"....ไม่ต้องไปเปลี่ยนชื่อหรอกไปเปลี่ยนนิสัยจะดีกว่า"

ผู้เขียนไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม  ๑ อาทิตย์  ปิดหู  ปิดตาจากโลกภายนอก
ก็มีความสุขสงบทางจิตใจดีพอสมควร

เดินทางกลับในวันนี้  ได้อ่านข่าวสารข้อมูลบางอย่าง  เห็นพาดหัวข่าว
เรื่องนักการเมืองบางคนเสนอแนะให้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐
และนิรโทษกรรมผู้ทำความผิดอันร้ายแรงเพื่อความสมานฉันท์

อ่านแล้วก็รู้สึกหดหู่   ตลกแบบขมขื่น   ในโลกนี้ยังมีเรื่องเช่นนี้อีกหรือ ?

คิดถึงพระวินัยของพระพุทธเจ้า  เมื่อสิ้นพระศาสดา  ทำไมจึงต้องมี
คิดถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ  ทำไมถึงต้องมี ?  แล้วทำไมต้องแก้ไขจาก
ปี ๒๕๔๒  เป็น ๒๕๕๐ ให้มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้น.... เพื่ออะไร ?

พระวินัยไม่มีปัญหาสำหรับพระดี ๆ ฉันใด
กฏหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐  ย่อมไม่มีปัญหาสำหรับนักการเมืองดี ๆ ฉันนั้น

เพราะทั้งพระวินัยและกฎหมายรัฐธรรมนูญต่างมีไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกัน
มิให้ทั้งพระและคนชั่วเข้ามาแอบแฝงเป็นมารสังคม  และเป็นเหลือบร้าย
ที่ดูดเลือดเหยื่อโดยไม่รู้ตัวใช่หรือไม่.....

ทุกวันนี้กฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐  ถูกเรียกร้องให้แก้ไขอย่างต่อเนื่อง
โดยผู้ที่เสียผลประโยชน์  ทำเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน   เหมือนผู้ร้ายฆ่าคนตาย  ต้องโทษประหาร  แต่พยายามเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายใหม่เพื่อให้ตนพ้นโทษออกจากคุกได้โดยไม่ผิด...

หากเป็นเช่นนี้มิกลายเป็นต้นแบบที่เลวร้ายในสังคม  และกฎหมายมิต้องคอย
แก้ไขเพื่อปกป้องคนชั่วอยู่ตลอดเวลา...กลายเป็นเด็กเล่นขายของ
ทั้ง ๆ ที่สิ่งสำคัญที่สุดของปัญหาอยู่ที่ไหน
อยู่ที่กิเลสคน หรือ อยู่ที่กฎหมายกันแน่ ?

สุดท้ายก็คิดถึงคำคมของมารดาผู้เขียน 
ที่เคยกล่าวประชดญาติบางคนที่มีนิสัยใจร้อน เจ้าอารมณ์
ส่งผลให้การทำงานไม่ประสบความสำเร็จ
แต่เชื่อว่าการเปลี่ยนชื่อจะทำให้ชีวิตดีขึ้นว่า
"....ไม่ต้องไปเปลี่ยนชื่อหรอกไปเปลี่ยนนิสัยจะดีกว่า"