ กลางๆ  ชวนให้คิด ให้ตีความจนปวดเศียรเวียนหัวอยู่บ่อยๆ ...

ซึ่งผมก็ยอมรับว่าจริงตามนั้นแหละ  แต่ก็ไม่วายแกล้งตัวแบบใสซื่อไปว่า พูดแบบเคารพคนฟัง  เพราะลูกน้องแต่ละคน เป็นคนมีการศึกษากันทั้งนั้น  พูดชัดไปก็หาว่าดูถูก ... 

(ที่จริงน่ะ ผมรู้ดีว่า  นั่นคือปมด้อยของผมโดยแท้-มันคือปมด้อยด้านการสื่อสารที่ผมประสบปัญหามาเนิ่นนานต่างหาก)


นอกจากนั้น  เรายังนั่งแลกเปลี่ยนกันถึงเรื่องภาวะผู้นำของกันและคน ...

เธอบอกว่า เธอมีภาวะผู้นำในตัวเธอน้อยมาก   ขณะที่ผมมีภาวะผู้นำมากกว่าเธอหลายเท่าตัว
ซึ่งผมก็ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริง  แต่ผมก็อดที่จะบอกเธอตรงๆ ไม่ได้เช่นกันว่า
เธอควบคุมตัวเอง ได้ดีกว่าผม  

          และนั่นก็คือ  สิ่งที่ผมมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับเธอ

 

สุดท้ายนั้น  ผมบอกกับเธอว่า  ปัจจุบันเราพูดถึงคุณลักษณะที่สำคัญของคนเราสามประการ อันได้แก่  เก่ง-ดี-มีความสุข

          เราสร้างคนตามเบ้าหลอมนั้นๆ  มาเนิ่นนานแล้ว  และสร้างตามลำดับเช่นนั้นจริงๆ

          ดูได้จากเวลาเลือกคนเข้าองค์กร  เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเลือกคนเก่งมาเป็นอันดับต้น ๆ  เพราะมันมีตัวชี้วัดที่เห็นเป็นรูปธรรมได้ง่ายกว่า

          ส่วนคนดีนั้น  เรารู้สึกว่าอุดมคติเกินไป นามธรรมเกินไป  ไม่รู้จะวัดด้วยอะไร  มันต้องใช้เวลาดูกันนานๆ

          และสุดท้ายไอ้เจ้าความสุขนั้น  ก็ยิ่งเป็นจุดหมายปลายทางอันแสนไกลที่ใครๆ ก็หมายมุ่งใฝ่ปอง  เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเก่ง หรือคนดี ก็ปรารถนาที่จะมีความสุขด้วยกันทั้งนั้น

          แต่สำหรับเธอนั้น  ผมมองว่าเธอคือคนที่  ดี ..มีสุข..และกำลังจะเก่ง..
          ส่วนผมนั้น  ไม่ใช่ทั้ง เก่ง  ดี  มีความสุข

          และไม่ใช่ทั้ง ดี..มีสุข...และกำลังเก่ง

แต่เป็นคนจำพวก โหด  เลว  ดี  ชัดๆ
และที่ว่า
ดี  นั้น  ก็เป็นแต่เพียงประเภท ดี มีน้อยนิด

หรือไม่ก็ประเภท ดีที่ไหนกัน...ต่างหาก

พูดจบ ผมก็หัวเราะเบาๆ พอเป็นพิธี
ขณะที่เธอ  ยังคงเก็บอาการได้เป็นอย่างดี  เต็มที่ก็ได้แต่ยิ้มๆ ที่มุมปาก
ครับ-เธอควบคุมตัวเองได้ดีกว่าผมจริงๆ


ฮา-